<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302</atom:id><lastBuildDate>Thu, 17 Oct 2024 15:09:24 +0000</lastBuildDate><title>imbroker</title><description></description><link>http://imbroker.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (On Off)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>79</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-153789020711780638</guid><pubDate>Wed, 28 Nov 2012 05:16:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-11-28T12:19:58.806+07:00</atom:updated><title>MetaStock</title><description>&lt;iframe src=&quot;https://docs.google.com/file/d/0B8tKGoemLI8zMGp3LTVSOEZ0dzg/preview?pli=1&quot; width=&quot;640&quot; height=&quot;480&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;


&lt;a href=&quot;https://docs.google.com/file/d/0B8tKGoemLI8zMGp3LTVSOEZ0dzg/edit?pli=1
&quot;&gt;&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2012/11/blog-post_28.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-7336129630000687527</guid><pubDate>Wed, 07 Nov 2012 09:27:00 +0000</pubDate><atom:updated>2012-11-07T16:27:06.118+07:00</atom:updated><title>ไกลตาไกลใจ..พิสูจน์แล้วใช่เลย</title><description>ไกลตาไกลใจ..พิสูจน์แล้วใช่เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์ศึกษาจิตวิทยาโหลช็อกโกแลต ยืนยันสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้กันโดยสัญชาตญาณ นั่นคือคำพังเพยที่ว่า &quot;ไกลตาไกลใจ&quot; เป็นเรื่องจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตวิทยาโหลช็อกโกแลตคือ การที่บรรดาเลขาฯหน้าห้องทั้งหลายได้รับแจกเฮอร์ชีย์คิสสำหรับสัปดาห์เลขาฯ ซึ่งผลปรากฏว่า ช็อกโกแลตที่บรรจุอยู่ในโหลใสแจ๋วและวางเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะทำงาน จะพร่องหายไปเร็วกว่าช็อกโกแลตที่เก็บไว้มิดชิดในตู้ปิดทึบ หรือวางอยู่ไกลตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลุยส์ เอรอนนี ผู้อำนวยการโครงการควบคุมน้ำหนักของวิทยาลัยการแพทย์เวลล์ คอร์เนลในนิวยอร์ก และประธานโอเบซิตี้ โซไซตี้ เจ้าภาพการประชุมที่มีการนำเสนอรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวให้แง่คิดเกี่ยวกับสิ่งที่นักวิจัยกำลังทำอยู่เพื่อประเมินเจตจำนงของคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การศึกษาที่ว่ามีแกนนำคือ ไบรอัน แวนซิงค์ ผู้เชี่ยวชาญการตลาดด้านอาหารและพฤติกรรมการบริโภค ของมหาวิทยาลัยคอร์เนล โดยเอรอนนีชี้ว่า นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการที่ทำการศึกษาและแสดงปริมาณของปัจจัยเร้าที่นักวิจัยเชื่อมานานแล้วว่ามีอยู่จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการก็คือ แวนซิงค์และทีมงานแจกช็อกโกแลตคิสส์ให้เลขานุการิณีในมหาวิทยาลัย 40 คน คนละ 30 ชิ้น โดยมีทั้งที่บรรจุอยู่ในโหลใสและโหลขุ่น และวางอยู่บนโต๊ะหรือวางห่างโต๊ะไป 6 ฟุต และจะแอบไปเติมให้ทุกคืน สี่สัปดาห์ต่อมา นักวิจัยจึงกลับไปนับจำนวนช็อกโกแลตที่พร่องหายไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลปรากฏว่า เหล่าเลขาฯกินช็อกโกแลตเฉลี่ย 7.7 ชิ้นต่อวันเมื่อโหลใสแจ๋ววางอยู่บนโต๊ะ, 4.6 ชิ้นต่อวันถ้าโหลขุ่นวางอยู่บนโต๊ะ, 5.6 ชิ้นต่อวันถ้าโหลใสแจ๋ววางไกลออกไป 6 ฟุต และ 3.1 ชิ้นเมื่อโหลขุ่นวางห่าง 6 ฟุต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการสัมภาษณ์ภายหลังจากนั้น เลขาฯประเมินว่าตนเองกินช็อกโกแลตมากกว่าความเป็นจริงกรณีที่พวกเธอต้องเดินไปหยิบ แต่ประเมินต่ำเกินจริงเมื่อช็อกโกแลตเหล่านั้นอยู่ใกล้แค่มือเอื้อม&lt;br /&gt;
</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2012/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-8385616061557897628</guid><pubDate>Wed, 17 Mar 2010 06:01:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-03-17T13:12:37.908+07:00</atom:updated><title>กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์</title><description>โดย &lt;a href=&quot;http://portal.settrade.com/blog/1001ii/1001ii/2009/11/24/635&quot;&gt;สุมาอี้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ถ้าไม่นับ กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐฯ และกองทุนบำเหน็จบำนาญ&lt;br /&gt;ต่างๆ แล้ว &quot;ขาใหญ่&quot; ของตลาดทุนโลกอันดับถัดมาคงหนีไม่พ้น พวกเฮดจ์ฟันด์ ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮดจ์ฟันด์ ตามความหมายดั่งเดิม คือ กองทุน  ที่ลงทุนด้วยการเสาะหา ช่องว่าง&lt;br /&gt;ในการทำกำไรที่ปราศจากความเสี่ยง (Riskless) ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คงหนีไม่พ้น&lt;br /&gt;วิธีของกองทุน Long-term Capital Managment ที่อื้อฉาวในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางทฤษฏี พันธบัตรรัฐบาลสองตัวที่มีอายุเท่ากัน จ่ายดอกเบี้ยเท่ากัน จะต้องมี&lt;br /&gt;ราคาเท่ากันด้วย แต่ในความเป็นจริง อาจมีราคาต่างกัน เพราะสภาพคล่องของตลาด&lt;br /&gt;ในช่วงสั้น ที่ไม่สมบูรณ์แบบ LTCM ใช้วิธียืมพันธบัตรรัฐบาล จากกองทุนอื่น ที่มี&lt;br /&gt;ราคาตลาดสูงกว่ามาขาย แล้วเอาเงินที่ได้มาซื้อพันธบัตรตัวที่ถูกกว่ามาถือไว้แทน&lt;br /&gt;การถือไว้ทั้ง short และ long position ในราคาที่ต่างกันเล็กน้อยเช่นนี้ จะทำให้เกิดกำไร&lt;br /&gt;เป็นจำนวนเท่ากับส่วนต่างของราคา เมื่อใดก็ตาม ที่ส่วนต่างของราคาในตลาด&lt;br /&gt;บีบเข้าหากัน ก็จะเกิด net gain ขนาดเล็กๆ ขึ้น เป็นโอกาสให้ LTCM ล้างสถานะ&lt;br /&gt;ทั้งหมดเพื่อทำกำไรได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากโอกาสที่ราคาพันธบัตรทั้งสอง&lt;br /&gt;จะหนีออกจากกันมากๆ (เกิด net loss) มีน้อยมาก ต่อให้เกิดขึ้นจริง ก็ไม่น่ากลัว&lt;br /&gt;เพราะสามารถถือต่อไปแล้วรอให้พันธบัตรทั้งสองตัวหมดอายุก็ได้ ราคาจะกลับมา&lt;br /&gt;เท่ากันเอง และพันธบัตรก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงยิ่ง การลงทุนด้วยวิธีนี้&lt;br /&gt;จึงมีลักษณะคล้ายกับ &quot;โอกาสที่ไม่มีความเสี่ยง&quot; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่า net gain ที่มีโอกาสเกิดขึ้น  จะมีขนาดเล็กมากๆ เพราะผลต่างของ&lt;br /&gt;ราคาพันธบัตรสองตัวที่เหมือนกันคงต่างกันไม่ได้มากนัก แต่ LTCM ก็ทำกำไร&lt;br /&gt;ด้วยวิธีการนี้ได้อย่างมหาศาล เพราะไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง LTCM เพียงแต่&lt;br /&gt;ขอยืมพันธบัตรของคนอื่นมาขาย แล้วเอาเงินก้อนนั้นแหละมาซื้อพันธบัตรอีกตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง LTCM จะต้องถือเงินส่วนตัวไว้จำนวนหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;เพื่อให้เจ้าของพันธบัตรเชื่อเครดิต เงินจำนวนนี้  จึงเป็นส่วนทุนที่แท้จริงของ LTCM&lt;br /&gt;ซึ่งก็น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพันธบัตรที่ยืมมาหลายสิบเท่าตัว ฉะนั้น แม้ net gain&lt;br /&gt;จะแคบมาก แต่ LTCM ก็ได้กำไรหลายสิบเท่าตัวเมื่อเทียบกับทุนที่ใช้ ตลาดพันธบัตร&lt;br /&gt;เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มหึมา   และมีสภาพคล่องสูง LTCM จึงสามารถเพิ่ม position&lt;br /&gt;ได้โดยไม่จำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สุดท้ายแล้ว LTCM ก็ยังเจ๊งได้ยังไงนั้น ทุกท่านสามารถหาหนังสืออ่านได้ทั่วไป&lt;br /&gt;แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเขียนถึงในบทความนี้คือ กลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงของ&lt;br /&gt;พวกเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลยุทธ์ลดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของพวกเฮดจ์ฟันด์ ที่จะขอยกมาเขียนถึง&lt;br /&gt;เป็นตัวอย่างเรียกว่า market neutral strategy กลยุทธ์นี้มีแนวคิดว่า บ่อยครั้งที่เรา&lt;br /&gt;ค้นพบหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีสตอรี่ที่ดีมาก ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะขยับขึ้นได้ในอนาคต&lt;br /&gt;แต่พอเราลงทุนไป ปรากฏว่า ภาวะตลาดเกิดเลวร้ายลง ทำให้แม้หุ้นที่เราลงทุน&lt;br /&gt;จะมีสตอรี่ที่ดี แต่ก็ฝืนภาวะตลาดไม่ไหว ทำให้ต้องขาดทุนอยู่ดี ภาวะตลาด&lt;br /&gt;จึงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ที่สำคัญสำหรับการลงทุนแบบ bottom up&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตลาด (Market Risk) ลง แทนที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นเฉยๆ&lt;br /&gt;ก็ให้ short index ไปพร้อมกันด้วย ถ้าหากเกิดโชคร้ายตลาดลงแรง แต่ถ้าเราคิดได้&lt;br /&gt;ถูกต้องเกี่ยวกับสตอรี่ของหุ้นตัวนั้น แม้หุ้นจะลงด้วยตามภาวะตลาด แต่เนื่องจาก&lt;br /&gt;มันลงน้อยกว่าตลาด เพราะมีสตอรี่ที่ดี  ของตัวเองช่วยเอาไว้ เมื่อ net กับ&lt;br /&gt;short index position แล้ว เราจึงยังคงได้กำไรอยู่ แม้ตลาดจะลง วิธีจึงช่วย&lt;br /&gt;ให้เราลงทุนแบบ bottom up ได้โดยไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร เพราะตราบใด&lt;br /&gt;ที่หุ้นของเรา outperform ตลาด เราจะยังได้กำไรเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม market neutral strategy ไม่ถือว่าเป็น riskless opportunity&lt;br /&gt;อย่างแท้จริง เพราะหลักทรัพย์ที่ long กับที่ short นั้นไม่ได้เหมือนกันทุกประการ&lt;br /&gt;เหมือนอย่าง  ในกรณีของ LTCM วิธีนี้   จึงช่วยลดความเสี่ยงลงได้ส่วนหนึ่ง&lt;br /&gt;แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางกองทุนจึงเพียงแต่ short index ไว้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;เช่น เท่ากับ 30% ของหุ้นที่ซื้อ แทนที่จะ short เต็มทั้งจำนวน&lt;br /&gt;เพราะการลดความเสี่ยงของตลาดลงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับเต็มอัตรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของพวกเฮดจ์ฟันด์มีชื่อว่า 130/30 กลยุทธ์นี้มาจาก&lt;br /&gt;แนวคิดที่ว่า บางครั้งตลาดอยู่ในภาวะฟองสบู่ หุ้นส่วนใหญ๋ในตลาดแพงหมด&lt;br /&gt;ถ้าเรามีนโยบายลงทุน 100% ของพอร์ตตลอดเวลา ก็เท่ากับเป็นการบังคับ&lt;br /&gt;ให้เราต้องถือหุ้นบางตัว ทั้งที่เราคิดว่ามันแพงมากแล้ว ดังนั้น แทนที่เราจะซื้อ&lt;br /&gt;หุ้นอย่างเดียว 100% ของพอร์ต เราเปลี่ยนมาเป็นการซื้อหุ้นในตลาดที่เราคิดว่า&lt;br /&gt;ถูก 130% ของพอร์ต (ยืมมาร์จิ้นมา) และ short หุ้นในตลาดที่เราคิดว่าแพงอีก&lt;br /&gt;30% แบบนี้ net position ของเราก็ยังคงเท่ากับ 100% อยู่ เช่นเดิม แต่แทนที่เรา&lt;br /&gt;จะต้องฝืนใจถือหุ้นแพงเข้าพอร์ตทั้งหมด เราหาผลตอบแทนด้วยการ short หุ้น&lt;br /&gt;ที่แพงไปได้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ในระยะยาว   น่าจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่า&lt;br /&gt;การซื้ออย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดหุ้นแพงเรื้อรัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยกตัวอย่างมา  เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง   ของกลยุทธ์ของพวกเฮดจ์ฟันด์ที่มีอยู่&lt;br /&gt;อย่างมากมายในปัจจุบัน แต่ละกลยุทธ์ก็แสนพิสดารสุดที่จะคิดกันขึ้นมาได้&lt;br /&gt;สมัยนี้เฮดจ์ฟันด์หลายกองก็ไม่ได้มีกลยุทธ์มุ่งลดความเสี่ยงตามนิยามที่ดั่งเดิม&lt;br /&gt;อีกต่อไปแล้วด้วย (วิธีอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนได้เป็นใช้ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ของพวกเฮดจ์ฟันด์นั้น ช่วยทำให้เห็นว่าโลกนี้ยังมีวิธีการ&lt;br /&gt;ลงทุนแบบอื่นๆ อยู่อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่แนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่&lt;br /&gt;เลียนแบบวิธีการของเฮดจ์ฟันด์ แม้ว่าบางหลายวิธีจะดูมีเหตุผลดีทีเดียว แต่การทำ&lt;br /&gt;ธุรกรรม short นั้นต้องการวินัยอย่างสูง บางครั้งวิธีการดี แต่จิตใจยังไม่หนักแน่นพอ&lt;br /&gt;ก็พลาดได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า ทุกวันนี้การที่ตลาดทุนโลกเต็มไปด้วยเฮดจ์ฟันด์ ทำให้ราคาหุ้นขึ้นอยู่&lt;br /&gt;กับนโยบายการเงินของรัฐฯ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นเข้าไปทุกที เพราะกลยุทธ์&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่ของเฮดจ์ฟันทำกำไรจาก noise จึงสามารถทำกำไรได้เสมอโดยไม่ต้องสนใจ&lt;br /&gt;ว่าหุ้นที่ซื้อจะแพงหรือไม่เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นเวลาที่เฟดใช้นโยบายการเงิน&lt;br /&gt;แบบผ่อนคลาย เฮดจ์ฟันด์ก็จะหาทุนได้มากขึ้น ก็จะนำมาสร้าง position ในตลาดหุ้น&lt;br /&gt;มากขึ้นทันที โดยไม่เกี่ยวกับ outlook ของหุ้น และเมื่อเฟดใช้นโยบายการเงินตึงตัว&lt;br /&gt;ก็จะให้ผลตรงกันข้าม เงินที่ไหลเข้าออกจากตลาดหุ้นจึงเป็นไปตามภาวะตลาดเงินมากกว่า&lt;br /&gt;จะเป็นไปตามตามความคิดของนักลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นในขณะนั้น</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/03/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-7751246271763434776</guid><pubDate>Wed, 17 Mar 2010 05:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-03-17T12:27:36.856+07:00</atom:updated><title>Dickson G. Watts</title><description>โดย &lt;a href=&quot;http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/03/09/806&quot;&gt;สุมาอี้&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้อ่านหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย Dickson G.Watts&lt;br /&gt;นักเก็งกำไรในตลาด New York Cotton Exchange เมื่อ 85 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;ท่านผู้นี้ร่ำรวยขึ้นมาจากมือเปล่าด้วยการเป็นนักเก็งกำไรราคาฝ้าย&lt;br /&gt;และในวัยสูงอายุได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ NYCE ในระหว่าง&lt;br /&gt;ปี 1878 - 1880 อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้หายสาบสูญไปนาน แต่มันกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง&lt;br /&gt;เมื่อ Edwin Lefevre ผู้เขียนหนังสือชื่อ Reminiscences of a Stock Operator&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นชีวประวัติของ Jesse Livermore นักเก็งกำไร  ผู้โด่งดังในช่วงปี&lt;br /&gt;1900-1930 กล่าวถึงกฏของ Watts ไว้ในหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีขนาดเล็กมาก มันมีกฏทองของการเก็งกำไร&lt;br /&gt;เพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งเป็นการสรุปจากประสบการณ์การเก็งกำไรทั้งชีวิตของผู้เขียน&lt;br /&gt;ผมเห็นว่า  มันมีประสบการณ์ ที่ทรงคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้  ประหยัดเวลา&lt;br /&gt;ในการเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นของเราได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเองด้วย&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มันเป็นหลัก  สำหรับการเก็งกำไรเป็นหลัก ต้องระวังเวลานำไปใช้&lt;br /&gt;กับการลงทุน เพราะแม้ว่าจะใช้ได้บ้างในบางส่วน แต่ไม่ว่าทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฏของ Watts มีทั้งหมด 10 ข้อ 4 ข้อแรก เป็นกฏที่เป็นจริงเสมอ&lt;br /&gt;(Laws Absolute) อีก 6 ข้อหลังเป็นกฏที่โดยปกติให้ยึดถือเอาไว้&lt;br /&gt;แต่ในบางสถานการณ์  ก็สามารถยืดหยุ่นได้ (Rules Conditional)&lt;br /&gt;ผมขออนุญาตเริ่มจาก Rule Conditional ทั้ง 6 ข้อก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #1 : การซื้อเฉลี่ย &quot;ขาขึ้น&quot; ดีกว่าการซื้อเฉลี่ย &quot;ขาลง&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมเนียมทั่วไป นิยมเชื่อว่าการเฉลี่ยขาลง ดีกว่า  เพราะทำให้&lt;br /&gt;ต้นทุนเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าสี่ในห้าครั้งที่เฉลี่ยขาลง ราคาหุ้น&lt;br /&gt;จะพลิกกลับขึ้นมา  ทำให้มีกำไรได้ แต่จะมี  อีกหนึ่งในห้าครั้งที่&lt;br /&gt;ราคาหุ้น  ลงแบบถาวร ไม่กลับขึ้นมาอีกเลยตลอดไป ซึ่งจะนำ&lt;br /&gt;ไปสู่การขาดทุนมหาศาลได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #2 ตลาดโวลุ่มหาย แนวต้านไม่แข็งแรง คือตลาด&lt;br /&gt;ที่ควรจะขายเพราะตลาดเช่นนี้มักจะพัฒนาไปสู่ตลาดขาลง แต่เมื่อไรก็ตาม&lt;br /&gt;ที่ตลาดเช่นนี้ ได้ผ่านไปสู่ภาวะ ที่มีโวลุ่มหนาแน่น  และเป็นขาลงแล้ว&lt;br /&gt;ต่อด้วยแรงขายแบบตื่นตระหนกเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ควรจะซื้อมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่โวลุ่มหาย  แต่แนวต้านมั่นคง มักจะพัฒนา&lt;br /&gt;ไปสู่ตลาดที่มีโวลุ่มหนาแน่นและมีฐานที่แข็งแรง หลังจากนั้นถ้าตลาด&lt;br /&gt;กลายเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ก็ควรจะขายออกมาอย่างมั่นใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #3ในการสร้างมุมมองเกี่ยวกับตลาด ปัจจัยด้าน&lt;br /&gt;ความน่าจะเป็นจะละเลยไม่ได้ จงคิดถึงความน่าจะเป็นเสมอ&lt;br /&gt;นโปเลียนวางแผนการรบจะเผื่อกรณีสุดวิสัยเอาไว้เสมอ อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้น&lt;br /&gt;มาทำลายหรือหักล้างการคิดคำนวณที่ดีที่สุดได้ การคิดคำนวณจึงต้องรวม&lt;br /&gt;สิ่งที่คาดไม่ได้เอาไว้เสมอ คนที่คิดคำนวณความน่าจะเป็นไว้ด้วยคือยอดคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงสร้างมุมมองจากข้อมูลต่างๆ เช่น สภาวะของประเทศ ผลผลิตทางการเกษตร&lt;br /&gt;ตัวเลขการผลิต ฯลฯ สถิติเก่าๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีค่า แต่จะต้องไม่มีอิทธิพลเหนือ&lt;br /&gt;ข้อมูลในการสร้างมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ข้างหน้า คนที่ยึดติดกับสถิติเก่าๆ&lt;br /&gt;มากเกินไปจะหลงทาง เคนนิ่งกล่าวว่า &quot;there is nothing so fallacious as facts,&lt;br /&gt;except figures.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น จึงควรเริ่มซื้อแต่น้อย เมื่อราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นก็ค่อยๆ ซื้อเพิ่ม&lt;br /&gt;อย่างเฝ้าระวัง เมื่อไรที่ราคาหุ้นปรับฐานลงจนชนต้นทุนเฉลี่ยเมื่อไร&lt;br /&gt;ก็ควรขายหนีทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน ถ้าทำเช่นนี้ตลอดจะมีบางครั้ง&lt;br /&gt;ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป อย่างมาก  ทำให้ได้กำไรมหาศาล ในครั้งนั้น&lt;br /&gt;กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงต่ำ และเมื่อใดก็ตามที่สำเร็จจะได้กำไรสูง&lt;br /&gt;ควรใช้กลยุทธ์ซื้อเฉลี่ยขาขึ้นเมื่อคาดว่าตลาดกำลังมีการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;ครั้งสำคัญและในจังหวะที่คุณมีเงินทุนพอเพียงที่จะทำเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #4ในสถานการณ์ทั่วไป คำแนะนำของเราคือการซื้อ&lt;br /&gt;ในครั้งเดียวให้ได้จำนวนที่เหมาะสมกับทุนที่มีอยู่ไปเลย การ Cut loss&lt;br /&gt;หรือการ Take Profit ก็ให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ หลักก็คือ Stop lossess&lt;br /&gt;and let profits run. ถ้าหากกำไรขนาดเล็กเรา Take ได้ ขาดทุนขนาดเล็ก&lt;br /&gt;เราก็ต้องกล้า Take ด้วย การขาดความกล้า ที่จะขาดทุน ขนาดเล็ก และ&lt;br /&gt;การรีบร้อนเกินไปที่จะ Take Profit คือหายนะ มันทำให้เสียงานมามากแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #5การซื้อขาลงต้องอาศัยกระเป๋าเงินที่ลึกและจิตใจที่มั่นคง&lt;br /&gt;บ่อยครั้งที่ความหายนะมาเยือนผู้ที่มีทั้งสองสิ่ง ยิ่งจิตใจมั่นคง โอกาสที่จะถือหุ้น&lt;br /&gt;ไว้นานเกินไปยิ่งมาก อย่างไรก็ดี มีคนจำพวกหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;ในการซื้อขาลงแล้วถือไว้เฉยๆ พวกนี้ซื้อทีละน้อย เข้าอย่างรอบคอบ และถือ&lt;br /&gt;เอาไว้นานๆ พวกเขาเป็นคนที่ไม่รู้สึกถูกรบกวนใจเพราะความผันผวนของราคา&lt;br /&gt;พวกเขา  เป็นนักตัดสินใจ   ซึ่งซื้อในยามที่ตลาดแย่มากๆ แล้วถือไว้จนธุรกิจ&lt;br /&gt;พลิกฟื้นตัวได้ แบบนี้เป็นการลงทุนไม่ใช่การเก็งกำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rule Conditional #6ความเห็นของตลาดนั้นจะละเลยไปเลยไม่ได้&lt;br /&gt;เมื่อเกิดกระแสการเก็งกำไร เราควรเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด หลักก็คือ ตัดสินใจ&lt;br /&gt;อย่างรอบคอบตลาดกระแสตลาด ถ้าจะสวนตลาดก็ให้ทำอย่างกล้าหาญ&lt;br /&gt;การแห่ตามตลาดแม้ว่าทุกอย่างจะดูดีนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อทิศทาง&lt;br /&gt;พลิกกลับเราจะลำบาก นักเก็งกำไรตระหนักดีถึงอันตรายของ &quot;การมีเพื่อนมากเกินไป&quot;&lt;br /&gt;ในขณะเดียวกันก็ต้องรอบคอบอย่างยิ่งในการสวนตลาด ตลาดมีชีพจร&lt;br /&gt;ที่นักเก็งกำไรควรวางมือของตนไว้บนข้อมือของตลาดแบบเดียวกับแพทย์&lt;br /&gt;ชีพจรนี้คือสิ่งที่จะบ่งบอกเราว่าควรทำเช่นไรและเมื่อใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ ขอกล่าวถึง Law Absolute ที่เหลืออีก 4 ข้อ ของ Dicksons G.Watts บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Law Absolute 1: Never Overtrade&lt;br /&gt;การเปิดสถานะโดยมิประเมินทุนที่มีอยู่นำมาซึ่งหายนะ ความผันผวนที่รุนแรง&lt;br /&gt;จะปั่นหัวของนักลงทุนทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Law Absolute #2 : Never &quot;Double Up&quot;&lt;br /&gt;ห้ามกลับสถานะทีเดียวทั้งหมดในทันที ตัวอย่างเช่น กำลัง long อยู่&lt;br /&gt;ห้ามขายทิ้งหมดแล้วเปลี่ยนมา short ทันทีในปริมาณที่เท่ากัน ในบางครั้ง&lt;br /&gt;การทำเช่นนี้อาจประสบความสำเร็จแต่นับว่าอันตราย หากตลาดพลิก&lt;br /&gt;กลับมาขึ้นต่อ ใจกลับไปเก็งทิศทางเดิม นักเก็งกำไรจะทิ้ง short แล้วหันมา&lt;br /&gt;long ใหม่อีกครั้ง ถ้าหากว่าหนนี้ผิดพลาด ความปั่นป่วนในใจจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่อต้องการกลับทิศทางควรทำทีละน้อยอย่างระมัดระวัง ทั้งหมด&lt;br /&gt;ก็เพื่อรักษาความสามารถในการตัดสินใจของเราให้ปลอดโปร่งอยู่เสมอ&lt;br /&gt;สร้างสมดุลของจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Law Absolute #3 : Run Quickly or Not at All&lt;br /&gt;ลงมือจัดการทันทีที่เห็นอันตรายเริ่มเคลือบคลานเข้ามาเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;แต่หากพลาดที่จะลงมือแต่เนิ่นๆ จนกระทั้งคนอื่นในตลาดเห็นอันตรายนั้น&lt;br /&gt;กันหมดแล้วก็จงอยู่เฉยๆ เหมือนเดิม หรือมิฉะนั้นก็ปิดสถานะเพียงแค่บางส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Law Absolute #4: เมื่อลังเล ลดสถานะ&lt;br /&gt;หากรู้สึกใจคอไม่ดีกับสถานะที่เปิดอยู่ หรือสถานะใหญ่เกินกว่าที่จะรู้สึกปลอดภัย&lt;br /&gt;ชายคนหนึ่งบอกชายอีกคนหนึ่งว่า  เขานอนไม่หลับเลย  เพราะสถานะของเขา&lt;br /&gt;ชายอีกคนตอบง่ายๆ ว่า &quot;Sell down to a sleeping point.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; กฏของ Watts นั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเยอะ&lt;br /&gt;หลายอย่าง  เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก&lt;br /&gt;ทำให้มือใหม่  อาจยังเข้าใจไม่ได้ ในทันที ลองค่อยๆ อ่าน&lt;br /&gt;ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จะได้หลักการอะไรดีๆ หลายอย่าง&lt;br /&gt;มาปรับใช้ให้เราอยู่ในตลาดได้อย่างคนฉลาดมากขึ้น</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/03/dickson-g-watts.