<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:blogger='http://schemas.google.com/blogger/2008' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8574908938688679007</id><updated>2024-08-28T19:05:53.010-07:00</updated><title type='text'>สุขภาพดี มีสุข</title><subtitle type='html'>สุขภาพ ปัญหาสุขภาพ ออกกำลังกาย อาหาร การกิน ดูแล ปกป้อง สุขภาพดี โรคภัย ปัญหาโรค ป้องกันโรค มะเร็ง ปวด เป็นไข้ การรักษา</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://youdemesook.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>sribudth85</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03814576819866865556</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8574908938688679007.post-7256441675585465359</id><published>2009-02-27T18:26:00.000-08:00</published><updated>2009-02-27T18:28:36.058-08:00</updated><title type='text'>มะเร็งปากมดลูก</title><content type='html'>&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;http://women.sanook.com/story_picture/m/28234_002.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 206px; height: 320px;&quot; src=&quot;http://women.sanook.com/story_picture/m/28234_002.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปากมดลูกคืออะไร&lt;br /&gt;มะเร็ง คือ เนื้อร้ายภายในร่างกายที่เจริญเติบโตขึ้นโดยปราศจากการควบคุม&lt;br /&gt;ปากมดลูก คือ อวัยวะในร่างกายสตรี เป็นส่วนหนึ่งของมดลูก อยู่ภายในช่องคลอดมีหน้าที่ ป้องกันสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกายและเป็นทางผ่านของสิ่งคัดหลั่งจากมดลูก มะเร็งปากมดลูก เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สามารถแพร่ขยายลุกลามและกดเบียด อวัยวะใกล้เคียงมดลูกภายในอุ้งเชิงกราน และสามารถกระจายไปยัง ปอด ตับ ลำไส้ หรือสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะเหล่านั้น ตามมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร&lt;br /&gt;มะเร็ง ปากมดลูกเป็นมะเร็งแห่งความรัก หากปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งก็ไม่เกิด พบว่าเชื้อไวรัส HPV เป็นสาเหตุที่ชักนำให้ปากมดลูกเกิดความผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง โดยเชื้อไวรัส HPV นี้เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ และเมื่อสตรีได้รับเชื้อไวรัส HPV มาจากการมีเพศสัมพันธ์ เชื้อชนิดนี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมภายในเซลล์ปากมดลูก จนกลไกการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ถูกกระตุ้นขึ้น ตามมาด้วยการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ซึ่งไม่อาจหยุดยั้งได้ของเซลล์เนื้องอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก&lt;br /&gt;- การมีเพศสัมพันธ์กับชายสำส่อน ซึ่งอาจรับเชื้อไวรัส HPV เข้าสู่ร่างกายจากสตรีอื่นมาแล้ว&lt;br /&gt;- การมีคู่นอนหลายคน ทำให้เสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัส HPV มากขึ้น&lt;br /&gt;- การมีเพศสัมพันธ์ขณะอยู่ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เนื่องจากปากมดลูกในระยะนี้ไวต่อการติดเชื้อ HPV&lt;br /&gt;- การสูบบุหรี่หรือขาดสารอาหารบางชนิด ทำให้ร่างกายมีความบกพร่องของกลไกป้องกันไวรัส HPV&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะ เห็นได้ว่า โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ง่ายมาก เป็นโรคที่ต้องใช้ความเข้าใจในการแก้ปัญหา ความรักระหว่างสามีภรรยา ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัว ความอบอุ่นภายในครอบครัว ความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่สำส่อนจะไม่มีโอกาสรับเชื้อไวรัสมหาภัยชนิดนี้มา ได้เลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สตรีที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มาก คือสตรีที่มี&lt;br /&gt;- อายุอยู่ในช่วง 30 – 50 ปี&lt;br /&gt;- มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อย&lt;br /&gt;- มีคู่นอนหลายคน&lt;br /&gt;- สามีเที่ยวโสเภณี&lt;br /&gt;- ติดโรคทางเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ เช่น หูดหงอนไก่ เริม&lt;br /&gt;- สูบบุหรี่&lt;br /&gt;- ไม่เคยตรวจภายในเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอาการแสดงของการเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้น- ในมะเร็งระยะเริ่มต้นส่วนมากจะไม่มีอาการใด ๆ เลยค่ะ&lt;br /&gt;- ในรายที่มะเร็งมีอาการลุกลามมากแล้วทำให้เกิดอาการ&lt;br /&gt;- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์&lt;br /&gt;- เลือดออกทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน&lt;br /&gt;- ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีหนองหรือเลือดปน&lt;br /&gt;- ซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการ ที่พบของมะเร็งปากมดลูกคือ มีตกขาวจำนวนมากผิดปกติ ลักษณะเป็นหนอง กลิ่นเหม็นหรือมีลักษณะคล้ายน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด เลือดออกกระปริบกระปรอย เลือดออกหลังร่วมเพศ หรือเลือดออกในขณะที่ไม่ใช่รอบเดือน เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่จะเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูกเสมอไปนะค่ะ เพราะอาจจะเป็นอาการของโรคทางระบบอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ ได้ด้วยค่ะ ซึ่งอย่างไรก็ตามควรไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำอย่างไรคุณผู้หญิงจึงจะทราบว่า เราเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่&lt;br /&gt;เนื่อง จากมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ ตั้งแต่เซลเริ่มผิดปกติ และสามารถรักษาให้หายได้ในระยะเริ่มต้น เพราะมีการดำเนินโรค แบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน และเป็นอวัยวะที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจวินิจฉัยง่ายกว่าอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว ก่อนที่จะเป็นมะเร็งลุกลาม จากการตรวจภายในและเก็บตัวอย่างเซลบริเวณปากมดลูกไปตรวจหรือที่เรียกว่าการ ทำ แป๊ปสเมียร์ ( Pap smear ) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหามะเร็ง ปากมดลูกระยะเริ่มต้นค่ะ ฉะนั้น คุณผู้หญิงทุกคนควรตระหนักถึง ความสำคัญของการมาตรวจหามะเร็งปากมดลูกให้มาก ๆ นะค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณผู้หญิงควรจะเริ่มตรวจหามะเร็งปากมดลูกเมื่อใด&lt;br /&gt;- ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ&lt;br /&gt;- ผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจเมื่อ อายุ 30 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยควรมาตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามแพทย์นัด ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่สามารถทำได้ คือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน งดสูบบุหรี่ สังเกตอาการผิดปกติและที่สำคัญก็คือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก ทุกปี ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือ การใช้กล้องส่องตรวจปากมดลูก ที่เรียกว่า กล้องคอลโปสโคป เป็นกล้องขยายดูปากมดลูกในรายที่ผลการตรวจมะเร็งปากมดลูก โดยการทำแป๊ปสเมียร์ผิดปกติ ทำให้ง่ายต่อการรักษามากขึ้นค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ รักษาความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกก่อนระยะลุกลาม สามารถรักษาให้หายได้ โดยการผ่าตัด หรืออาจใช้เครื่องจี้เย็น เครื่องจี้ไฟฟ้า และการใช้เลเซอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม ก็สามารถรักษาได้ผลดีจากการผ่าตัด การฉายรังสีและการให้ยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ยิ่งตรวจค้นพบได้เร็วเท่าไรโอกาสหายก็ยิ่งมีมากค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังที่กล่าวมาแล้วว่าการรักษามะเร็งปากมดลูกได้ผลดีมาก อัตราการอยู่รอด 5 ปีในมะเร็งระยะแรก ๆ มีมากถึงกว่า 90% ที่เดียวละค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตรวจหามะเร็งปากมดลูกทำได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็ง ปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถสืบค้นและป้องกันได้ค่ะ โดยการตรวจภายในเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูก เรียกว่า การตรวจแป็ปสเมียร์ค่ะ เป็นการตรวจภายในแล้วใช้ไม้พายเล็ก ๆ ป้ายบริเวณปากมดลูก เพื่อนำเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือที่เป็นมะเร็งระยะก่อนลุกลาม ใช้เวลาในการตรวจประมาณ 5 นาที โดยไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ ขณะตรวจเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วทุก ช่วงอายุ หรือที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แต่มี อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจภายในหามะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจแป็ปสเมียร์ปีละ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ ที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านนะค่ะ การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือมีความเจ็บปวดใด ๆ เลยค่ะ สตรีควรพิทักษ์สิทธิในร่างกายเราและป้องกันการเกิดโรคซึ่งสามารถจะป้องกัน ด้วยตัวเราเองนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการเตรียมตัวในการตรวจแป็ปสเมียร์ไม่ยากเลยค่ะ โดยควรจะตรวจทันทีที่นึกได้ว่าปีนี้ยังไม่ได้ตรวจภายใน โดยวันที่จะมาตรวจภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ไม่ควรจะเป็นวันที่มีประจำเดือน และควรตรวจหลังประจำเดือนหมดไปแล้ว 2 สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- งดเพศสัมพันธ์และงดการสวนล้างช่องคลอดในวันก่อนตรวจ 1 วัน ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการตรวจหามะเร็งปากมดลูกแล้ว เรายังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ด้วยการ ดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์โดยการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- งดสูบบุหรี่&lt;br /&gt;- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;- พักผ่อนให้เพียงพอ&lt;br /&gt;- ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะสืบพันธุ์&lt;br /&gt;- ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส&lt;br /&gt;- ไม่สำส่อน หรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่สาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ โดยการลดความเสี่ยงและด้วยการตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://youdemesook.blogspot.com/feeds/7256441675585465359/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post_4955.