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-224794194535904591</guid><pubDate>Mon, 25 Jan 2010 05:52:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-25T13:07:53.527+07:00</atom:updated><title>&quot;Volcker Rule&quot;</title><description>&lt;span style=&quot;color:#330099;&quot;&gt;Obama ประกาศว่าอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรการที่ Obama ประกาศออกมานั้น มีอยู่ 2 ข้อใหญ่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การห้าม  ไม่ให้สถาบันการเงิน ที่รับเงินฝาก คือ แบงก์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปมีธุรกรรมประเภท Hedge fund, Private equity fund&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ Proprietary trading ซึ่งเป็นการเอาเงินของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปลงทุนในเครื่องมือทางการเงินที่เสี่ยงเพื่อแสวงหากำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งกฏข้อนี้ Obama เรียกว่า Volcker Rule ตามเจ้าของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดคือคุณ Paul Volcker ซึ่งเป็นคนผลักดันในเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตั้งแต่ต้น เป็นเวลา 1 ปีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกเพดาน  เพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดการควบรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระบบสถาบันการเงิน ในสหรัฐมากจนเกินไป โดยที่จะมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฏว่าสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่สามารถที่จะมีขนาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฐานเงินฝากเกินกว่า 10% ของฐานเงินฝากทั้งประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตรงนี้ จะรวมไปถึง เงินทุนประเภทต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเงินฝากด้วย แต่รายละเอียด จะออกมาอีกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นความพยายามของ Obama ที่จะออกมาจัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับแบงก์และสถาบันการเงินรอบที่ 2 ภายในระยะเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่ได้ออกมา ประกาศขึ้นภาษี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ไปแล้วก่อนปีใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#330099;&quot;&gt;ทำไมต้องทำอย่างนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#330099;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้มีเหตุผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่ง – ต้องการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตอีกรอบหนึ่ง&lt;br /&gt;จากปัญหาเดิมๆ ที่ทำให้เกิดวิกฤตครั้งนี้ ที่สถาบันการเงิน&lt;br /&gt;ใหญ่มาก และมีแนวโน้มที่จะควบรวมกันและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;จนมีปัญหาที่เรียกว่า too big to fail  คือใหญ่มาก&lt;br /&gt;จนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ และรัฐก็ไม่มีทางเลือก&lt;br /&gt;เวลาที่เกิดปัญหา ก็ต้องมีกฏเกณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้&lt;br /&gt;สถาบันการเงินมีขนาดใหญ่จนเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง – แบงก์เองก็ลงทุนในตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนมาก&lt;br /&gt;จนกระทั่งทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และที่สำคัญที่ Obama&lt;br /&gt;กังวลใจก็คือ แบงก์ต่างๆ รับเงินฝากด้วยดอกเบี้ยไม่แพงนัก&lt;br /&gt;เพราะว่ามีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันเงินฝากให้ หัวใจอยู่ตรงนี้&lt;br /&gt;(รัฐบาลรับประกันเงินฝากให้) แต่แบงก์เอาเงินฝากที่ได้&lt;br /&gt;ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างสุ่มเสี่ยง ที่อาจจะทำให้ล้ม&lt;br /&gt;และเกิดความเสียหายได้ ทั้งผ่าน Proprietary Trading&lt;br /&gt;และผ่าน Hedge fund และ Private equity ซึ่งถ้ากำไร&lt;br /&gt;ก็เป็นโบนัส แต่ว่าถ้าขาดทุนก็จะเป็นความเสียหาย&lt;br /&gt;ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้ Obama เลยเสนอว่า ให้เลือกเอาว่า จะทำอะไร&lt;br /&gt;ระหว่าง (1) เป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงินของประชาชน&lt;br /&gt;หรือ (2) เป็นสถาบันการเงินที่ลงทุนในตราสารที่เสี่ยง&lt;br /&gt;ซึ่งถ้าจะทำอย่างหลัง ก็ต้องให้เลิกรับเงินฝาก คือให้ทำ&lt;br /&gt;อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น อันนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต&lt;br /&gt;ซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อคืนแบงก์ที่เน้นเรื่อง&lt;br /&gt;การรับฝากเงิน การปล่อยสินเชื่อ และการให้บริการลูกค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นทางการเมือง ที่ประชาชน&lt;br /&gt;ไม่พอใจผู้บริหารของสถาบันการเงิน ที่มีการจ่ายโบนัส&lt;br /&gt;ในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มกลับไปทำอะไรที่เสี่ยงๆ อีกครั้ง&lt;br /&gt;และประชาชนคิดว่าปัญหาครั้งที่แล้วมาจาก Wall street&lt;br /&gt;เป็นสำคัญ โดยเฉพาะสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ที่รัฐบาล&lt;br /&gt;ไม่ควรเข้าไปอุ้ม ซึ่งในช่วงนี้ Obama กำลังที่จะตอบสนอง&lt;br /&gt;กับข้อเรียกร้องของประชาชน และเริ่มเข้มงวดกับ&lt;br /&gt;สถาบันการเงินมากขึ้น ทั้งเรื่องของการเก็บเพิ่มค่าธรรมเนียม&lt;br /&gt;และการที่จะออกกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดกับสถาบันการเงินเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ตอนที่ออกมาประกาศแนวคิดเรื่องการปฏิรูปสถาบันการเงิน&lt;br /&gt;รอบนี้ Obama บอกว่า รับไม่ได้กับการที่สถาบันการเงินบอกว่า&lt;br /&gt;ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับ SME ไม่สามารถลดดอกเบี้ยให้กับ&lt;br /&gt;บัตรเครดิต ไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มได้ แต่กลับสามารถ&lt;br /&gt;จ่าย โบนัสจำนวนมากให้กับผู้บริหารได้ ทำให้ Obama ยิ่งตั้งใจ&lt;br /&gt;ที่จะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#330099;&quot;&gt;นัยคืออะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้   ยังเร็วไป  ที่จะสรุปว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะกฏเกณฑ์&lt;br /&gt;เหล่านี้ ต้องผ่านรัฐสภา และทางภาคแบงก์เอง ก็คงต่อสู้ดิ้นรน&lt;br /&gt;กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ผลกระทบถ้าเกิดขึ้นจริง ก็จะส่งผล&lt;br /&gt;ให้แบงก์ใหญ่ๆ ที่เข้ามา  ควบรวมกับ กิจการวานิชธนกิจในช่วง&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา เช่น กรณีของ Bank of America และ Merrill Lynch&lt;br /&gt;JP Morgan Chase ต้องเลือกเอาว่าจะทำธุรกิจอะไร และต้อง&lt;br /&gt;แยกออกจากกันระหว่าง 2 ส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้แต่บางสถาบันการงินเช่น Goldman Sachs และ&lt;br /&gt;Morgan Stanley ที่ได้จัดตั้ง Bank Holding Company ขึ้นมา&lt;br /&gt;ก็จะต้องตัดสินใจว่าจะรักษา ฐานะของการเป็น Bank ไว้หรือไม่&lt;br /&gt;เพราะว่า ธุรกรรม  และรายได้หลักของทั้ง 2 องค์กรนี้ คือ&lt;br /&gt;Investment banking แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือ อย่างกรณีของ&lt;br /&gt;Goldman Sachs ในช่วงที่ผ่านมา  ก็ไม่ได้ มีการรับเงินฝาก&lt;br /&gt;แต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ฐานะของการเป็น Bank holding company&lt;br /&gt;ในการเข้าถึงการช่วยเหลือสภาพคล่องจาก Fed ในยามวิกฤต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงหลายคนมองว่าสำหรับ สถาบันการเงินเหล่านี้&lt;br /&gt;กฏข้อนี้ จะทำให้กลับไปเป็นเหมือนกับก่อนวิกฤต คือ&lt;br /&gt;กลับไปเป็นบริษัทหลักทรัพย์อีกรอบหนึ่ง และถ้าจะว่าไปแล้ว&lt;br /&gt;กฏข้อนี้ที่เรียกว่า Volcker rule ก็คล้ายๆ กับกฏหมายด้านการเงิน&lt;br /&gt;ฉบับหนึ่งที่เคยออกมาหลังจากช่วง Great depression คือ&lt;br /&gt;กฏหมายที่เรียกว่า Glass Stellgall ที่กำหนดให้แบ่งแยกชัดเจน&lt;br /&gt;ระหว่างแบงก์กับ investment banks ออกเป็นสองกลุ่ม&lt;br /&gt;ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว  กฏเกณฑ์ใหม่ข้อนี้&lt;br /&gt;ก็คล้ายๆ กับกฏหมายฉบับดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั&lt;span style=&quot;color:#330099;&quot;&gt;กวิเคราะห์คิดว่าอย่างไร และทางออกคืออะไร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;สิ่งที่นักวิเคราะห์คิด ก็คือ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่ง – เร็วเกินไปที่จะฟันธงว่ารายละเอียดที่จะออกมาคืออะไร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะว่าที่ Obama พูดเป็นเพียง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรอบคร่าวๆ เท่านั้น ยังต้องไปตกลงในรายละเอียด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินคงไม่ยอมแพ้&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอง – อาจจะไม่ตรงจุด เพราะปัญหาไม่ได้มาจาก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;Propreitery trading และไม่ได้มาจากกลุ่มแบงก์&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;สาม – ปัญหาเรื่องการแข่งขัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในการประกาศครั้งนี้ คนที่ยืนอยู่ข้างหลัง Obama คือ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;Paul Volcker แทนที่จะเป็น Geithner และ Summers &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งไม่เห็นด้วยกับกฏเกณฑ์ข้อนี้ เพราะคิดว่าไม่ตรงจุด &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ ไม่อยากจะออกกฏเกณฑ์ที่จะทำให้แบงก์ในสหรัฐ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เสียความสามารถในการแข่งขัน กับแบงก์ในประเทศอื่นๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความจริง ถ้ากลับไปดู ก็จะพบว่ากฏหมาย Glass-stellgall &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถูกยกเลิกไปตอนที่ Summer และ Geithner อยู่ที่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระทรวงการคลังของสหรัฐ และทั้งคู่ดูเหมือนกับว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เข้าข้าง Industry มาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ท้ายสุด – การออกกฏข้อนี้ในช่วงนี้ อาจจะเป็นเพราะประเด็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางการเมือง ที่ Obama เริ่มถาม  บ่อยขึ้นว่า  ทำไมเรื่อง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;too big too fail รัฐบาลจึงไปเข้าข้างพวก Wall street &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และไม่อยู่ข้างเดียวกับประชาชนที่ไม่พอใจ ทำให้รัฐบาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เริ่มหันมาเข้มกับอุตสาหกรมมากขึ้น เพื่อความได้เปรียบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางการเมือง ซึ่งการแพ้เลือกตั้งที่รัฐแมสซาซูเซท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด ว่าศึกนี้ใครจะชนะ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประธานาธิบดีบอกแล้วว่าพร้อมจะสู้เต็มที่เรื่องนี้ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;น่าสนใจน่าติดตามมากครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/volcker-rule.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-5073074840039660069</guid><pubDate>Mon, 18 Jan 2010 04:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-18T11:21:33.361+07:00</atom:updated><title>พรอตรายย่อยรายหนึ่งเริ่มจากหลักแสนเป็น 5000 ล้านภายในแปดปี</title><description>คำแปลใน youtube นี้คือ He says;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&quot;My recent shopping is only two Wiis.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I am not interested in spending money.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The cash that I have now﻿ is only 30,000 yen.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I don&#39;t see cash as much as possible.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Because cash obstructs my cool judgment.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I don&#39;t eat breakfast. A cup noodle is the&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;best for my lunch, because it is easy and&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;fast to eat. Market&#39;s rest time is too short&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to take lunch, and full stomach makes me sleepy.&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทรัพย์สินของเขาเติบโตดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2000 1.6 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2000 2.8 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2001 61 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2002 96 ล้านเยน&lt;br /&gt;สินปี 2003 270 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2004 1,150 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2005 8,000 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2006 15,700 ล้านเยน&lt;br /&gt;สิ้นปี 2007 18,500 ล้านเยน&lt;br /&gt;มกรา 2008 19,000 ล้านเยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---Young Japanese Super Trader---&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักลงทุนรายย่อยคนนี้พึ่งจะอายุ 29 ปี แต่ทว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอร์ตของเขามีมูลค่าสูงถึง 19,000,000,000 เยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือประมาณ 5,700,000,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนุ่มคนนี้คือ Kotegawa Takashi&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย มีชือเรียกอีก 2 ชื่อ คือ BNF&lt;br /&gt;และ J-com otoko (นายเจคอม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;BNF เป็นชื่อที่เขาใช้เรียกตัวเอง&lt;br /&gt;เวลาเขียนตอบกระทู้ในเว็บไซด์ 2 channel&lt;br /&gt;(คล้ายกับ พันทิพย์ บ้านเรา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน J-com otoko นั้น เป็นชื่อที่นักข่าวเรียกเขา&lt;br /&gt;จากการที่เขาสามารถทำกำไร จากการเทรดหุ้น&lt;br /&gt;j-com ประมาณ 600 ล้านบาท ภายในเวลาสิบกว่านาที&lt;br /&gt;และทำให้เขามีชื่อเสียง รู้จักไปทั่วเพียงข้ามคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อของ BNF เป็นข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2005&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผู้รับชอบการซื้อขายหุ้นของ Mizuho Securities&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกคำสั่งขายหุ้นของบริษัท เจ คอมผิดพลาด จาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ ราคา 6 แสน 1 หมื่น เยน / จำนวน 1 หุ้น” เป็น “&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคา 1 เยน / จำนวน 6 แสน 1 หมื่น หุ้น ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเขาสามารถทำกำไร ได้ทันทีกว่า 600 ล้านบาท&lt;br /&gt;ภายในเวลา สิบกว่านาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หนุ่มน้อย BNF&lt;br /&gt;( ขณะนั้น อายุ 27 ) ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;ในรายการทีวี &#39;The Dawn of Gaia&#39;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 28 กุมภา 2006&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนุ่มคนนี้เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนา 1978 ที่จังหวัด ชิบะ&lt;br /&gt;เริ่มต้นเทรด จากการนำเงินที่สะสมได้ จากการ&lt;br /&gt;ทำงานพิเศษ เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3&lt;br /&gt;ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนเยน หรือ ประมาณ 5 แสนบาท&lt;br /&gt;ไปเริ่มซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2000 และ เมื่อถึงปี 2008&lt;br /&gt;มูลค่าพอร์ตของเขา มีมูลค่าถึง 1 หมื่น 9 พัน ล้านเยน&lt;br /&gt;หรือ ประมาณ 5,700 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สไตล์การลงทุนของเขานั้น เขาใช้การเทรด&lt;br /&gt;แบบ สวิงเทรด โดยเขาจะไม่สนใจค่า pe ฯลฯ เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับสไตล์การเทรดของเขานั้น เขาคุยเล่าให้ฟังว่า&lt;br /&gt;สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเคยชินที่เกิดจากประสาทสัมผัส&lt;br /&gt;และการมองภาพรวมโดยทั่วไปให้ทะลุประโปร่ง&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าสไตล์การลงทุนของเขาจะเป็น&lt;br /&gt;แบบเดย์เทรด / ซื้อขายระยะสั้น เมื่อมีคนถามเขาว่า&lt;br /&gt;ต่อไปแนวโน้มของหุ้นจะเป็นอย่างไร เขาตอบว่าไม่รู้&lt;br /&gt;เพราะว่า ไม่เคยมองหุ้นในระยะยาวเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่า เมื่อ พย.2007 เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มรู้สึก&lt;br /&gt;ถึงข้อจำกัดของการซื้อขายระยะสั้นและ มีแผนการ&lt;br /&gt;ที่จะใช้เงินประมาณ 8 พันล้านเยน หรือ ประมาณ&lt;br /&gt;2400 ล้านบาท ไปลงทุนระยะยาวในหุ้นต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับไลฟ์สไตล์ของนาย BNF นั้น&lt;br /&gt;นอกเหนือจากการซื้อบ้านหรูรถหรูให้กับพ่อแม่เขา&lt;br /&gt;และ ซื้อคอนโดหรูกลางกรุงโตเกียว เพื่อสำหรับ&lt;br /&gt;เทรดหุ้นให้ตนเองแล้ว เขาไม่ได้ใช้จ่ายหรูหราอะไรเลย&lt;br /&gt;และ มักจะเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว อ่านการ์ตูน&lt;br /&gt;เล่นเนต โดยไม่สุงสิงกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเล่าให้ฟังว่า เพื่อที่จะสามารถรวบรวมสมาธิ&lt;br /&gt;ในการเทรดหุ้นได้เต็มที่ ดังนั้นมื้อกลางวันของเขา&lt;br /&gt;จะกินเพียงแต่มาม่าเท่านั้น เพราะว่าจะไม่อิ่มเกินไป&lt;br /&gt;หลายคนเรียกเขาว่าเป็น โอตะกุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับนายBNF แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำปรามาสใดๆก็ตาม&lt;br /&gt;เขาไม่เคยแสดงอาการโกรธออกมา เพียงแต่แค่พูดสั้นๆว่า&lt;br /&gt;“อีกแล้วเหรอ” เท่านั้น โอตะกุเป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ของญี่ปุ่น&lt;br /&gt;เป็นคนที่บ้าอะไรสักอย่างมากๆ เช่น บ้าเกมส์ บ้าการ์ตูน บ้าเนต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอตะกุจะมีลักษณะที่สังเกตได้ง่าย คือ พวกเขาจะไม่สนใจแฟชั่น&lt;br /&gt;จะแต่งตัวง่าย ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ พูดคุยกับคนปกติ ไม่รู้เรื่อง&lt;br /&gt;แต่ในกลุ่มโอตะกุด้วยกันแล้ว สามารถคุยในเรื่องราวที่พวกเขาสนใจได้&lt;br /&gt;อย่างออกรสชาติ เงินที่ได้มาส่วนใหญ่ จะหมดไปกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ&lt;br /&gt;และส่วนใหญ่มัก ไม่สนใจเพศตรงข้าม ทำให้ไม่มีแฟน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจาก :&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=9675&quot;&gt;http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=9675&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/5000.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-5026184734020194439</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 10:29:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T18:14:38.418+07:00</atom:updated><title>มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2010</title><description>เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ&lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาครัฐบาลและภาคเอกชนต่างคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2010 จะขยายตัวประมาณ 3-4% แปลว่าการหดตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เกิดขึ้นในปีนี้ (3%) จะตีกลับมาในปีหน้าหรืออีกนัยหนึ่ง คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจในปี 2010 จะกลับไปใกล้เคียงกับปี 2008 ในภาพใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(วัดจากระดับของจีดีพี) แต่จะต่างกันไปในแต่ละภาคธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอุตสาหกรรม เช่นปี 2010 หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จาก 38% เป็นกว่า 50% ของจีดีพี) ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ขายสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และบริการให้กับรัฐบาล ก็น่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าส่วนอื่นๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยรวมแล้วการที่เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 3-4% นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเพราะในอดีตเศรษฐกิจไทยสามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยายตัวได้ 6-7% ต่อปีอย่างต่อเนื่องในปีที่เศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟื้นตัวเช่นที่คาดการณ์กันเอาไว้ในปีหน้านั้น เศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะสามารถขยายตัวได้ 5-6% แต่ทำไมการคาดการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่จึงต่ำกว่าระดับดังกล่าวอย่างมาก คำตอบคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหามาบตาพุดให้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุล่วงโดยเร็วจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของไทยในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งย่อมจะส่งผลต่อการดึงดูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงทุนในอนาคตในอุตสาหกรรมปลายน้ำต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจะส่งผลเป็นตัวต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ทั้งการก่อสร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจ้างงาน การใช้จ่ายของประชาชน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกด้านหนึ่ง คือ ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งกันทั้งในสภา (การอภิปรายไม่ไว้วางใจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนอกสภา (การเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลของคนเสื้อแดง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดจนการจะต้องปรับ ครม. ที่ล้วนจะทำให้ขาดความชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนต้องการเพิ่มความระมัดระวัง และชะลอการลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ดูเสมือนว่าปัญหาต่างๆ ของไทยนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากมีปัญหายืดเยื้อก็น่าจะมีความชัดเจนตั้งแต่กลางปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นต้นไป ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าครึ่งหลังของปีหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะมีความชัดเจนมากกว่าครึ่งแรกของปี ทั้งนี้ ผมมิได้ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะขัดแย้งกับคำทำนายของโหรหรือหมอดูแต่อย่างใด กล่าวคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความเป็นไปได้มากว่าครึ่งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะมีความเสี่ยงและมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยลบภายในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ครึ่งหลังเหตุการณ์สามารถคลี่คลาย ทำให้บรรยากาศดีขึ้นตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะยิ่งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปี 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าจะยังต้องพึ่งพาแรงกระตุ้นจากภาครัฐ พร้อมกับนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง โดย เศรษฐกิจประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พัฒนาแล้วจะกระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (คือ เศรษฐกิจสหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยายตัว 3% ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นขยายตัว 1-2%)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาหลัก อาทิเช่น จีนและอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะขยายตัว 7-10% แต่ข้อสังเกตของผมคือ การขยายตัวดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็นจริงก็จะทำให้เกิดเงื่อนไขในครึ่งหลังของปี ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จำเป็นจะต้องเริ่มผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลงมากน้อยเพียงใด หมายความว่า สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ ก็จะต้องเริ่มปรับนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นขึ้นดอกเบี้ย และลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(quantitative easing) อาทิเช่น เมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาคารกลางยุโรปจะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือนมิถุนายน ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐก็กำหนดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะยกเลิกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเกือบทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เว้นแต่การซื้อตราสารหนี้ค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์ค้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์) ภายในครึ่งแรกของปี 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นอกจากนั้น ยังเห็นได้ว่าผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยพันธบัตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะยาวของสหรัฐ กำลังปรับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการสะท้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การคาดการณ์ของนักลงทุน ว่า เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้เชื่อได้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลัก อาทิเช่น จีน และอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็จะเห็น เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครึ่งแรกของปี 2010 เพราะการฟื้นตัวของการส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศพัฒนาแล้ว) ประกอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับแรงกระตุ้นภายในประเทศที่ยังมีแรงเหวี่ยง (momentum)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเนื่องจากปีนี้ แต่การขยายตัวที่ร้อนแรงดังกล่าวจะกลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความกังวลใจว่าปัญหาฟองสบู่ของราคาสินทรัพย์กำลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศจีนยังตรึงค่าเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หยวนกับดอลลาร์ที่อัตราปัจจุบัน หมายความว่าในครึ่งหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของปีหน้านักลงทุนอาจหันมาเป็นห่วงว่ารัฐบาลจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(และรัฐบาลประเทศเอเชียอื่นๆ) จะต้องออกนโยบายเพื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชะลอเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และมาตรการดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะกระทบต่อตลาดหุ้นมากน้อยเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกันในครึ่งแรกของปีหน้าการฟื้นตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว จะเป็นที่พึงพอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของนักลงทุน แต่ในครึ่งหลังของปีก็อาจมีความเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าภาครัฐจะต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพราะการฟื้นตัวของภาคเอกชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่มั่นคงเพียงพอ และไม่อยากให้กลัวปัญหาเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ และ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่จะเป็นเครื่องตัดสิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือข้อมูลในขณะนั้น อาทิเช่น การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปัญหาฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภูมิภาคเอเชีย จึงสรุปได้ว่าแนวโน้มของการลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาพรวมของโลกจะสดใสมากในครึ่งแรกของปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความไม่แน่นอนและข้อกังวลต่างๆ น่าจะมีเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ จะยังมีความเสี่ยงข้างเคียงอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิเช่น ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขนาดเล็ก อาทิเช่น ดูไบและกรีซ และปัญหาการกีดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางการค้าจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเผชิญกับปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การว่างงานที่รุนแรงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะมีการเลือกตั้งในปลายปีหน้าและอังกฤษ ซึ่งนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะต้องประกาศยุบสภาเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 เช่นกัน</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010_04.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-273205603352084360</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 10:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T17:27:40.728+07:00</atom:updated><title>แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2553</title><description>คอลัมน์ นอกรอบ โดย นิตินัย ศิริสมรรถการ &lt;a href=&quot;mailto:dr.nitinai@gmail.com&quot;&gt;dr.nitinai@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4171&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;a href=&quot;http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009december31fig2.gif&quot;&gt;&lt;img style=&quot;WIDTH: 370px; CURSOR: hand; HEIGHT: 294px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009december31fig2.gif&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009december31fig1.gif&quot;&gt;&lt;img style=&quot;WIDTH: 380px; CURSOR: hand; HEIGHT: 306px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009december31fig1.gif&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีวัว (2552) กำลังจะผ่านไป ปีเสือ (2553) กำลังจะเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นยังไงกันบ้างครับ ท่านผู้อ่าน ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ช่างมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความผันผวน หรือเรื่องไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจกันเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือเกินใช่ไหมครับ ตั้งแต่ปลายปีก่อนคาบเกี่ยวจนถึงต้นปีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกเรา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเราต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อประกอบกับปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าภายในประเทศเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการเฉพาะแล้วทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเราทรุดดิ่งเหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กันไปตาม ๆ กัน ...พอมาถึงราวเดือน เม.ย. 52 อยู่ ๆ ก็ดูเหมือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจบ้านเรากลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เล่นเอาหักปากกาเซียนไปหลายคนว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนว่าจะยืดเยื้อยาวนาน น่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนหลาย ๆ ฝ่ายออกมาบอกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเป็นรูปตัว V กล่าวคือ โลกเราจะมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างรวดเร็ว...พอมาปลายปีเรื่องราวกลับพลิกผันอีก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณี Dubai World ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้ก็ดี หรือกรณี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกรีซที่ทำให้บริษัทจัดอันดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต้องลดอันดับความน่าเชื่อถือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรีซลงก็ดี กลับชี้ให้เห็นกันว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่ใช่เป็นรูปตัว V เสียแล้วกระมังครับ.. ตอนนี้แบงก์ชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางประเทศก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกันแล้ว (ซึ่งแสดงว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจประเทศเขาเริ่มร้อนแรงจนต้องมีนโยบายการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และ/หรือ เงินเฟ้อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่บางประเทศ (เช่นกรณี ดูไบ หรือกรีซ) ยังมีสัญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทรุดตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง... อ้าว สรุปแล้วมันยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กันแน่ครับ เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจบ้านเรามันจะฟื้นหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ฟื้นกันแน่ครับ ? นั่นสิครับ นี่คงเป็นคำถามใหญ่สำหรับเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีหน้าครับ เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากหลังจากวิกฤตครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมปัจจัยภายในประเทศเราก็มีแต่ความไม่แน่นอน ปีหน้าคงผันผวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเสียมาก ๆ จริง ๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงยังไงหรือครับ...ลองมาดูกันครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศอเมริกาต้นตอของปัญหาวิกฤตการเงินโลกครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนก็ต้องยอมรับว่า  เขาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของโลก โดยมีขนาดเศรษฐกิจราว 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความมั่งคั่งของประเทศนี่ ไม่ต้องพูดถึงครับ ก่อนจะเจอวิกฤต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขามีความมั่งคั่งรวมถึง 64 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. หรือประมาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.1-2.2 พันล้านล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจไทยเราประมาณ 10 ล้านล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นหมายถึงว่าเท่ากับ GDP ไทยเรา 200 กว่าปีครับ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเขาเจอวิกฤตความมั่งคั่งของเขาหายไป 14 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือเท่ากับ GDP ของเขาประมาณ 1 ปีพอดี...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจอวิกฤตครั้งนี้ คนอเมริกันจนลงเยอะเลยนะครับ...ปกติเมื่อก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเรารวย ๆ อยู่ เคยใช้เงินฟุ่มเฟือย พออยู่ ๆ เราจนขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเป็นยังไงกันบ้างครับ ? ที่เคยฟุ้งเฟ้อก็ต้องเลิกฟุ้งเฟ้อกันใช่ไหมครับ ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; คนอเมริกันก็เป็นคนครับ ก็ไม่ต่างจากเรา เมื่อก่อนเค้ามีรายได้ 100 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาออมกันประมาณบาทเดียว ตอนนี้ต่างแล้วครับ หลังจากวิกฤต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาออมกัน 4-5 บาทแล้วครับ (สูงสุดในรอบราว 30 ปี) ก็เป็นธรรมดาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความมั่งคั่งหายไปมาก ก็ต้องเริ่มอดออมสร้างฐานะกันใหม่ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออมกันเยอะ ก็หมายความว่าบริโภคกันน้อย...การบริโภคที่น้อยลงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำให้เราคาดหวังว่าเราจะส่งออกไปอเมริกาได้มากเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่ได้แล้วหละครับ...พวกรวยเก่าไม่ใช่เฉพาะประเทศอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หมายถึงในอีกหลาย ๆ ประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่เคยเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญหมดสตางค์กันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และคงจนกันไปอีกนานครับ...แล้วอย่างนี้ ตอนนี้เศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันฟื้นขึ้นได้ยังไงครับ ? คำตอบกำปั้นทุบดินก็คือ โลกเราต้องมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำทางเศรษฐกิจใหม่น่ะสิครับ...ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; : EM) ครับ ที่นำเศรษฐกิจโลกอยู่ตอนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ดูกราฟ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธ.ไทยพาณิชย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(SCB EIC) เขาทำไว้น่าสนใจครับ SCB EIC ได้วิเคราะห์ไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลกเป็นต้นไป Landscape ทางเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กลุ่มประเทศที่จะเป็นผู้นำในการฟื้นตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จะเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(Emerging Markets) มากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนา (Developed Markets)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ การเปลี่ยนแปลงใน Lanscape นี้จะทำให้มีการเปลี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกทั้งสินค้าและบริการของไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก Electronic Products และ Garment ที่เคยนำตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการนำเข้าของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Electronic Products, Rubber และ Auto Parts ที่จะส่งออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ในทางกลับกัน พึงต้องจับตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองการปรับตัวของอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วและไม่สามารถเจาะกลุ่มตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ เช่น โรงแรมระดับ 4-5 ดาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ในปีหน้า (2553) อาจจำเป็นต้องมีการแข่งขันด้านราคาสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อกระตุ้นอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้น โดยเราคาดว่าในปีหน้า (2553)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคาห้องพักของโรงแรมระดับ 4-5 ดาวจะปรับตัวลงมาในระดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สูงกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาวไม่มากอย่างในปัจจุบันครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางกลับกัน ก็มีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่เมื่อก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศพัฒนาไม่ได้ต้องการมากนัก แต่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก เช่น น้ำมันดิบ ยางพารา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ อุตสาหกรรมพวกนี้จะเป็นอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดาวเด่นทั้งด้านยอดขายและราคา...ลองจับตาดูกันไว้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาดูเศรษฐกิจในประเทศบ้างนะครับ สำหรับเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในประเทศแล้ว SCB EIC คาดว่าปี 2553 เศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะขยายตัวได้ในระดับ 3.5% - 4.0% โดยมีโอกาสที่จะขยายตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ในระดับประมาณ 3.7% ซึ่งสิ่งที่น่าสังเกต คือในการขยายตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.7% นี้จะมาจากแรงขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และภาคที่เกี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องกับอุตสาหกรรมถึง 1.8% และ 0.8% ตามลำดับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้น่าสนใจครับ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนสูงถึง 40%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; และภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึง 25% ในเศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงไม่น่าแปลกที่การขยายตัวของเศรษฐกิจปีหน้าที่ระดับประมาณ 3.7%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงจะถูกขับเคลื่อนจาก 2 ภาคนี้รวมกันถึง 2.6% ดังนั้นเราคงต้องจับตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูปัญหามาบตาพุดซึ่งจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนะครับ ถ้าปัญหานี้ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง โอกาสที่เศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทรุดตัวไม่เป็นไปอย่างที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดก็มีมากครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองมาดูด้านราคากันบ้างครับ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉลี่ยในปี 2553 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.0% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(Headline Inflation) เฉลี่ย 2.5% โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในเดือนธันวาคม 2552 น่าจะไต่ระดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขึ้นไปถึงราว ๆ ใกล้เคียง 4% และน่าจะอยู่ในระดับประมาณนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 ประการได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ดัชนีราคาผู้บริโภคในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2552 อยู่ในระดับต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ 2.การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งคาดว่าหลังปีใหม่น่าจะเริ่มปรับตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพิ่มขึ้นอีกรอบหนึ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอัตราดอกเบี้ย ก็คาดว่า ธปท.ยังคงน่าจะคงนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ในระดับนี้ไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2553 ทั้งที่ล่าสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เงินเฟ้อค่อนข้างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงไตรมาสนี้ และไตรมาสหน้า จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันใกล้แต่อย่างใด ซึ่งโดยปกติแล้วหากแบงก์ชาติรู้ว่าเงินเฟ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำลังจะมา เขาก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นเพื่อสกัดกั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินเฟ้อไว้ก่อนครับ แต่นี่แบงก์ชาติคงเห็นว่าเงินเฟ้อที่กำลังจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงไตรมาสนี้ ไตรมาสหน้าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวกระมังครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงไม่มีความกังวลมากถึงกับต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายครับ คงหนีไม่พ้นแนวโน้มค่าเงินบาท...แม้ช่วงเดือน ธ.ค. 2552 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินดอลลาร์ สรอ. จะเริ่มกลับมาแข็งตัวขึ้นบ้างจากความกังวลต่าง ๆ นานา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งกรณีปัญหา ดูไบเวิลด์ ปัญหาประเทศกรีซ รวมไปถึงการที่เริ่มมีเงินไหลกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าประเทศสหรัฐ เพื่อไปซื้อสินทรัพย์ที่เริ่มขายจากกระบวนการประนอมหนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ยังคาดว่าค่าเงินดอลลาร์ สรอ. หลังจากปีใหม่ไปจนตลอดทั้งปียังอยู่ใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิศทางอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. นี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะส่งผลให้แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องไปในปี 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ต่ำจนเกือบเป็นศูนย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างมหาศาลจากธนาคารกลางสหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; รวมทั้งการขาดดุลงบประมาณการคลังในระดับสูงในปีที่ผ่านมา และจะต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปยังปีที่กำลังจะมาถึงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปกันเลยดีกว่าครับ...สรุปแล้วปีหน้าแม้ GDP ไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพลิกฟื้นกลับจากการติดลบกว่า -3.0% มาเป็นบวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกือบ 4.0% ได้ แต่ต้องยอมรับครับ ว่าเศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึ่งพิงแรงขับเคลื่อนจากไม่กี่แหล่ง ?. แหล่งในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็พึ่งพิงการอัดฉีดเงินจากรัฐบาล และหากดูฝั่งการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็พึ่งพิงภาคอุตสาหกรรมและภาคที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ประเทศเราทะเลาะกันจนบ้านเมืองไม่ไปไหนครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีหน้าความอึมครึมในประเทศทั้งปัญหาด้านข้อกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งปัญหากีฬาสี ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจเราอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างต่อเนื่อง...เมื่อหันไปดูภาคต่างประเทศ...เศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นสัญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชัดเจนของการเปลี่ยนขั้วผู้นำทางเศรษฐกิจ จากประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาอำนาจเก่า มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา...ประเทศเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นประเทศที่มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจสูงกว่า 100%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของ GDP จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจเราจะผันผวนไปตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจโลกครับ...ปีหน้าความผันผวนยังมีต่อไปครับ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่น้องชาวไทยจะลงทุนอะไรผมว่าคงต้องพิจารณาเลี่ยง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย (high risk high return) หน่อยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลอดภัยไว้ก่อนครับ สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกคนรวย ๆ สุขภาพกาย&lt;br /&gt;สุขภาพจิตแข็งแรงครับ</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2553_04.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-5755793438788827916</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 08:58:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T16:56:28.954+07:00</atom:updated><title>ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2553 รุ่ง หรือ ร่วง</title><description>โดย บรรยง วิเศษมงลชัย &lt;br /&gt;กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีคนถามว่าปี 2553 ที่จะถึงนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะดีกว่าปี 2552 หรือไม่ ถ้าให้ตอบตามความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็อาจบอกได้ว่าไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่มีใครฟันธงได้ว่าที่ไม่ดีนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอะไร  เพื่อให้การตอบคำถามนี้มีเหตุผลยิ่งขึ้น เราลองมาดูปัจจัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำคัญที่มีผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์กันดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhx-SpfzuuS3CNm3QMT3GJnzypaYflsKUqTzrbL8fxVlGbg22j26jTj6__XxO48Jc5wWE4TAeSoWJOCiCi7BEeDhN3CGZqMdNM8-fOZe_VSICKLX9AdPYZ4RLFrcCN8DLdQYf9de6F0tY4/s1600-h/1.bmp&quot;&gt;&lt;img id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5422819718507455794&quot; style=&quot;WIDTH: 231px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhx-SpfzuuS3CNm3QMT3GJnzypaYflsKUqTzrbL8fxVlGbg22j26jTj6__XxO48Jc5wWE4TAeSoWJOCiCi7BEeDhN3CGZqMdNM8-fOZe_VSICKLX9AdPYZ4RLFrcCN8DLdQYf9de6F0tY4/s400/1.bmp&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;หมายเหตุ  :      เศรษฐกิจโลก หมายถึง เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ทวีปออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม,&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, อินเดีย และไต้หวัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก พอสรุปได้ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. คาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2553 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จะดีกว่าปี 2552 ค่อนข้างชัดเจน &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนปี 2553 ดีขึ้นกว่าปี 2552 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ค่อนข้างมากเช่นกัน อีกทั้งการส่งออกก็มีแนวโน้มที่ดีกว่าปี 2552 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;3. อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.50% เท่านั้น และ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเพียงพอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;4. เศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเริ่มฟื้นตัว &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แม้จะมีปัจจัยลบในเรื่องของราคาน้ำมัน ที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2553 แต่ก็เป็นไปตามการคาดการณ์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2553 จึงมีทิศทางที่ดีกว่าปี 2552 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ด้วยเหตุผลว่ามีปัจจัยบวกหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;กับช่วงเริ่มต้นของปีที่ผ่านมาแล้ว นับว่าปี 2553 ดีกว่ากันมาก  &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อีกทั้งโดยพื้นฐานของสังคมชาวเอเชียยังถือว่า การมี “ที่อยู่อาศัย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ รวมทั้งยังบ่งบอกถึง&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ความสำเร็จและความภาคภูมิใจในชีวิต ทุกคนจึงต้องการมีบ้าน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นของตนเอง และไม่น่าแปลกใจเลยว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของเอเชียจะ “บูม” มากกว่าตลาดอื่น ๆ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;จากเหตุผลทั้งหมดคงพอจะฟันธงได้ว่า ปี 2553 &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยดีกว่าปี 2552 อย่างชัดเจน &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่อย่างไรก็ตามยังประมาทไม่ได้!! &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อีกทั้ง ตามข้อมูลที่ได้รับ พบว่าการซื้อ-ขายคอนโดมิเนียม&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ในปัจจุบันก็เริ่มที่จะมีการเก็งกำไรกันบ้างแล้ว แม้จะไม่มากมายนัก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ซึ่งก็หวังว่า วงการอสังหาริมทรัพย์ของเราจะช่วยกันดูแล &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่าปล่อยให้มีการเก็งกำไรจนส่งผลเสียหายในภาพรวม &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะตลาดอสังหาฯ ปีหน้าที่หวังว่าจะ “รุ่ง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อาจจะกลายเป็น “ร่วง” ได้เช่นกัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2553.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhx-SpfzuuS3CNm3QMT3GJnzypaYflsKUqTzrbL8fxVlGbg22j26jTj6__XxO48Jc5wWE4TAeSoWJOCiCi7BEeDhN3CGZqMdNM8-fOZe_VSICKLX9AdPYZ4RLFrcCN8DLdQYf9de6F0tY4/s72-c/1.bmp" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-6023637065421114632</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 08:28:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T15:57:51.289+07:00</atom:updated><title>วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก 2010</title><description>เอกสารนำเสนองาน iZen ครั้งที่ 3&lt;br /&gt;วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก 2010&lt;br /&gt;December 17, 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเสวนา iZen ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการบรรยายสองหัวข้อ ได้แก่ วิเคราะห์ภาพรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจโลกปี 2010 (Update Global Economy Outlook 2010)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในทศวรรษหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารนำเสนอหัวข้อ Update Global Economy Outlook 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยคุณสุรศักดิ์ ธรรมโม นักเศรษฐศาสตร์ประจำ SIU&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://s3.amazonaws.com/ppt-download/siu-updateglobaleconomyoutlook2010-091217002649-phpapp02.pdf?Signature=Bt2FR%2BdKNdmuUhSwc%2FdJXlQTSh4%3D&amp;amp;Expires=1262595006&amp;amp;AWSAccessKeyId=AKIAJLJT267DEGKZDHEQ&quot;&gt;http://s3.amazonaws.com/ppt-download/siu-updateglobaleconomyoutlook2010-091217002649-phpapp02.pdf?Signature=Bt2FR%2BdKNdmuUhSwc%2FdJXlQTSh4%3D&amp;amp;Expires=1262595006&amp;amp;AWSAccessKeyId=AKIAJLJT267DEGKZDHEQ&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-5461390259843008911</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 08:22:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T15:28:48.245+07:00</atom:updated><title>เผย &#39;ปัจจัยเสี่ยง&#39;ที่ต้องจับตาใน&#39;เอเชีย&#39;ปี2010 (4)</title><description>&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt; **ความระส่ำระสายทางสังคมยังคุกรุ่น**&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;  นักวิเคราะห์จำนวนมากเคยคาดการณ์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้จะทำให้เกิดความไม่สงบอย่างขนานใหญ่ในหลายๆ ประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั่วโลก โดยอาจรุนแรงถึงขั้นมีการโค่นรัฐบาลลงด้วย แต่พวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำนายผิดไปถนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่าคณะผู้นำของจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะสั่นคลอนเนื่องจากเกิดเหตุความไม่สงบอย่างรุนแรง เพราะความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้นก็ตาม ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ภาวะการว่างงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย่อมเป็นตัวชี้วัดที่จะเดินตามล้าหลังตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น กระทั่งเมื่อเศรษฐกิจโลกทำท่าก้าวพ้นวิกฤตร้ายแรงได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศจำนวนมาก ก็ยังจะมีตัวเลขคนว่างงานในระดับสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปัญหาความระส่ำระสายทางสังคมยังคงเพิ่มทวีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้เช่นกัน ก็คือภาวะเงินเฟ้อในราคาอาหารและราคาเชื้อเพลิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงที่เกิดวิกฤตทั่วโลกนั้น ภาวะลำบากย่ำแย่จากวิกฤต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือตัวเบรกไม่ให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งทะยานโลดลิ่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในเมื่อเศรษฐกิจโลกกลับฟื้นตัวแล้วเช่นนี้ ราคาอาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเชื้อเพลิงจึงมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;             *สิ่งที่ต้องจับตามอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;--สถานการณ์ที่จะถึงขั้นเป็นความวิบัติหายนะ สำหรับตลาดการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหลาย ก็คือ  เกิดความไม่สงบ   ของมวลชนทั่วทั้งประเทศจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงขั้นมีอันตรายที่รัฐบาลจะถูกโค่นล้ม ทว่าพวกนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองว่า ความเป็นไปได้ในปี 2010 ที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีน้อยสุดๆ กระนั้นก็ตาม เพียงแค่เกิดความไม่สงบพุ่งแรงขึ้นมาในจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็น่าจะทำให้พวกนักลงทุนสั่นสะท้านแล้ว     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; --อินเดีย, อินโดนีเซีย, ไทย, และเวียดนาม เป็นตลาดเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฟื่องฟูใหม่รายสำคัญอื่นๆ นอกเหนือจากจีน หากเกิดความไม่สงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตลาดเหล่านี้ ก็อาจขัดขวางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และยิ่งถ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความไร้เสถียรภาพลุกลามออกไป ก็ย่อมจะส่งผลลบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อตลาดการเงินในปี 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;br /&gt;4 มกราคม 2553 11:17 น.</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010-4.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-2152675895295037637</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 08:15:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T15:22:37.847+07:00</atom:updated><title>เผย &#39;ปัจจัยเสี่ยง&#39;ที่ต้องจับตาใน&#39;เอเชีย&#39;ปี2010 (3)</title><description>&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;  **ปัญหายืดเยื้อในอัฟกานิสถาน-ปากีสถานเริ่มทำให้นักลงทุนวิตก**&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ความไร้เสถียรภาพ อย่างยืดเยื้อ และความรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่แผ่ขยาย   ในอัฟกานิสถาน    และปากีสถาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะดำเนินมานานนับปี แต่ยังไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พวกนักลงทุนต้องคอยเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในปี 2010 เนื่องจาก   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้งกลางสมัย (ที่มีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา, วุฒิสมาชิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราวหนึ่งในสาม, ผู้ว่าการมลรัฐราวหนึ่งในสาม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโอบามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะต่อไป ดังนั้น ด้วยการที่ยังมีความเป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สหรัฐฯ  อาจจะประสบ  ความพ่ายแพ้ในสงคราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัฟกานิสถานในทางเป็นจริงในปี 2010 นี้ ยุทธศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของโอบามาในสงครามนี้ จึงอาจกลายเป็นประเด็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แกนกลางของการรณรงค์หาเสียงกลางสมัยไปก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยที่ถ้าผลของสงครามน่าหดหู่เอามากๆ พรรคเดโมแครต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของเขาอาจไม่เพียงสูญเสียเสียงข้างมากในวุฒิสภาเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากถึงขั้นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไปด้วยทีเดียว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ประการที่สอง การเลือกตั้งสภาล่างของอินเดียในปี 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งพรรคคองเกรสได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด นับเป็นข่าวดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องหนึ่งสำหรับพวกนักลงทุน กระนั้นก็ตาม ความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองโลกแง่ดีเช่นนี้อาจจะสั่นคลอนได้มากๆ ถ้าพวกหัวรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ตั้งฐานอยู่ในปากีสถาน ก่อเหตุยั่วยุให้อินเดียกับปากีสถาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดการประจันหน้ากันขึ้นมาอีก หลังจากที่ได้เปิดการโจมตี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างนองเลือดในนครมุมไบมาแล้วเมื่อปี 2008&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ พวกนักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มอัลกออิดะห์และพันธมิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำลังพยายามอีกครั้งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับปากีสถานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันและต่างก็มีอาวุธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิวเคลียร์ทั้งคู่ นอกจากนั้นรัฐบาลปากีสถานซึ่งมีฐานะอ่อนแอมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และกำลังเผชิญกับภัยคุกคามหลายด้าน ก็อาจมีเหตุผลของตนเองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะชักพาประชาชนให้พุ่งความโกรธกริ้วไปที่อินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;        *สิ่งที่ต้องจับตามอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;--แผนการเพิ่มกำลังทหาร ในอัฟกานิสถานของโอบามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำให้สถานการณสงครามเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือว่านโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่ออัฟกานิสถานของเขา จะถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคาแพง ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปในแบบหลัง คะแนนนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของเขาจะตกต่ำอย่างหนักในช่วงการเลือกตั้งกลางสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; --สถานะความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน และความเสี่ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะเกิดความขัดแย้ง หากพวกหัวรุนแรงที่ตั้งฐานอยู่ในปากีสถาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ในอินเดียอีกระลอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; โอบามาส่งทหารอเมริกันเพิ่มเข้าไปในอัฟกานิสถาน จะทำให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์เปลี่ยนไปหรือไม่ เรื่องนี้อาจกลายเป็นประเด็นใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเลือกตั้งกลางสมัยในสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายนนี้</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010-3.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-6157073229406940043</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 07:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T15:15:40.346+07:00</atom:updated><title>เผย &#39;ปัจจัยเสี่ยง&#39;ที่ต้องจับตาใน&#39;เอเชีย&#39;ปี2010 (2)</title><description>ในเรื่องจังหวะเวลา ที่จะเลิกลดการใช้มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีประเด็นทางการเมืองอีก 2 ประเด็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งทำให้เรื่องนี้ทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก ถ้าหากรัฐบาลต่างๆ ไม่มีการร่วมมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประสานงานกัน เกี่ยวกับแผนการเลิกลดมาตรการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของพวกเขาแล้ว ก็มีความเสี่ยงอย่างสำคัญทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะเกิดภาวะหกกระเซ็นเข้าใส่กันอย่างไม่คาดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าวิกฤตคราวนี้ ได้แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า เราขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แคลนองค์กรโลกบาล ซึ่งสามารถที่จะรับหน้าที่ ทำให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดการร่วมมือ ประสานงานระหว่างประเทศขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และขณะที่พวกสมาชิกกลุ่ม จี 20 ให้สัญญิงสัญญาว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเข้ามา  รับบทบาทในจุดนี้ให้มากขึ้น มันก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นไปได้มากกว่า ที่พวกเขาจะเลิกลดมาตรการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระตุ้นของพวกเขา โดยยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของพวกเขาเองเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง ความไม่ลงรอยกัน ยังอาจปะทุขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในแต่ละประเทศอีกด้วย นั่นคือ ระหว่างรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มุ่งเน้น  เรื่องการรักษาอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาไว้ กับธนาคารกลางซึ่งโดยธรรมชาติย่อมหวาดผวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ทรัพย์สิน ความขัดแย้งดังกล่าวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้ยากที่จะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาดการณ์ได้ว่าจะมีการดำเนินนโยบายไปทางไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;*สิ่งที่ต้องจับตามอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;--สายตาทุกคู่ต่างกำลังเฝ้ามองไปที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นเครื่องจักรตัวหลักของการเจริญเติบโตของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตทางการเงินซัดกระหน่ำ จีนจะสามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินหน้า หลบหลีกฟันฝ่าผ่านจุดอันตราย เชิงนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหลายได้หรือไม่ ถ้าหากจีนเกิดสะดุดหกล้มลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็จะสร้างความสะเทือนสะท้านไปทั่วโลกทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  --ประเทศและดินแดนอื่นๆ จำนวนมากในเอเชีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยจุดที่ควรเขม้นมองเป็นพิเศษได้แก่ ฮ่องกง และ สิงคโปร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--อินเดีย และ อินโดนีเซีย เป็น 2 ประเทศสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อาจ  มีการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะทำให้พวกนักลงทุนขวัญผวา     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; --การประชุมระดับสุดยอดของกลุ่ม จี20 ครั้งต่อๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนที่แคนาดา และเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เกาหลีใต้ แนวคิดหลักของการประชุมทั้ง 2 ครั้งเหล่านี้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การร่วมมือ ประสานงานกัน  เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ เลิกลด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--ความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาแล้วในญี่ปุ่น ขณะที่ เกาหลีใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอินเดีย รวมทั้งรายอื่นๆ อีก ก็อาจจะประสบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งกันเชิงนโยบายในปี 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;**การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอันเจ็บปวด**&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2009 การเลือกตั้ง   และการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆ ครั้งในเอเชีย ที่เคยถูกมองว่าอาจเกิดปัญหาวุ่นวาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บานปลาย กลับสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างค่อนข้างราบรื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชัยชนะของพรรคเดโมเครติก ปาร์ตี้ ออฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แจแปน (ดีพีเจ) ในการเลือกตั้งของญี่ปุ่น ซึ่งพลิกเอาพรรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลิเบอรัล เดโมเครติก ปาร์ตี้ (แอลดีพี) ที่เคยปกครองประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างแทบจะต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ให้กลับกลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นฝ่ายค้าน เรื่องนี้มีส่วนทำให้ตลาดการเงินเกิดการปั่นป่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผันผวนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายอะไร อย่างไรก็ดี สำหรับในปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2010 อะไรๆ น่าจะลำบากยากเย็นกว่ากันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ที่ออสเตรเลีย คาดหมายกันอย่างกว้างขวางว่า นายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เควิน รัดด์ จะชนะอีกสมัยหนึ่ง โดยที่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันชัดเจนอยู่ที่เรื่องจะมีการยุบสภาจัดการเลือกตั้งกันเมื่อใดเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ และที่ศรีลังกา ซึ่งกำหนดจัดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2010 เช่นกัน กลับยังยากที่จะทำนายผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ผู้คนจำนวนมากจับตามอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปที่เกาหลีเหนือ เนื่องจากประธานคิมจองอิล มีสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ไม่สู้แข็งแรงนัก และยังไม่มีความแน่นอนว่าใครจะขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แทนที่เขา หากคิมจองอิลสิ้นชีวิตในปี 2010 ย่อมจะสร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสั่นสะเทือนให้รู้สึกได้ในเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และกระทั่งดินแดนที่อยู่ไกลออกไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การถึงแก่มรณกรรมของคิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะติดตามมาด้วย   การล่มสลายของระบอบปกครองนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเปียงยาง, หรือนำไปสู่สงครามกลางเมือง อันยืดเยื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเกาหลีเหนือ, หรือมีความเคลื่อนไหวในเชิงก้าวร้าวรุกราน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเกาหลีใต้, กระทั่งอาจนำไปสู่การรวมสองเกาหลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นชาติเดียวกันอย่างฉับพลันก็ได้ทั้งนั้น ในกรณีทั้งหมดเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปฏิกิริยาของตลาดการเงินน่าจะเป็นไปในทางลบอย่างแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt; *สิ่งที่ต้องจับตามอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt; --สุขภาพของคิมจองอิลแห่งเกาหลีเหนือ จะถูกเฝ้ามอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างใกล้ชิด และอาจทำให้ตลาดปั่นป่วนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; --การหาเสียงโดยให้คำมั่นสัญญาแบบประชานิยมในศรีลังกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และฟิลิปปินส์ อาจส่งผล  ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต่อๆ ไปของปี 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010-2.