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/7256441675585465359'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/7256441675585465359'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post_4955.html' title='มะเร็งปากมดลูก'/><author><name>sribudth85</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03814576819866865556</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8574908938688679007.post-96319768910949966</id><published>2009-02-27T17:56:00.000-08:00</published><updated>2009-02-27T17:57:11.753-08:00</updated><title type='text'>ปัสสาวะเล็ด ปัญหาสตรีที่แก้ได้</title><content type='html'>วิจัยพบหญิงไทยวัยหมดประจำเดือนกว่าร้อยละ 80 ประสบปัญหาปัสสาวะเล็ด หลายคนอายไม่ยอมรักษา ถึงขั้นเก็บตัว ไม่ออกจากบ้าน เผย สาเหตุมาจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพจากการคลอดบุตร แนะ &quot;ขมิบ&quot; อย่างถูกวิธีทุกวัน เพื่อป้องกันก่อนสายเกินแก้ แถมยังช่วยให้เพศสัมพันธ์ดีขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.กรกฏ เห็นแสงวิไล หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง &quot;สร้างเสริมสุขภาพบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในสตรีด้วยตนเอง&quot; โดย การสนับสนุนของแผนเปิดรับทั่วไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพ ถือเป็นเรื่องที่พบในสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือน เช่น ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 75.3 มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะ ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 89.3 มีปัญหาเดียวกัน และร้อยละ 43.3 มีภาวะมดลูกหย่อนด้วย นอกจากนี้จากการสำรวจสตรีไทยในภาคเหนือตอนบน ช่วงปี 2542-2543 ยังพบว่าผู้หญิงช่วงอายุ 20-24 ปี พบปัญหากลั้นปัสสาวะถึงร้อยละ 41 และวัยหมดประจำเดือนอีกร้อยละ 48&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่ตามมาคืออาการปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ มดลูกหย่อน และเพศสัมพันธ์บกพร่อง เนื่อง จากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรงและหย่อนลงมาจะทำให้ช่องคลอดขาด ประสิทธิภาพ ไม่สามารถหดตัวได้ขณะมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังผายลมบ่อยผิดปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิง women&quot; คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องการกลั้นปัสสาวะ ส่วนมากคิดว่าเป็นเรื่องของคนสูงอายุ หรือบางคนรู้สึกอาย กลัวสังคมรังเกียจ จึงไม่มารับการรักษา และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำน้อยลง เข้าห้องน้ำบ่อยๆ ใส่ผ้าอนามัย หรือในรายที่มีอาการฉี่เล็ดมากๆ อาจถึงขั้นเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ยอมออกจากบ้าน&quot; รศ.กรกฏกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสาเหตุของอุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพนั้นมาจากหลายปัจจัย อาทิ การตั้งครรภ์และการคลอด การ ตั้งครรภ์จะทำให้มีการยืดขยายของกล้ามเนื้อและพังผืดรอบอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ส่วนการคลอดเป็นการกระทำโดยตรงต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน คือมีการกรีดฝีเย็บ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้ในผู้สูงอายุ สตรีวัยหมดประจำเดือน คนอ้วน คนใช้แรงงานยกของหนัก ก็เกิดภาวะกล้ามเนื้อหย่อนยานได้ง่าย รวมไปถึงโรคเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง ไอเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กล้ามเนื้องอก ล้วนก่อเกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.กรกฏกล่าวต่อว่า ใน การวิจัยได้เสนอวิธีการให้ความรู้และสร้างเสริมสุขภาพสตรีเข้าสู่วัยหมด ประจำเดือน สตรีที่เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ด และสตรีมีครรภ์ โดยแนะนำการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกต้องด้วยตนเอง ด้วยการใช้สื่อวีดิทัศน์ที่ผลิตขึ้นอย่างมีคุณภาพ แล้วใช้แบบ สอบถาม วัดผลสัมฤทธิ์ในสตรีวัย 40-60 ปี ประมาณ 60 คน ในจังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก เพื่อเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังการใช้วีดิทัศน์ และศึกษาในสตรีที่เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ดจำนวน 30 คน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมและสตรีมีครรภ์จำนวน 30 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;ผล ออกมาว่ากลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ ชัดเจน และยังฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีต่อเนื่องถึง 12 สัปดาห์ ทำให้คนที่เคยมีปัญหาปัสสาวะเล็ดบ่อยๆ ลดความรุนแรงของอาการลง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงและกระชับตัว ส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ผู้เข้าร่วมทดลองหลายคนเล่าว่าได้รับคำชมจากสามีในเรื่องนี้&quot; หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิง womenส่วน การทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยตนเองนั้น รศ.กรกฏแนะนำว่าทำได้โดยการดื่มน้ำ 2 แก้ว แล้วรอประมาณ 10-15 นาที จนรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้กระโดดพร้อมกันจนสองเท้าลอยพ้นพื้นติดต่อกัน 20 ครั้ง จากนั้นกระโดดกางขาหน้า-หลัง 4 ครั้ง และไอแรงๆ อีก 2-3 ครั้ง สังเกตว่ามีปัสสาวะเล็ดหรือไม่ เพราะในคนปกติกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานควรควบคุมได้ ไม่มีอาการปัสสาวะเล็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือไม่ วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการของโรคทำได้โดยการขมิบอุ้งเชิงกรานแรงๆ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วปล่อยประมาณ 5 วินาที ทำซ้ำอีกจนครบ 5 ครั้ง แล้วขมิบ-ปล่อยแบบแรงเต็มที่อีก 5 ครั้ง วันหนึ่งๆ ควรทำอย่างน้อย 4-5 ครั้ง ในช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น และก่อนนอน โดยต้องฝึกขมิบในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น นั่ง ยืน เดิน จาม จนกลายเป็นนิสัย จะส่งผลดีต่อสตรีในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน น.พ.ชาตรี เจริญศิริ กรรมการบริหารแผนเปิดรับทั่วไป สสส. กล่าวว่า โครงการ วิจัยเรื่องสร้างเสริมสุขภาพบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในสตรีด้วยตนเอง เป็นงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่หยิบเอาผลการวิจัยหรือผลสำรวจของต่างประเทศมา ปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และยังคิดค้นวิธีการสอนให้หญิงไทยรู้จักขมิบอุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านสื่อวีดิทัศน์ และการฝึกอบรม ช่วยแก้ไขปัญหาของสตรีจำนวนมากที่ประสบปัญหาเรื้อรังมานาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;เป็น ที่น่ายินดีที่ระยะหลังงานวิจัยของสสส.ไม่ได้ทำในลักษณะขึ้นหิ้ง แต่มีการจัดการให้ใช้ผลงานวิจัยนั้นๆ มีคนหยิบยกมาทำต่อ สาธิตให้เห็นถึงทางออกของปัญหา เสน่ห์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคืองานวิจัยก่อให้เกิดความผูกพัน ระหว่างนักวิจัยกับชุมชน โดยจะพบว่างานวิจัยหลายชิ้นเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นนักวิจัย ขณะที่นักวิชาการเป็นเพียงพี่เลี้ยง หรือบางชิ้นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นคนในพื้นที่เข้าไปทำกับชุมชนของตนเอง ทำให้งานวิจัยนั้นเกิดความยั่งยืนแม้จะสิ้นสุดโครงการไปแล้ว นับเป็นการจุดตะเกียงช่วยส่องสว่างในที่มืด แม้จะยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ทุกชุมชนก็ตาม&quot; น.พ.ชาตรีกล่าว</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://youdemesook.blogspot.com/feeds/96319768910949966/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post_27.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/96319768910949966'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/96319768910949966'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post_27.html' title='ปัสสาวะเล็ด ปัญหาสตรีที่แก้ได้'/><author><name>sribudth85</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03814576819866865556</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8574908938688679007.post-773537292336162006</id><published>2009-02-27T17:12:00.000-08:00</published><updated>2009-02-27T17:32:40.856-08:00</updated><title type='text'>ดูแลดวงตาให้สวยใสอยู่เสมอ...</title><content type='html'>ดูแลดวงตาให้สวยใสอยู่เสมอ...&lt;br /&gt;&lt;a onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot; href=&quot;http://women.sanook.com/story_picture/b/54171_002.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 350px; height: 304px;&quot; src=&quot;http://women.sanook.com/story_picture/b/54171_002.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่ใช้ดวงตาอย่างหนัก แล้วอยากผ่อนคลายผิวรอบดวงตา วันนี้มีเทคนิคมาบอก...