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-7556615017177319764</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 05:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T14:57:02.411+07:00</atom:updated><title>เผย &#39;ปัจจัยเสี่ยง&#39;ที่ต้องจับตาใน&#39;เอเชีย&#39;ปี2010 (1)</title><description>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์&lt;br /&gt;4 มกราคม 2553 11:17 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รอยเตอร์/ASTVผู้จัดการรายวัน – แม้เอเชียจะเป็นภูมิภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สามารถฝ่าคลื่นลมพายุเศรษฐกิจในปี 2009 ไปได้อย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นพิเศษ แต่เอเชีย จะทำผลงานด้านเศรษฐกิจในปีหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้สวยสดงดงามแค่ไหน ที่สำคัญมากๆ ก็ต้องแล้วแต่ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภูมิภาคแห่งนี้ มีความสามารถเพียงใด ในการกุมทิศทางเดินหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองทั้งหลาย ซึ่งบางปัจจัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็น่าคร้ามเกรงอย่างยิ่งทีเดียว ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญๆ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;**ความสัมพันธ์อันยุ่งยากระหว่างสหรัฐฯ กับจีน**&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2010 จีนจะเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้นมาก ในเรื่องให้ทำการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรับเพิ่มค่าเงินหยวน ทว่าจีนนั้นย่อมไม่ต้องการให้อัตราเติบโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเศรษฐกิจ ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย จากการยอมปล่อยให้ค่าเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สูงขึ้นเร็วเกินไป และย่อมไม่มีความรู้สึกซาบซึ้งใจเลย จากการถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วอชิงตันหรือใครก็ตามทีเซ้าซี้เรียกร้องให้ทำนั่นทำนี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ในสหรัฐฯ เอง กลับมีความรู้สึกกันอย่างแรงกล้าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นโยบาย รักษาค่าเงินหยวน ให้อ่อนตัวเป็นมาตร การกีดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางการค้าอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่กำลังคุกคาม การฟื้นตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯด้วย ดังนั้นสหรัฐฯ จึงอาจตอบโต้จีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยการใช้มาตรการจำกัด บีบคั้นทางการค้า ในลักษณะเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับการตั้งกำแพงภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากจีน เมื่อเดือนกันยายน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมา อันจะเป็นชนวน ทำให้เกิดสงครามการค้าตอบโต้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างสองประเทศ      &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น อันตรายอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ปักกิ่ง หนุนหลังพวกระบอบปกครอง ที่วอชิงตันรู้สึกว่ารับไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็อาจลุกลาม  กลายเป็นการเผชิญหน้ากันทางการเมืองได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างตระหนักดีถึงความเสี่ยงดังกล่าว และน่าจะยอมถอยออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากขอบเหวได้ทันก่อนเกิดเหตุพิพาทใดๆ ถึงขั้นคุกคามเป็นอันตราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเศรษฐกิจโลก กระนั้น นักวิเคราะห์ก็ชี้ว่า ประเทศทั้งสองจะต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสวงหาวิธีที่จะสื่อสารกันได้ อย่างสบายอกสบายใจ ในฐานะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นหุ้นส่วนกัน เพราะความเสี่ยง ที่จะเกิดความไม่เข้าใจกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือเกิดภาวะความสัมพันธ์แบบเย็นชาต่อกันนั้นมีอยู่จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000099;&quot;&gt;*สิ่งที่ต้องจับตามอง*&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000099;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;-- การต่อสู้กันเรื่องค่าเงินหยวน กล่าวคือ จีนจะยอมปรับเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินหยวนหรือไม่ และหากไม่ สหรัฐฯ จะแสดงอาการโกรธเกรี้ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกมาหรือไม่ อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--การกีดกันทางการค้า  และการตั้งกำแพงภาษี หากประธานาธิบดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บารัค โอบามาประกาศตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากถูกแรงกดดัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรัฐสภา  และพวกอุตสาหกรรมในประเทศ ก็คาดว่าจะเป็นชนวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--ทั้งสองจะมีข้อขัดแย้งใดๆ หรือไม่จากการที่จีนเข้าไปเกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับเกาหลีเหนือ พม่า อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ซึ่งสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองว่าเป็น “รัฐอันธพาล”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;**อาการ “เมาค้าง” จากมาตรการกระตุ้นศก.ซึ่งรวมทั้ง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;“ฟองสบู่ราคาทรัพย์สิน” และ “การควบคุมเงินทุน”**&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#3333ff;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt; เอเชียกำลังเป็นภูมิภาค ที่นำหน้าทั่วโลก ในการก้าวพ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย นั่นหมายความด้วยว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลของชาติและดินแดนต่างๆ ในเอเชีย ต้องอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลุ่มแรกๆ ที่จะต้องทำการตัดสินใจ ในปัญหาเชิงนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันสำคัญมากๆ ประการหนึ่ง กล่าวคือ จะใช้วิธีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไร มาคาดคำนวณจังหวะอันเหมาะสม ที่จะยกเลิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือลดทอน  บรรดามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้พวกเขา  ยังลอยตัวอยู่ได้  ในระหว่างที่ วิกฤตกำลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาละวาดเอากับเศรษฐกิจทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ารัฐบาลต่างๆ ยกเลิกหรือลดทอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เร็วเกินไป พวกเขา  ก็อาจจะหล่นตุ๊บ กลับลงสู่ภาวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจชะงักงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประเทศจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ถลำลง   สู่กับดักนี้ด้วยแล้ว ผลกระทบซึ่งมีต่อเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั่วโลกก็อาจจะเลวร้ายมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าคงนโยบายเหล่านี้เอาไว้ อย่างผ่อนปรนมากเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนานเกินไปแล้ว พวกเขาก็มีความเสี่ยง ไม่เพียงแต่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องที่อัตราเงินเฟ้อ  จะพลิกฟื้นขึ้นมา อีกเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากยังมีความเป็นไปได้ ที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ราคาทรัพย์สิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เป็นความหายนะอันน่าหวาดหวั่น เนื่องจากการปล่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้มีสภาพคล่อง มีการปล่อยสินเชื่อ อย่างมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาศาลเป็นเวลานานๆ ย่อมจุดชนวนให้เกิดการยื้อแย่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อหา และการเก็งกำไรราคาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้  ข้อกังวลสำคัญที่สุดข้อหนึ่งสำหรับปี 2010 ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันตราย ที่เศรษฐกิจจีน  กำลังจะถูกฉุดให้ตกรางจากการที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟองสบู่ทรัพย์สินเกิดแตกระเบิดเปรี้ยงปร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง ซึ่งพวกนักลงทุน ดูจะคอยเฝ้าจับตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากกว่าใครเพื่อน ก็คือ การที่ประเทศต่างๆ อาจพยายาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้องกันภาวะฟองสบู่ และพยายามเข้าควบคุมการไหลเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของ “เงินร้อน” โดยใช้พวกมาตรการควบคุมเงินทุน และ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพยายามสกัดกั้นไม่ให้เงินลงทุนของต่างชาติไหลออกไป</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/2010-1.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-6006328229979273773</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 04:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T11:56:26.976+07:00</atom:updated><title>ตลท.รีดค่าฟีขันบันได กองทุนอสังหาฯ-ETF มีผล 1 ม.ค.นี้</title><description>โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหลักทรัพย์ฯ แก้เกณฑ์คิดค่าธรรมเนียม ซื้อขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน่วยลงทุน “อีทีเอฟ- พร๊อพเพอร์ตี้ฟันด์”เป็นอัตราเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับค่าคอมมิชชั่นขั้นบันไดหุ้น จากเดิมที่คิด 0.10%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมยกเลิกหลักเกณฑ์ ทำสัญญา การเป็นนายหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในลักษณะคู่ค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(Exclusive Partner) มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ได้มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การส่งหนังสือเวียนแก่กรรมการบริษัทหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาชิกและบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สมาชิกทุกบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่อง การแก้ไขข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การคิดค่าธรรมเนียมในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ โดยความเห็นชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของคณะกรรมการก.ล.ต.เห็นควรแก้ไขข้อกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในส่วนที่เกี่ยว กับการเรียก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าธรรมเนียม ในการเป็นนายหน้าหรือ ตัวแทนซื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือขายหลักทรัพย์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้การคิดอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คอมมิชชั่น) แบบขั้นบันได คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดค่าคอมมิชชั่น ไม่น้อยกว่า 0.25%แต่ไม่เกิน 1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0.22%แต่ไม่เกิน1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน20 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.18%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากซื้อขายผ่านบัญชีแคชบาลานซ์ และบัญชีเครดิตบาลานซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดค่าคอมมิชชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น้อยกว่า 0.15 % แต่ไม่เกิน 1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.13%แต่ไม่เกิน1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน20 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับหากซื้อบัญชีอื่นคิดค่ามิชชั่น คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดค่าคอมมิชชั่น ไม่น้อยกว่า 0.20%แต่ไม่เกิน 1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น้อยกว่า 0.18%แต่ไม่เกิน1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;20 ล้านบาท คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.15%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ปรับอัตราค่าเนียม การซื้อขายหน่วยลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น กองทุนรวมอีทีเอฟ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ จาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0.10% เป็นลักษณะขั้นบันไดเช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกเว้นหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อลงทุนในตราสารหนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เรียกเก็บตามอัตราที่ได้ทำข้อตกลงอัตราค่าธรรมเนียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับลูกค้าตามหลักเกณฑ์เดิม ส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้คิดค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่ตกลงกันกับลูกค้าแต่ไม่เกิน1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พร้อมทั้งยกเลิกหลักเกณฑ์ทำสัญญาการเป็นนายหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในลักษณะคู่ค้า (Exclusive Partner)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการแก้ไขประกาศดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยที่ตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่าเพื่อให้การเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการเป็นนายหน้า หรือตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไปโดยเรียบร้อย และบริษัทสมาชิก  สามารถเสริมสร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเข้มแข็ง ในการประกอบธุรกิจ การให้บริการด้านหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัทสมาชิกได้แสดงถึงความมุ่งมั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะเน้นคุณภาพ การให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน (มาร์เกตติ้ง)และเสริมสร้างความสัมพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะยาวระหว่างบริษัทสมาชิก  ลูกค้า และมาร์เกตติ้ง ซึ่งจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ โดยรวม และรองรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรับตัวของบริษัทสมาชิกอันจะนำไปสู่การแข่งขันอย่างเสรี</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/etf-1.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-3101809029459944618</guid><pubDate>Mon, 04 Jan 2010 04:24:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-01-04T11:39:20.735+07:00</atom:updated><title>1 มกราคม 2553 เริ่มใช้ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์แบบขั้นบันได</title><description>ตามนี้&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.set.or.th/th/highlight_flash/files/set-news-155-2552.pdf&quot;&gt;http://www.set.or.th/th/highlight_flash/files/set-news-155-2552.pdf&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2010/01/1-2553.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-2602862052912990404</guid><pubDate>Fri, 27 Nov 2009 09:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-27T16:24:24.410+07:00</atom:updated><title>HSBC/STAN exposures to UAE, amid Dubai World standstill request  by  Goldman Sachs</title><description>November 26, 2009 Asia Pacific: Banks&lt;br /&gt;Goldman Sachs Global Investment Research 1&lt;br /&gt;November 26, 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Asia Pacific: Banks&lt;br /&gt;HSBC/STAN exposures to UAE, amid Dubai World standstill request&lt;br /&gt;Backdrop&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Many investors have asked about HSBC/STAN&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;exposure to Dubai World (a leading government-linked&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;property developer/holding company) and itsaffiliates,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;amidst Nov 26 press reports of Dubai World’s request&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;for a creditor standstill agreement on its c.US$59bn debts&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(source: Bloomberg).Both HSBC and STAN have declined&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to comment on individual firm exposures. However, press&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;reports (Bloomberg, FT), past descriptions by both banks&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;of their UAE wholesale banking businesses, and HSBC’s/STAN’s&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;status as the largest and second largest foreign banks in&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;the UAE would all  suggest some level of exposure to Dubai World&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;and other similar entities.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Context on likely HSBC, STAN exposures&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HSBC had US$15.9bn of loans/advances to the UAE&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;as at end-June 2009.More specifically, HSBC had&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;US$3.475bn of real estate and mortgage loan exposure&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to the UAE as of the same period, representing 25.9%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;and 2.7% of our 2010E net profit and shareholders’ equity&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;projections for the group.STAN had US$12.3bn of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;cross-border loan exposure to the UAE as at end-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;June 2009 (and US$7.8bn of locally-booked loans&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to the UAE as at YE08).More specifically, STAN had&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;US$1.674bn of real estate and mortgage loan exposure&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to the Middle East/South Asia region as of the same date.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;We estimate c.60% of this exposure, or US$1.0bn,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;was to the UAE,representing 22.4% and 3.4% of our 2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;E NPAT and shareholders’ equity projections for STAN.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;More clarity needed; first stab at worse-case loss estimates&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Immediate questions include: how much actual exposure do&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HSBC, STAN have to Dubai World and other potentially&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;similar situations, and what level of ultimate write-downs&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;may need to be taken, what impact to EPS,BVPS? Key swing&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;factors: level of continued support from other parts of the UAE,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;mode of loan restructuring undertaken by major creditors,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;degree of knock-on impacts to other UAE corporates, other&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;emerging markets.Our first stab at potential worst-case loss&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;estimates suggest a manageable impact: assuming a 50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;NPL ratio/50% loss given default on commercial real estate loans,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;and a 20% NPL ratio/50% loss given default on mortgage loans,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;we estimate the potential credit losses to HSBC and STAN at&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;US$611mn and US$177mn – or 4.6% and 3.9% of 2010E NPAT,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0.5% and 0.6% of 2010E equity.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ANALYTICS&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Note we have opted to use 2010E as opposed to 2009E&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;projections on two premises: that 2010 is a more&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;normalized year versus 2009, and that clarity on&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;exposure/needed haircuts is unlikely until 2010.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;See Exhibit 2 for a ranking of foreign banks in the UAE by&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;loans and by deposits, as sourced from the Emirates Banks&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Association. Note that HSBC and STAN are the largest and&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;second largest, by a considerable margin.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HSBC STAN&lt;br /&gt;UAE exposures (no breakout avail for Dubai)&lt;br /&gt;a Total loans and advances, end June 09 1 5,906&lt;br /&gt;Total loans and advances, YE08 1 7,537&lt;br /&gt;Total loans and advances, end June 08 1 6,416&lt;br /&gt;Memo: customer deposits, end June 09 19,284&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;UAE cross-border exposures (no breakout avail for Dubai)&lt;br /&gt;b End June 09 1 2,357&lt;br /&gt;YE08 1 0,535&lt;br /&gt;End June 08 1 0,949&lt;br /&gt;2010E net profit 13,398 4,489&lt;br /&gt;2010E shareholders equity 128,167 29,121&lt;br /&gt;UAE exposure as % of 2010E NPAT 119% 275%&lt;br /&gt;UAE exposure as % of 2010E equity 12% 42%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;On UAE commercial real estate exposures&lt;br /&gt;STAN had US$680mn of commercial real estate loans and US$994mn of mortgage loans&lt;br /&gt;to Middle East/South Asia at end-Jun 09; we estimate c.60% of this combined exposure&lt;br /&gt;(or US$1,004mn) to the UAE, or 22.4% of 2010E NPAT and 3.4% of 2010E equity&lt;br /&gt;HSBC had US$1,755mn of commercial real estate and US$1,720mn of mortgage loan&lt;br /&gt;exposure to the UAE as at end-Jun 09; this US$3.475bn combined exposure&lt;br /&gt;equates to 25.9% of 2010E NPAT and 2.7% of 2010E equity.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Potential credit loss analysis&lt;br /&gt;Commercial real estate exposures 1 ,755 408&lt;br /&gt;Assumed NPL ratio on commercial real estate loans 50% 50%&lt;br /&gt;Assumed loss given default 50% 50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Potential credit loss on CRE 439 102&lt;br /&gt;Mortgage loan exposures 1720 5 96&lt;br /&gt;Assumed NPL ratio on mortgage loans 20% 25%&lt;br /&gt;Assumed loss given default 50% 50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Potential credit loss on mortage loans 172 75&lt;br /&gt;Total potential credit losses 611 177&lt;br /&gt;As % of 2010E net profit 4.6% 3.9%&lt;br /&gt;As % of 2010E equity 0.5% 0.6%&lt;br /&gt;Source: Company data, Goldman Sachs Research estimates.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Roy Ramos&lt;br /&gt;+852-2978-0457  roy.ramos@gs.com Goldman Sachs (Asia) L.L.C.&lt;br /&gt;Frederik Thomasen&lt;br /&gt;+44(20)7552-9363  frederik.thomasen@gs.com Goldman Sachs International&lt;br /&gt;Gurpreet Singh Sahi&lt;br /&gt;+852-2978-1287  gurpreet.s.sahi@gs.com Goldman Sachs (Asia) L.L.C.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Goldman Sachs Group, Inc. does and seeks&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;to do business with companies covered in its&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;research reports. As a result, investors should&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;be aware that the firm may have a conflict of&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;interest that could affect the objectivity of this report.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Investors should consider this report as only a single&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;factor in making their investment decision. For Reg AC&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;certification, see the end of the text. Other important&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;disclosures follow  the Reg AC certification, or go to&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.gs.com/research/hedge.html&quot;&gt;www.gs.com/research/hedge.html&lt;/a&gt;.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Analysts employed by non-US affiliates are not registered&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;/qualified as  research analysts with FINRA in the U.S.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Goldman Sachs Group, Inc. Global Investment Research</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/hsbcstan-exposures-to-uae-amid-dubai.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-1848623954440658500</guid><pubDate>Fri, 27 Nov 2009 08:42:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-27T16:08:03.836+07:00</atom:updated><title>Dubai World</title><description>&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai World is an &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Investment company&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Investment_company&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;investment company&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; that manages &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;and supervises a portfolio of businesses and projects for &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;the Dubai Government across a wide range of industry segments &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;and projects that promote Dubai as a hub for commerce and &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;trading. It is chaired by &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Sultan Ahmed bin Sulayem&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Sultan_Ahmed_bin_Sulayem&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Sultan Ahmed bin Sulayem&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai World was established under a decree ratified &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;on 2 March 2006 by &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Sheikh&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Sheikh&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Sheikh&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Mohammed bin Rashid Al Maktoum&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Mohammed_bin_Rashid_Al_Maktoum&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Mohammed bin Rashid Al Maktoum&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Vice President and Prime Minister of UAE and Ruler of &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;He also holds the majority stake in Dubai World.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;On 2 July 2006, it was launched as a holding company&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;with more than 50,000 employees in over 100 cities around &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;the globe. The companies managed by Dubai World include:&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Ports World&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Ports_World&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Ports World&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, the third largest port operator in the world.&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Economic Zones World (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Economic_Zones_World&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Economic Zones World&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Nakheel&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Nakheel&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Nakheel&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, known for residential estate development projects&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; such as the &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Palm Islands&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Palm_Islands&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Palm Islands&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, the &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Waterfront&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Waterfront&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Waterfront&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;The World (archipelago)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/The_World_(archipelago)&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;The World&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;and &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;The Universe (Dubai)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/The_Universe_(Dubai)&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;The Universe Islands&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Drydocks&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Drydocks&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Drydocks&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Maritime City&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Maritime_City&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Maritime City&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Multi Commodities Centre&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Multi_Commodities_Centre&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Multi Commodities Centre&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Istithmar World&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Istithmar_World&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Istithmar World&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;Kerzner&lt;br /&gt;One &amp;amp; Only&lt;br /&gt;Atlantis&lt;br /&gt;Island Global Yachting&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Limitless (company) (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Limitless_(company)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Limitless&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Leisurecorp&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Leisurecorp&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Leisurecorp&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;Inchcape Shipping Services&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Tejari (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Tejari&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Tejari&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;br /&gt;TechnoPark&lt;br /&gt;P&amp;amp;O Maritime&lt;br /&gt;Discovery Gardens&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Tamweel&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Tamweel&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Tamweel&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;The group has extensive real estate investments &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;in the &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;United States&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/United_States&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;United States&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, the &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;United Kingdom&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/United_Kingdom&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;United Kingdom&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; and &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;South Africa&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/South_Africa&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;South Africa&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai World made headlines in March 2008 after &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;its chairman, Sultan Ahmed bin Sulayem, threatened &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;to take the fund&#39;s money out of &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Europe&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Europe&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Europe&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;.&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_World#cite_note-Prosser-0#cite_note-Prosser-0&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai World&#39;s threats came shortly after the &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;European Union&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/European_Union&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;European Union&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; attempted to lay out &quot;a set of principles &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;for transparency, predictability and accountability&quot; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;for &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Sovereign wealth fund&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Sovereign_wealth_fund&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;sovereign wealth funds&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;.&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_World#cite_note-OGrady-1#cite_note-OGrady-1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;[2]&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;With the onset of a global recession, Dubai&#39;s real estate market &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;declined after a six-year boom. On November 25, 2009, &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;the Dubai government announced that the company &quot;intends &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;to ask all providers of financing to Dubai World and [its subsidiary]&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Nakheel Properties&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Nakheel_Properties&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Nakheel&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; to &#39;standstill&#39; and extend &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Maturity (finance)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Maturity_(finance)&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;maturities&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; until at least &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;30 May 2010&quot;. The company will also undergo a restructuring &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;process with the help of &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Deloitte Touche Tohmatsu&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Deloitte_Touche_Tohmatsu&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Deloitte&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; consultants. Several months &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;earlier, Dubai World accounted for a $59-billion debt, &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;nearly three-quarters of the emirate&#39;s US$80-billion debt.&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_World#cite_note-2#cite_note-2&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;[3]&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;This includes a US$3.5-billion loan which the company &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;is unable to repay by its December deadline.&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_World#cite_note-3#cite_note-3&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;[4]&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;In response to the government announced moratorium &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;of Dubai World&#39;s debts, both &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Moody&#39;s&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Moody%27s&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Moody&#39;s&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; and &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Standard &amp;amp; Poor&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Standard_%26_Poor&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Standard &amp;amp; Poor&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&#39;s &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Investors Services heavily downgraded the debt of various &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai government-related entities with interests in property, &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;utilities, commercial operations and commodities trading. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;In Moody&#39;s case, the downgrade meant that the affected &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;agencies lost their investment grade status.&lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_World#cite_note-4#cite_note-4&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;[5]&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Types of business entity&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Types_of_business_entity&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Type&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                        &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Investment company&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Investment_company&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Investment company&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; (&lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Government-owned corporation&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Government-owned_corporation&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Government-owned&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Founde                    2 July 2006&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Headquarters         &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;, &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;United Arab Emirates&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/United_Arab_Emirates&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;United Arab Emirates&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Area served           30 cities in 12 countries&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Industry                  &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Investments&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Investments&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Diversified Investments&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Products                  Investment&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Revenue                  ▲ 3 billion &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;USD&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/USD&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;USD&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt; (2008)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Earnings before interest and taxes&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Earnings_before_interest_and_taxes&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Operating income&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;  ▲ 800 million USD (2008)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Net income&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Net_income&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Net income&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;             ▲ 200 million USD (2008)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Ownership&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Ownership&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Owner(s)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                   Public&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Employment&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Employment&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Employees&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                      5000+&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                         &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Ports World&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Ports_World&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Ports World&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Jafza&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Jafza&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Jafza&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Nakheel&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Nakheel&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Nakheel&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Drydocks&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Drydocks&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Drydocks&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                           &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Maritime City (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Maritime_City&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Maritime City&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Dubai Multi Commodities Centre&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Dubai_Multi_Commodities_Centre&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Dubai Multi Commodities Centre&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Subsidiary&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Subsidiary&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Subsidiaries&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                      &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Tamweel&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Tamweel&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Tamweel&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                           &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Tejari (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Tejari&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Tejari&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a title=&quot;Limitless (company) (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Limitless_(company)&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Limitless&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                           &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Leisurecorp&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Leisurecorp&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Leisurecorp&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                           &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Istithmar&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Istithmar&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Istithmar&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a title=&quot;Kerzner (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Kerzner&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Kerzner&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                           One &amp;amp; Only&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Atlantis, The Palm&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Atlantis,_The_Palm&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Atlantis, The Palm&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Island Global Yachting (page does not exist)&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Island_Global_Yachting&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Island Global Yachting&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                                          &lt;/span&gt;&lt;a title=&quot;Inchcape Shipping Services&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Inchcape_Shipping_Services&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Inchcape Shipping Services&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a title=&quot;Website&quot; href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Website&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;Website&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;                           &lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://www.dubaiworld.ae/&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;www.dubaiworld.ae&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/dubai-world.