&lt;br /&gt;เทคนิคการผ่อนคลายผิวรอบดวงตา วิธีทำง่าย ๆ คือ เพียงใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกด้านข้าง 3 ครั้งใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้างหมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆ กัน โดยวนตามเข็มนาฬิกา ในทุกครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 6 รอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้ว ถึงขมับ 3 รอบ กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาถึงหางตา 3 รอบ ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ ทำซ้ำขั้นตอนที่ 2-5 ทั้งหมด 3 รอบ นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา ลากน้ำหนักที่ปลายนิ้วออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อย ๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้าเพียงเท่านี้ก็จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากต้องการความอ่อนเยาว์ของดวงตา ควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำทุก ๆ 2-4 ปี และทุก ๆ 1-2 ปี สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สำหรับ ผู้ที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกล ๆ ทุก ๆ 10-15 นาที สวมใส่แว่นตาดำที่ปกป้องและกรองแสงยูวีทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสควัน และฝุ่นละอองต่าง ๆ โดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอีกนิดสำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรอบดวงตา ควรเลือก ครีมที่ใช้สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ ห้ามนำครีมทาหน้ามาใช้ปะปนกัน ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบบวมได้ เนื่องจากเนื้อครีมที่ข้นเกินไปอาจซึมลงไปอุดตันท่อน้ำตาได้ ควรเลือกซื้อครีมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เพื่อความอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางที่สุด และสำหรับกลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ที่มีผิวมัน ให้มองหาผลิตภัณฑ์ประเภทเจลเพิ่มความสดชื่นจะเหมาะที่สุด แต่ไม่ว่าเป็นครีมชนิดใดก็ตามควรมีกันแดดผสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับวิธีใช้ ให้ ทารอบดวงตาด้วยนิ้วนาง ( เพราะแรงกดน้อยที่สุด ) ทาวนจากหัวตาด้านล่างวนขึ้นสู่หัวตาด้านบน จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และลดริ้วรอยที่จะเกิดในอนาคตได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านแล้วอย่าลืมหันมาดูแลรักษาดวงตาของเรากันดีกว่า เพื่อสุขภาพตาที่ดี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณภาพประกอบ : นิตยสาร Ray&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;form action=&quot;http://www.google.co.th/cse&quot; id=&quot;cse-search-box&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;br /&gt;  &lt;div&gt;&lt;br /&gt;    &lt;input type=&quot;hidden&quot; name=&quot;cx&quot; value=&quot;partner-pub-0078774921171181:oqtfh3-nvsq&quot; /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;input type=&quot;hidden&quot; name=&quot;ie&quot; value=&quot;windows-874&quot; /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;input type=&quot;text&quot; name=&quot;q&quot; size=&quot;31&quot; /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;input type=&quot;submit&quot; name=&quot;sa&quot; value=&quot;&amp;#x0e04;&amp;#x0e49;&amp;#x0e19;&amp;#x0e2b;&amp;#x0e32;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/form&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&gt;&lt;!--&lt;br /&gt;google_ad_client = &quot;pub-0078774921171181&quot;;&lt;br /&gt;/* 728x15, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 2/27/09 */&lt;br /&gt;google_ad_slot = &quot;8159229853&quot;;&lt;br /&gt;google_ad_width = 728;&lt;br /&gt;google_ad_height = 15;&lt;br /&gt;//--&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type=&quot;text/javascript&quot;&lt;br /&gt;src=&quot;http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type=&quot;text/javascript&quot; src=&quot;http://www.google.co.th/coop/cse/brand?form=cse-search-box&amp;amp;lang=th&quot;&gt;&lt;/script&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://youdemesook.blogspot.com/feeds/773537292336162006/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/773537292336162006'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8574908938688679007/posts/default/773537292336162006'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://youdemesook.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='ดูแลดวงตาให้สวยใสอยู่เสมอ...'/><author><name>sribudth85</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03814576819866865556</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='https://img1.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>