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-1130184719469348203</guid><pubDate>Fri, 27 Nov 2009 08:36:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-27T15:39:52.254+07:00</atom:updated><title>Dubai world effect</title><description>Flight to safety&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้าเกณฑ์ ผิดนัดชำระหนี้ของสถาบันจัดอันดับเครดิตของ S&amp;amp;P, Moody ของ Dubai World ซึ่ง&lt;br /&gt;เป็นบริษัทที่บริหารโดยรัฐบาลดูไบ หนิ้สินจำนวน 5.9 หมื่นล้านดอลล์ (โดยบริษัทย่อย Nakheel มี&lt;br /&gt;หนี้สินหุ้นกู้อิสลามทีต้องไถ่ถอน 14 ธค. 3.5 พันล้านดอลล์และวันที่ 13 พค.10 อีก 980 ล้านดอลล์)&lt;br /&gt;ส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้างต่อตลาดตราสารหนี้ ตราสารทุน (FTSE -3.8% Dax-3.25%)และ&lt;br /&gt;ต่อเนื่องไปยังบริษัทที่ลงทุนในตะวันออกกลาง หรือ หลักทรัพย์ที่ถือครองโดยตะวันออกกลาง&lt;br /&gt;รวมถึงผลกระทบข้างเคียงต่อประเทศอืนๆในตะวันออกกลาง โดยผลกระทบอย่างแรกที่เห็นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• แรงขายในหุ้นของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่เป็นธนาคารในยุโรป ซึ่งปล่อยกู้ร่วมให้กับบริษัท&lt;br /&gt;Dubai World เมื่อ 28 มิย.08 เช่น HSBC Royal bank of Scotland, Lloyds banking group, ING ต่าง&lt;br /&gt;ดิ่งลงวานนี้ รวมถึงราคาหุ้นแบงก์อื่นๆ ในยุโรป ได้แก่ Deutsche bank, Standard Chartered,&lt;br /&gt;Barclays, BNP Paribas, Credit Suisse, Societe Generale&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ราคาหุ้นของบริษัทที่บริษัทอาหรับเข้าไปลงทุน ต่างดิ่งลงแรงวานนี้ นำโดย London Stock&lt;br /&gt;Exchange ซึ่งถือหุ้น 22 เปอร์เซนต์ โดย Borsa Dubai, Porsche (10% by Qatari Investment&lt;br /&gt;Authority), Daimler(9.1% by Abu Dhabi’s Aabar investment) เป็นต้น ทั้งนี้ รัฐบาลดูไบแถลงการณ์&lt;br /&gt;ว่า ต้องการให้เจ้าหนี้ขยายการชำระเงินคืนไปจนถึง 30 พค.2010 เป็นอย่างน้อย สาเหตุของการผิดนัดฯ&lt;br /&gt;เกิดจากการวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาคอสังหาฯที่เคยรุ่งเรือง ตกต่ำลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• สำหรับผลกระทบต่อการค้าไทยกรณีที่มีปัญหารุนแรง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความสำคัญต่อการ&lt;br /&gt;ส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มตะวันออกลาง 15 ประเทศ สูงเป็นลำดับที่ 1 ในปี 2550 มีสัดส่วนการส่งออกไป&lt;br /&gt;ตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 28.6 สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับความสำคัญ&lt;br /&gt;ได้แก่ รถยนต์และอะไหล่ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็กและ&lt;br /&gt;เหล็กกล้า วิทยุ/โทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ผ้าผืน เม็ดพลาสติกเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร ฯลฯ สินค้าอาหาร&lt;br /&gt;ที่นำเข้าจากไทยตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ข้าว น้ำตาล ผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่มผลไม้สด และตาก&lt;br /&gt;แห้ง ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลีอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง ผักสดแช่เย็นแช่เข็งผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังกุ้ง&lt;br /&gt;แช่เย็นแช่แข็ง ไก่ต้มสุก ฯลฯ เป็นมูลค่ารวม 109ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมีสัดส่วนของการส่งออกสินค้า&lt;br /&gt;อาหารไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• คาดว่าจะมีผลต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด (ไม่เหมือนกรณีสถาบันการเงินสหรัฐฯล้ม) CNS คาดว่า&lt;br /&gt;สถาบันการเงินที่มีการลงทุนในดูไบน่าu3592 .ะมีการเตรียมความพร้อมแล้วระดับหนึ่ง พิจารณาจาก NPL&lt;br /&gt;Coverage ของสถาบันการเงินใน UAE ที่ Nomura ศึกษาพบว่า ปี2008 มีการตั้งสำรองเตรียมไว้สูงกว่า&lt;br /&gt;181.75% เพิ่มขึ้นจากปี 2007 ที่125.5% (จากเฉลี่ย 4 แบงก์) และ Nomura มีมุมมองที่เป็นกลาง-ลบต่อ&lt;br /&gt;กลุ่มธนาคารฯใน UAE ไปถึงปี 2010F&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ผลกระทบต่อหุ้นที่เชื่อมโยง 1.กลุ่มที่มีการถือหุ้นผ่านกลุ่มทุนในตะวันออกกลางได้แก่ RAIMON (ถือ&lt;br /&gt;โดย Istithmar Hotels FZE บริษัทเพื่อการลงทุนของ ดูไบ เวิรลด์) (15%), PAE (15%), PDI (34.18%)&lt;br /&gt;และ BH (6%) 2. กิจการที่อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมลงทุนกับดูไบ ได้แก่ ASCON 3. กลุ่มรับเหมาที่มี&lt;br /&gt;กิจการร่วมค้า มีเพียง ITD ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 2 บริษัท&lt;br /&gt;ได้แก่ i) ITD-NWR โดย ITD ถือหุ้นในสัดส่วน 60% และ ii) QINA Contracting โดย ITD ถือหุ้นใน&lt;br /&gt;สัดส่วน 24% และ NWR 20% โดยกิจการร่วมค้า ITD-NWR รับเหมาก่อสร้างโครงการ The Palm&lt;br /&gt;Laguna ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในปี 2008 ITD ได้บันทึกรายได้ที่ยังไม่ได้เรียกชำระจาก&lt;br /&gt;โครงการดังกล่าวในงบกำไรขาดทุนแล้วจำนวน 278 ล้านบาท โดยโครงการนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วในปี&lt;br /&gt;08 ส่วนกิจการร่วมค้าที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทจัดตั้งใหม่ในปี 09 เรายังไม่มีข้อมูลว่าเริ่มมีการก่อสร้างโครงการ&lt;br /&gt;ใดๆ หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;27 November 2009&lt;br /&gt;Analyst&lt;br /&gt;Wikij Tirawannarat&lt;br /&gt;Analyst Registration .No 18251&lt;br /&gt;0-2638-5774, 0-2287-6774&lt;br /&gt;Wikij Tirawannarat @th.nomura.com</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/dubai-world-effect.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-2228099003170602101</guid><pubDate>Mon, 09 Nov 2009 07:24:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-09T14:57:18.707+07:00</atom:updated><title>รายชื่อบริษัทที่ลงทุนในกัมพูชา</title><description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#000000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน&lt;br /&gt;Friday, November 06, 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ณ กรุงพนมเปญ มีโครงการ ที่นักธุรกิจไทยถือหุ้นและได้รับการส่งเสริม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การลงทุนตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2537 ถึง 30 มิถุนายน 2552 รวม 81 โครงการ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;มูลค่ารวม 362.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท &lt;/p&gt;&lt;p&gt;อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์) เป็นเงินลงทุนเฉพาะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของนักธุรกิจไทย 226.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 62.53 &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ของโครงการ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;1.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ในนามบริษัท K.C.S Cambodia&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;2.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 ลงทุนร่วมระหว่างกลุ่มกันตนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา ในนามบริษัท Mica Media&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;3.โรงงานจำหน่ายก๊าซ LPG จำนวน 2 โครงการ คือ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัท Khmer Unique Gas และ World Gas&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;4.บริษัทรับเหมาก่อสร้างนพวงศ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;5.โรงแรมจำนวน 8 แห่ง คือ Inter Continental ในนามบริษัท Regency, &lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงแรม Royal Angkor ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา, &lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงแรม Imperial Angkor Palace ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี, โรงแรม Phokeethra Resort &amp;amp; Spa &lt;/p&gt;&lt;p&gt;(Cambodia) ในกรุงพนมเปญ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา, โรงแรมของ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัท V&amp;amp;V ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา เพื่อสร้างโรงแรมและ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สนามกอล์ฟในกรุงพนมเปญ, โรงแรมในอำเภอปอยเปต จ. บันเตียเมียนเจย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ได้แก่โรงแรม Poi Pet International Club, โรงแรม Star Vegas Resort &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;amp; Club และโรงแรม Angkor Plaza&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;6.โรงพยาบาลจำนวน 1 โครงการ ลงทุนโดยโรงพยาบาลกรุงเทพ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;ในนาม Royal Angkor International Hospital ใน จ.เสียมเรียบ และ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Royal Rattanak ในกรุงพนมเปญ เปิดให้บริการแล้ว และกำลังก่อสร้างอาคาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;โรงพยาบาลแห่งใหม่ อีก 1 แห่ง ในกรุงพนมเปญขนาด 250 เตียง คาดว่า&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2553&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;7.การลงทุนของบริษัทซีเมนต์ไทย จำกัด และบริษัทในเครือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวม 5 โครงการ ได้แก่ โรงงานปูนซีเมนต์ Kampot Cement &lt;/p&gt;&lt;p&gt;(K. Cement Brand) ในจังหวัดกัมปอต (ลำดับที่ 60) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงงานผลิตซีเมนต์ผสมสำเร็จรูป (Mixed Cement Plant ลำดับที่ 57) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรงงานผลิตซีเมนต์บล๊อค CPAC Monier (ลำดับที่ 58) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การปลูกยูคาลิปตัสเพื่อทำกระดาษในนามบริษัท CPAC Agro Industry &lt;/p&gt;&lt;p&gt;(ลำดับที่ 59) และบริษัท CPAC Monier เพื่อผลิตกระเบื้องมุงหลังคา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;8.การให้บริการโทรคมนาคม จำนวน 1 โครงการ คือ Cambodia Shinawatra &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Mfone ให้บริการคลื่นโทรศัพท์ไร้สายแบบ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;Fixed Phone และ Mobile Phone&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;9.โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ Honda &lt;p&gt;&lt;br /&gt;10.โรงงานพลาสติค จำนวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงาน Phnom Penh Supply &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลิตขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติค Modern Plastic Packaging (MPP ลำดับที่ 23) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และโรงงาน Modern Development&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;11.โรงงานผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ LYYON ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในนามบริษัท Cambodia Development&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;12.โครงการปลูกอ้อยบนพื้นที่สัมปทานจำนวน 6 โครงการ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;ได้แก่ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นในนามบริษัท Koh Kong Plantation, &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Koh Kong Sugar Industry ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี ได้แก่ MRT-TCC Sugar &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Investment, ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ได้แก่ (Cambodia) Cane &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;and Sugar Valley, Angkor Sugar และ Tonle Sugar Cane&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;13.โครงการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชไร่ของกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในนาม C.P. (Cambodia)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;14.การลงทุนของบริษัทสามารถเทเลคอม จำนวน 3 โครงการ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ได้แก่ การให้บริการวิทยุการบินในนาม Cambodia Air Traffic Service &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การสร้างโรงงานไฟฟ้า Kampot Power Plant เพื่อขายไฟให้แก่โรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กัมปอตซีเมนต์ และโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.เสียมเรียบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;15.โครงการโรงไฟฟ้าขนาด 10 MKW ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี &lt;p&gt;จำนวน 4 โครงการ ในนาม Suvannaphum Investment&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;16.โรงงานผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของกลุ่มบริษัทบางกอกการ์เมนต์ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในนามบริษัท Baxter Brenton (Cambodia) Clothing Manufacturing&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;17.โรงงานผลิตรองเท้า 2 โครงการ คือ Dance Supply (Cambodia) &lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ Cambo Shoes&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/blog-post_09.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-8459007034787073274</guid><pubDate>Fri, 06 Nov 2009 05:29:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-06T12:46:41.086+07:00</atom:updated><title>การขึ้นเครื่องหมายต่างๆ ในระบบการซื้อขายหุ้น</title><description>นักลงทุนหลายท่าน อาจจะสงสัยว่า ทำไมบางครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นของเราจึงหยุดการซื้อขาย หรือ เมื่อมีสัญลักษณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาติดข้าง ตัวหุ้นของเรา ก็ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างรวดเร็ว ซึ่งบางที ก็ทำให้หุ้นขึ้น และบางครั้งก็ทำให้หุ้นลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเราควรเข้าใจความหมาย ว่าสัญลักษณ์ตัว อักษรย่อต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั้นหมายถึง อะไร และจะมีผลอย่างไร บ้าง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ กำหนดการขึ้นเครื่องหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อแจ้งให้นักลงทุนทราบ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;H  :  Trading Halt&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเครื่องหมาย แสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ จดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซื้อขาย  ซึ่งตลาดหลักทรัพย์  มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องหมาย H ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     1.มีข้อมูลหรือข่าวสาร ที่สำคัญ  ที่อาจมีผลกระทบต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิทธิประโยชน์  ของผู้ถือหลักทรัพย์ หรือต่อการตัดสินใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลง ในราคาของหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท และอยู่ใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างการสอบถามข้อ เท็จจริง และรอคำชี้แจงจากบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     2.ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าสงสัยว่า จะมีผู้ลงทุนบางกลุ่ม ทราบข้อมูล หรือข่าวสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     3.บริษัท ร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์ สั่งห้ามการซื้อขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักทรัพย์ของตนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รอการเปิดเผยข้อมูล หรือข่าวสารที่สำคัญ และตลาด หลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.มีเหตุอื่นใด ที่อาจมีผลกระทบ อย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;SP : Trading Suspension&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเครื่องหมาย แสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซื้อขาย  ซึ่งตลาดหลักทรัพย์  มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องหมาย SP ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     1.เมื่อเกิดกรณีเช่นเดียวกับข้อ 1 ถึง 3 ของการขึ้นเครื่องหมาย H&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตลาด หลักทรัพย์ เห็นว่า บริษัท   ไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลได้ในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     2.บริษัทฝ่าฝืน หรือละเลย  ไม่ปฏิบัติตามฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตลาดลักทรัพย์ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มติคณะกรรมการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อตกลง ตลอดจนหนังสือเวียน ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทปฏิบัติตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     3.บริษัท ไม่นำส่งงบการเงิน ให้ตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับแต่วันที่ตลาดลักทรัพย์ขึ้น เครื่องหมาย NP ไว้บนกระดานของหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     4.บริษัทนำส่งงบการเงินล่าช้าติดต่อกัน 3 ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     5.หลักทรัพย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอน หรืออยู่ระหว่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรับปรุงสถานภาพเพื่อให้ พ้นข่ายการถูกเพิกถอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     6.หลักทรัพย์ จะครบกำหนดเวลา ในการไถ่ถอนหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแปลงสภาพหรือการใช้สิทธิหรือ การขายคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     7.&lt;br /&gt;มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;NP : Notice Pending&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทจดทะเบียน มีข้อมูล  ที่ต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;NR : Notice Received&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการชี้แจงข้อมูล จากบริษัทจดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ได้มีการ Pending (NP) ไว้แล้วและจะขึ้นเครื่องหมาย NR&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเวลา 1 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;NC  : Non-Compliance&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;CM : Call Market&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทจดทะเบียน ที่มีการกระจาย การถือหุ้นไม่ครบถ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วย การดำรงสถานะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำหนดให้  หุ้นสามัญ  ของบริษัทดังกล่าว ทำการซื้อขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีการ &lt;a href=&quot;http://www.set.or.th/th/operation/trading/callmkt_p1.html&quot;&gt;Call Market&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;ST : Stabilization&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งข้อมูล จาก ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/blog-post_06.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-1748399687089125251</guid><pubDate>Fri, 06 Nov 2009 05:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-06T12:21:55.186+07:00</atom:updated><title>Dollar Index ตอนที่ 3 / แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ในอนาคต</title><description>&lt;a href=&quot;http://www.investorchart.com/images/column_1256481156/dxyo%20month.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;WIDTH: 449px; CURSOR: hand; HEIGHT: 207px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.investorchart.com/images/column_1256481156/dxyo%20month.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;โดยสรุปภาพรวม&lt;/span&gt; จะเห็นว่า แนวโน้มของค่าเงินสกุลดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระยะยาว ยังคงเป็นการอ่อนค่าต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากกราฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของ Dollar Index ในระดับ Month ได้ปรับตัวลงเกิดสัญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bearish Signal จาก MACD ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำให้เกิดการอ่อนตัวต่อเนื่องเป็นปีๆ เลยทีเดียว ได้แก่ปี 2002&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปี 2006 ที่ค่าของ MACD  ต่ำกว่าเส้นศูนย์  ที่บ่งบอกถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวโน้มที่เป็นขาลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปัจจุบัน พี่งเกิดสัญญาณมาได้ เพียงสองเดือนเท่านั้น คือ Sep’09&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และ Oct’09 ซึ่งหากมอง ในมุมปัจจัยพื้นฐาน ก็ยังคงเห็นว่าแนวโน้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ยังคงเป็นการอ่อนค่าต่อเนื่อง เพื่อต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ด้วยการส่งออก และแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จะยังคงสภาพไปอย่างน้อยอีก 6เดือน ถึงช่วง Q2 ของ2010&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น  เมื่อสรุปจากมุมมอง  ที่กล่าวมาแล้ว การถือครองสินทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินสกุลดอลลาร์ควรจะเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนสินทรัพย์ ที่จะได้ประโยชน์อย่างมากเลย คือทองคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะดูเหมือน จะเป็นสินค้า ที่มีความสัมพันธ์ตรงกันข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับดอลลาร์มากที่สุด และเหตุนี้เอง ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ ทำให้เราได้เห็นว่า แนวโน้ม  ของนักลงทุนทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยายามที่จะกระจายสินทรัพย์ต่างๆ ออกมา เพื่อมาลงทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภูมิภาค  ที่น่าจะมีเศรษฐกิจ และค่าเงิน  แข็งแรงกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหรัฐอเมริกา จึงทำให้เราเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันยังคงมีเม็ดเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลงทุนจำนวนมาก ที่ยังเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเซีย ทั้งใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดการเงิน หรือ ในตลาดหุ้นเองก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วงเกิดวิกฤติ จะมีหลายกองทุนต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เสียหายและขนเงินกลับอเมริกา โดยขายสินทรัพย์ทุกอย่างออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วถือเป็นเงินสดจำนวนมาก หรือถืออยู่ในรูปพันธบัตรของอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ณ ปัจจุบัน สภาวะเงินลงทุน ล้นระบบเพราะดอกเบี้ยตลาดโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ในระดับที่ต่ำมาก  ส่งผลให้ตราสารหนี้ ใน ปัจจุบันมีผลตอบแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่อยู่ในระดับต่ำมากเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงทำให้เกิดปริมาณเงินลงทุน ไหลกลับมาลงทุนในเอเซีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือตราสารอื่นๆ นอกจากตราสารหนี้อีกครั้ง เช่นหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น หากค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีการอ่อนตัว การถือสินทรัพย์ที่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปสกุลอื่นๆ หรือกระจายไป  ในสินทรัพย์  ที่ไม่ใช่เงินสกุลดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะเป็นทางออกที่ดี ในปี 2010 แน่ แน่…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772067&amp;amp;Ntype=4&quot;&gt;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772067&amp;amp;Ntype=4&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/dollar-index-3.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-7970806619912581909</guid><pubDate>Fri, 06 Nov 2009 04:59:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-06T12:10:59.703+07:00</atom:updated><title>Dollar Index ตอนที่ 2 / ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์</title><description>Dollar Index ตอนที่ 2 /  ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า Dollar Index นั้นเป็นดัชนีสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการบอกถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;1.ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินต่างๆ&lt;/span&gt; เช่น ไทยบาทต่อดอลลาร์ ,&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เยนต่อดอลลาร์ , ปอนด์ ต่อดอลลาร์ หรือ ยูโรต่อดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งหมายความว่า หาก Dollar index มีการอ่อนค่าลง ก็จะส่งผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแนวโน้มของเงินสกุลต่างๆ ว่ามีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินสกุลต่าง จะแข็งค่าต่อเงินสกุลดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเชื่อมั่น และ Demand &amp;amp; Supply ของเงินสกุลนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ามีมากน้อยอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;2.กระแสเงิน (Fund Flow)&lt;/span&gt; ที่มักจะเข้าไปลงทุนในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มีค่าเงินแข็งกว่าเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งจะเข้าทั้งในตลาดตราสารเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และตลาดทุน โดยจะเห็นว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อเงินบาทไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีแนวโน้มที่จะแข็งค่า ก็มักจะมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูจะเป็นสัดส่วนเดียวกับเงินบาทที่แข็งค่า คือต่างชาติมักจะซื้อหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเห็นว่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่า  และจะขายเมื่อเงินบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีแนวโน้มอ่อนค่าดังตัวอย่างในรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า ในปี 2008   เกิดการขายของนักลงทุนต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ก็เป็นได้ เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซับไพร์ม ที่ทำให้เงินลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขาย เพื่อนำเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาอุ้มวิกฤติ ในประเทศอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;3.ราคาทองคำ&lt;/span&gt;  เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ เปรียบเสมือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินสกุลหลัก ในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งหากค่าเงินดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไป ก็จะทำให้เงินดอลลาร์ถูกแปลงสภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นทองคำเป็นต้น โดยในอดีตที่ผ่านมา ทองคำเปรียบเสมือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินสดสกุลหนึ่ง ที่มีสภาพคล่อง และสามารถใช้เป็นสินทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี  ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มักจะมีความสัมพันธ์แบบผกผันคือ หากดอลลาร์อ่อน ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากดอลลาร์แข็ง ทองคำจะปรับตัวลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;4.ราคาน้ำมัน &lt;/span&gt;ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมัน มักจะเป็นสัดส่วนผกผัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับดัชนีค่าเงินดอลลาร์ กล่าวคือ ราคาน้ำมัน  มักปรับตัวสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อค่าเงินดอลลาร์มีการอ่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;โดยปัจจัยที่ 1&lt;/span&gt; คือ เงินสกุลดอลลาร์  เปรียบเสมือนสกุลหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ธัญพืช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย จึงทำให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ต้องการที่จะขายสินค้าในมูลค่าทางการเงินเท่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(คือยังได้เงินดอลลาร์มาซื้อสินค้าอย่างอื่นในปริมาณหรือขนาดเท่าเดิม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หาก  ค่าเงินดอลลาร์อ่อน ก็หมายถึงอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลดน้อยลง จึงทำให้ผู้ขายสินค้าเหล่านี้  ปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาชดเชยมูลค่าดอลลาร์ที่ขาดหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-size:130%;&quot;&gt;ปัจจัยที่ 2&lt;/span&gt; อาจเกิดสภาวะการเก็งกำไร เข้าถือครองใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินทรัพย์ โภคภัณฑ์ (commodities) มากขึ้นเมื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า เพราะผู้ลงทุนทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่างมุ่งหวัง ที่จะถือสินทรัพย์ ที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์รวมที่ได้ลงทุนไว้ ดังนั้น เมื่อแนวโน้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็จะส่งผลให้ราคา Commodities ปรับตัวสูงขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772066&amp;amp;Ntype=2&quot;&gt;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772066&amp;amp;Ntype=2&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/dollar-index-2.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-7519064985044508495</guid><pubDate>Fri, 06 Nov 2009 04:24:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-06T11:57:32.124+07:00</atom:updated><title>Dollar Index ตอนที่ 1 / Dollar index คืออะไร</title><description>&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Dollar Index&lt;/span&gt; นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเงินอันหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มักจะ เป็นตัวบ่งบอก ถึงแนวโน้มการลงทุน หรือกระแส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินลงทุน ที่จะเคลื่อนที่ ไปมา ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ทั่วโลก ต่างหยิบยก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์มาเป็นตัวกำหนด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลยุทธ์ การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างที่เราเห็นกันในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างมากมายแต่ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาดูถึงความสำคัญของดัชนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินดอลลาร์ คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การคำนวณดัชนีนี้ มีที่มาอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;Dollar Index&lt;/span&gt; คือ ดัชนีที่วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระบบตระกร้าเงินที่เป็นการเฉลี่ยน้ำหนักเงินสกุลต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6สกุลหลัก ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Euro (EUR), 57.6% weight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Japanese yen (JPY), 13.6% weight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Pound sterling (GBP), 11.9% weight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Canadian dollar (CAD), 9.1% weight&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Swedish krona (SEK), 4.2% weight and&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• Swiss franc (CHF) 3.6% weight.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.investorchart.com/images/column_1256461781/us-dollar-index-weights.gif&quot;&gt;&lt;img style=&quot;WIDTH: 376px; CURSOR: hand; HEIGHT: 234px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.investorchart.com/images/column_1256461781/us-dollar-index-weights.gif&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งหมายความว่า เงินแต่ละสกุล จะมีน้ำหนักในตระกร้าเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสัดส่วนน้ำหนัก ที่แจ้งมาดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าเงิน ที่มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ ยูโร เพราะมีสัดส่วนในตระกร้าเงิน 57.6% และรองลงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือเยน ญี่ปุ่นและ ปอนด์ อังกฤษ ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยทั้งนี้ จะเห็นว่าตระกร้าเงินดอลลาร์ มีความผูกผันกับค่าเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึง 6 สกุลหลัก แต่มีความผูกผันถึง 20 เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ใช้เงินสกุลยูโรมีถึง 15ประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัชนีนี้ ได้มีการเริ่มต้นคำนวณมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ดัชนี 100 ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 160 และต่ำสุดที่ 70.698&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ 16 มี.ค. 2008 ซึ่งทั้งนี้ดัชนีนี้ ได้มีการซื้อขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตลาด IntercontinentalExchange ที่นิวยอร์ค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยจะเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ เย็นวันอาทิตย์ (16.00 น.เวลานิวยอร์ค)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอด24ชั่วโมงถึงวันศุกร์เย็น (16.00 น. นิวยอร์ค)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยสูตรการคำนวนมีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;USDX = 50.14348112 × EURUSD^(-0.576) × USDJPY^(0.136)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;× GBPUSD^(-0.119) × USDCAD^(0.091) × USDSEK^(0.042)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;× USDCHF^(0.036)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772063&amp;amp;Ntype=4&quot;&gt;http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=538772063&amp;amp;Ntype=4&lt;/a&gt;</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/dollar-index-1-dollar-index.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-839897863218011302.post-1278566787364626876</guid><pubDate>Thu, 05 Nov 2009 10:23:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-05T18:08:06.585+07:00</atom:updated><title>นิทานของบริษัทหลักทรัพย์</title><description>&lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/medias/20091012/22783.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;WIDTH: 250px; CURSOR: hand; HEIGHT: 167px&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.posttoday.com/medias/20091012/22783.jpg&quot; border=&quot;0&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกิจการซื้อขายหุ้นเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำความได้ว่ามีการจัดเก็บค่านายหน้าซื้อขายหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ค่าคอมมิชชัน) ที่ 0.50% ต่อหนึ่งรายการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัยนั้นเหล่าบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องมีใบอนุญาต และซื้อที่นั่ง (Seat) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ว่ากันว่าความเป็นสมาชิกของ ตลท. ตอนหลังมีการประมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สูงถึง 300 ล้านบาทต่อใบ และมีจำนวนโบรกเกอร์สูงถึง 50ราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนั้นการซื้อขายหุ้นยังเป็นแบบมือ (Manual)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีกระดานไว้ให้เคาะ ตกลงซื้อขาย ยังไม่มีระบบคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำนวนหุ้นก็มีอยู่ราว 100 กว่าตัว และหมวดหมู่ก็มั่วๆ กันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เห็นมีหมวดเด่นๆ คือ ธนาคารเงินทุนหลักทรัพย์ ส่วนก่อสร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มที่ดินยังไม่มี และการซื้อขายหุ้นแค่ภาคเช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังการลดค่าเงินบาท 14.8% ในปี 2527 เริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของไทยแบบส่งออกนำ ส่งผลให้ผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เติบโตอย่างก้าวกระโดด ดัชนีตลาดหุ้น (Set) ขึ้นจุดสูงสุดในปี 2533&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ 1,143.78 จุด และก็เกิดวิกฤตตลาดหุ้นไทยครั้งที่ 1 เนื่องจากอิรักบุกคูเวต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัชนีตกต่ำสุดที่ 536.74 จุด ในปีเดียวกัน พื้นฐาน Set ยังคงแกร่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บจ.ยังคงมีการขยายงานมหาศาลลงทุนเกินขนาด ส่งผลอัตราดอกเบี้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงินฝากสูงถึงระดับ 14-18% ต่อปี ในปลายปี 2536 เงินทุนต่างชาติไหลเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลักดัชนี Set ขึ้นสูงสุดตลอดกาลที่ 1,789.16 จุดในวันทำการแรกของปี 2537&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2540 เกิดวิกฤตการเงิน ค่าเงินบาทลอยตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ 2 ก.ค. 2540 และในเดือนก.ย.ปี 2551&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดวิกฤตการเงินสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือเป็นวิกฤตตลาดหุ้นไทยครั้งที่ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นครั้งแรกในปี 2544&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าในปี 2543 นั้นยังจัดเก็บค่าคอมมิชชันที่ 0.50%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบว่าไปตกลงกันท่าไหน จึงเปิดเสรีในวันที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 ต.ค. 2544–13 ม.ค. 2545 โดยคิดค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.14%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฏโบรกเกอร์ขาดทุนกันทั่วหน้า ในต้นปี 2545 จึงมาคุยกันใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตกลงใช้ค่าคอมมิชชันที่ 0.25% มาจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำเน็ตเซตเทิลเมนต์ (Net Settlement) ก่อนหน้านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การซื้อขายหุ้นต้องชำระเงินภายในวันที่ 3 คือ T+3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และต้องมีการชำระก่อนถึงจะรับเงินได้ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โบรกเกอร์มีการแข่งขันสูง มีบางรายอนุญาตให้ลูกค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชำระส่วนต่างของมูลค่าซื้อขายแต่ละวัน (เน็ต)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งขณะนั้นผิดกฎหมายอยู่ เพื่อความเป็นธรรม จึงมีการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตกลงให้ทำ Net Settlement ได้ จนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Remisier (รีไมซิเออร์) หรือนายหน้าแบ่งรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังวิกฤตการเงินปี 2540 เหล่าโบรกเกอร์ไทยต้องการลดต้นทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และผลักภาระความเสี่ยงออกจากตัว จึงยืมเอาหลักการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ใช้กันอยู่ในมาเลเซียและสิงคโปร์คือหลักการมาร์เก็ตติง (ตัวแทน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบแบ่งกำไร เปลี่ยนสถานะมาร์เก็ตติงจากลูกจ้างเป็นผู้ประกอบกิจการร่วม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งมีชื่อเรียกเพราะๆ ว่า รีไมซิเออร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ 6 เดือนแรกของปี 2552 รวม 11 โบรกเกอร์มีส่วนแบ่งตลาดที่ 42.53%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีค่าคอมมิชชันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.20% โดย บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือ UOBKH มีค่าคอมมิชชันเฉลี่ยสูงสุดที่ 0.24% และ บล.บีฟิท (BSEC)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีค่านายหน้าต่ำสุดที่ 0.12%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน รวม 11 โบรกเกอร์มีโครงสร้างรายได้ถึง 60.1%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาจากค่านายหน้า และที่เหลืออีก 39.9% มาจากค่าธรรมเนียม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซื้อขายหุ้น ดอกเบี้ย หรืออื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2553-2554 จะเปิดเสรีแบบขั้นบันได และในปี 2555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเปิดเสรีเต็มที่ มาร์เก็ตติงแบบแบ่งกำไร จะมีเวลาปรับตัว 2 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนใบอนุญาตกิจการหลักทรัพย์ก็จะถูกลงด้วย จากเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ขายกัน 50-100 ล้านบาทต่อใบ จะเหลือเพียงใบละ 20 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ ยังมีอุปสรรคของการเข้าสู่กิจการ (Entry Barrier)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะมีการกำหนดทุนขั้นต่ำไว้ที่ 500 ล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาความเสี่ยงคืนไป เอาเงินเดือนของเราคืนมา ในปี 2555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีการเปิดเสรีค่าคอมมิชชันแล้ว จะเกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) เชื่อว่ารูปแบบมาร์เก็ตติงแบบแบ่งกำไรน่าจะยังมีอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะเป็นระดับโบรกเกอร์ต่อลูกค้าโดยตรง ส่วนวิธีการนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วแต่พิจารณา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) มาร์เก็ตติง โดยทั่วไปจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นลูกจ้างบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำให้ความเสี่ยงของต้นทุนกลับไปอยู่กับโบรกเกอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3) อาจยังมีมาร์เก็ตติงแบบมีเงินเดือนตายตัว แบ่งกำไรแบบขั้นบันได&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะเกิดในรูปแบบใดสำหรับมาร์เก็ตติงในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเสี่ยงด้านการแบกรับต้นทุนนั้น จะกลับคืนสู่โบรกเกอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้จะลดลงในตอนต้น และจะดีดขึ้นในตอนหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังลดค่าคอมมิชชันเหลือ 0.25% ในปี 2545&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 8,390 ล้านบาท/วัน และเพิ่มเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.89 หมื่นล้านบาท ในปี 2546 เช่นนี้ เราอาจคาดหวังได้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2556 หลังการเปิดเสรีเต็มที่แล้ว มูลค่าซื้อขายต่อวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาดหวังแบบหัวแม่โป้ง (Rule of Thumb) ตอนค่าคอมมิชชัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ที่ 0.50% เปิดเสรีเหลือ 0.14% หรือลดลงราว 70%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากนำ 0.25% ลบออกสัก 70% จะเหลือค่าคอมมิชชันที่ 0.075%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราเชื่อว่าหลังเปิดเสรีในปี 2555 ค่าคอมมิชชันจะลดลงสู่ 0.075%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะไม่เกินกว่า 0.14% เฉลี่ยค่าคอมมิชชันจะอยู่ที่ 0.10%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากอิงตัวเลขนี้ อาจอนุมานได้ว่ามูลค่าซื้อขายในปี 2556 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจเพิ่มกว่าตอนนี้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท/วันกว่าเท่าตัว หรืออาจเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.2 หมื่นล้านบาทนั้นเป็นเรื่องปกติได้ และหากเป็นช่วงเวลาดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะสูงถึง 4-5 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงสร้างรายได้ ค่านายหน้าของโบรกเกอร์ จะลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี 2555 เป็นต้นไป รายได้จะเพิ่มขึ้นใน 2 ส่วน คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นมากขึ้น (พอร์ตเทรด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจะเห็นโบรกเกอร์ปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อมากขึ้น (มาร์จินโลน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านบุคลากรจะเปลี่ยนแปลง ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1) มาร์เก็ตติงจะกลับมาเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้อาจยังมีแบบแบ่งกำไรหลงเหลือบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) มาร์เก็ตติงและฝ่ายวิเคราะห์จะรักกันมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นต้นทุนหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(3) ฝ่ายควบคุมความเสี่ยงจะทำงานหนักขึ้น เพราะโบรกเกอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเสี่ยงมากขึ้นโดยเพราะปล่อยมาร์จินเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(4) อาจเกิดฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้มาร์จิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(5) ผู้บริหารเป็นมืออาชีพมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(6) บุคลากรที่ปรับตัวไม่ได้จะ ถูกตลาดขับออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจะเกิดเลือดใหม่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเปิดเสรีแล้ว จะได้ยินคำว่า มาตรฐานของมืออาชีพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจรรยาบรรณมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังปี 2555 จะเห็นผลกำไรของโบรกเกอร์ กลับมาเติบโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้อย่างก้าวกระโดด ส่วนความเสี่ยงในการทำกำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ของเหล่าโบรกเกอร์นั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าค่านายหน้าเปิดเสรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อยู่ว่าเมื่อมูลค่าซื้อขายมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท/วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะส่งผลให้มีผู้เล่นหน้าใหม่ (โบรกเกอร์ใหม่) เข้าสู่ตลาดมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นแหละถือว่าเป็นความเสี่ยงในอุตสาหกรรมซื้อขายหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าด้วยประสิทธิภาพการรักษาไว้ซื้อผลกำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราขอจบนิทานเรื่องนี้ด้วยคำถามว่า “การทยอยเปิดเสรีในปี 2553-2554 นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนในวงการนี้ต้องการก่อให้เกิดต้นทุนในตัวเอง หรือจะสร้างมูลค่าให้ตัวเองหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะทำอย่างไร? อันนี้เป็นคำถามที่ต้องตอบตัวเอง และจะต้องได้คำตอบก่อนปี 2555 !!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : โพสต์ ทูเดย์&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=71145#comment&quot; rel=&quot;nofollow&quot;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552</description><link>http://imbroker.blogspot.com/2009/11/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (On Off)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>