<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>ความรู้ทั่วไป</title><description></description><managingEditor>noreply@blogger.com (Unknown)</managingEditor><pubDate>Fri, 25 Oct 2024 12:33:31 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">2</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://general-columnist.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle/><itunes:category text="Education"/><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>ประโยชน์ของวิตามินบี</title><link>http://general-columnist.blogspot.com/2009/06/blog-post.html</link><category>ประโยชน์ของวิตามินบี</category><category>วิตามิน B</category><category>วิตามินบี</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Mon, 15 Jun 2009 10:33:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-332958090358202487.post-3059741622234651922</guid><description>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi49XC9r50g7Mcp7AjICF2FmSiluzd0cWiEXcBnIosdcvu3FzdNZUBdafDHPO5r9sCB2vcQYgLgVxsVFQ4nCIUkI2aUGwF-4a56GC48y0XOjYdEBrJo5F0TBh6JPrQiv-3shJlO9AwctLk/s1600-h/vitamin-20b.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi49XC9r50g7Mcp7AjICF2FmSiluzd0cWiEXcBnIosdcvu3FzdNZUBdafDHPO5r9sCB2vcQYgLgVxsVFQ4nCIUkI2aUGwF-4a56GC48y0XOjYdEBrJo5F0TBh6JPrQiv-3shJlO9AwctLk/s320/vitamin-20b.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5347393875320520370" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วิตามินบี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มวิตามิน B&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหลายตัวดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. วิตามิน B1 คือ THIAMINE&lt;br /&gt;2. วิตามิน B2 คือ RIBOFLAIN&lt;br /&gt;3. วิตามิน B3 คือ NIACIN หรือ NICOTINIC ACID หรือ NIACINA MIDE&lt;br /&gt;4. วิตามิน B5 คือ PANTOTHENIC ACID&lt;br /&gt;5. วิตามิน B6 คือ PYRIDOXINE&lt;br /&gt;6. วิตามิน B12 คือ CYANO COBALAMIN&lt;br /&gt;7. วิตามิน B15 คือ PANGAMIC ACID&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามิน B1 (THIAMINE)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามิน B1 มีมากในเมล็ดข้าวต่าง ๆ ที่ไม่ได้ขัดให้ขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวแดง ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ถั่ว รำข้าว และยีสต์ที่ตายแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการเมื่อขาดวิตามิน B1 เริ่มจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื่ออาหาร นอนหลับยาก ความคิดสับสน สมองมึนงง อารมณ์แปรปรวน หากขาดรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน ชาตามปลายมือปลายเท้า รุนแรงมากขึ้นอาจเป็นอัมพาต และโรคหัวใจวายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ของวิตามิน B1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   1. ช่วยให้รู้สึกเจริญอาหาร&lt;br /&gt;   2. ช่วยให้สมองไม่มึนงงไม่สับสนมองโลกในแง่ดี มีความคิดอ่านดี ให้พลังงานแก่ประสาท และสมองและการสร้างสารอะเซททิลโคลีน&lt;br /&gt;   3. ช่วยให้ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อทำงานดีสัมพันธ์กัน&lt;br /&gt;   4. ช่วยรักษาโรคเหน็บชา&lt;br /&gt;   5. ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น&lt;br /&gt;   6. ช่วยให้ไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่ขาดวิตามิน B1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   1. รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1 ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ หรือรับประทานอาหารที่ไม่ใช่ วิตามินB&lt;br /&gt;   2. รับประทาน อาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายต้องใช้ วิตามิน B ไปมากในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต จนร่างกายขาดวิตามิน B&lt;br /&gt;   3. การหุงต้มอาหาร ในความร้อนนานเกินไปทำให้ วิตามิน B ความร้อนทำลาย&lt;br /&gt;   4. ผู้สูงอายุ อาจจะมีการดูด ซึมวิตามิน B ไม่ดี&lt;br /&gt;   5. ผู้ที่ดื่มสุรา เป็นอาจิณ ทำให้วิตามิน B ถูกแอลกอฮอล์ทำลายหมด และวิตามิน B ดูดซึมเข้าไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามิน B2 (RIBOFLAVIN)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารที่มีวิตามิน B2 พบในอาหารประเภท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เครื่องใน เช่น ตับ ไต (เซี่ยงจี๊)&lt;br /&gt;- น้ำนม และนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต)&lt;br /&gt;- ผักใบเขียว และ ปลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยชน์ ของวิตามิน B2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก&lt;br /&gt;- ช่วยให้ผมและเล็บ แข็งแรง และผิวหนังแข็งแรง&lt;br /&gt;- ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต้อกระจก&lt;br /&gt;- ช่วยให้ระบบประสาท หู และตา ทำงานดี&lt;br /&gt;- ช่วยให้ไม่เกิดโรคปากนกกระจอก และแผลในปากเปื่อย&lt;br /&gt;- ช่วยไม่ให้เกิดแผลโคนลิ้น หรือลิ้นแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เกิดแผลแตกตรงมุมปากที่เรียกว่าแผลปากนกกระจอก&lt;br /&gt;- เกิดแผลในเยื่อช่องปากที่เรียกว่า แผลปากเปื่อย ซึ่งอาจจะเกิดแผลที่ลิ้น และลิ้นจะแดงแตก&lt;br /&gt;- เกิดตาระคายเคือง ขอบตาและหนังตาแห้งเป็นสะเก็ด ระคายเคือง&lt;br /&gt;- ผิวหนังรอบ ๆ รูจมูก และหน้าผากจะแห้งตกสะเก็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามิน B3 (NIACIN)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารที่มีวิตามิน B3 ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ตับวัว, หัวใจวัว, ไตวัว&lt;br /&gt;- เนื้อกระต่าย, ไก่งวง, ไก่เนื้อ&lt;br /&gt;- ปลาทูน่า แป้งสาลี่ที่บดทั้งเมล็ด&lt;br /&gt;- เมล็ดในดอกทานตะวัน, ถั่ว และยีสต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการของผู้ที่ขาดวิตามิน B3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เบื่ออาหารไม่ค่อยรู้รสอาหาร&lt;br /&gt;- ลิ้นแห้ง&lt;br /&gt;- ผิวหนังเป็นผื่นแดง ตกสะเก็ด เรียกว่าโรค PELLAGRA&lt;br /&gt;- อารมณ์แปรปรวน หลงๆ ลืมๆ สับสน ตกใจง่าย บางคนประสาทหลอน จิตใจหดหู่&lt;br /&gt;- บางคนจะมีความรู้สึก ท้องอืด ท้องอึดอัด&lt;br /&gt;- บางคนเดินทรงตัวไม่ไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางการแพทย์ได้มีการใช้วิตามิน B3 ผลิตเป็นยาในสภาพที่วิตามินตัวนี้เป็นกรด เรียกว่า ไนอาซินาไมด์ มารักษาโรคต่างๆ เช่น โรคขาดสมาธิ จิตใจ และอารมณ์กระวนกระวาย หรือพวกจิตซึมเศร้า พวกคนไข้ที่อ่อนเพลียระเหี่ยใจ , พวกตื่นเต้นตกใจง่าย และพวกที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ดี และ ใช้รักษาโรคผิวหนังที่เรียก โรค PELLAGRA ที่เกิดจากขาดวิตามิน B3 เรื้อรังมานาน จนเกิดโรครุนแรงขึ้นได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : http://www.thainakarin.co.th/tipsdetailth.php?id=45</description><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" height="72" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi49XC9r50g7Mcp7AjICF2FmSiluzd0cWiEXcBnIosdcvu3FzdNZUBdafDHPO5r9sCB2vcQYgLgVxsVFQ4nCIUkI2aUGwF-4a56GC48y0XOjYdEBrJo5F0TBh6JPrQiv-3shJlO9AwctLk/s72-c/vitamin-20b.jpg" width="72"/><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>5 วิธีลดความดันสูงด้วยการรักษาทางเลือก</title><link>http://general-columnist.blogspot.com/2009/06/5.html</link><category>ความดันโลหิตสูง</category><category>วิธีลดความดันสูง</category><author>noreply@blogger.com (Unknown)</author><pubDate>Thu, 11 Jun 2009 21:40:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-332958090358202487.post-4051725397622794137</guid><description>ปริมาณเกลือที่รับประทาน มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ที่รับประทาน&lt;br /&gt;เกลือมาก จะพบว่ามีความดันสูงมากกว่าผู้ที่รับประทานเกลือน้อยกว่า ดังนั้น &lt;br /&gt;วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดจะต้องลดเกลือ เพิ่มผักผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;ตรวจเช็คความดันโลหิตทุก 6 เดือน และหากพบความดันโลหิตสูงผิดปกติ&lt;br /&gt;ควรรีบดูแลรักษาปละปรับพฤติกรรมตามหลักปัญจกิจ หรือร่วมกับ 5 แนวทาง&lt;br /&gt;การรักษาทางเลือกที่เรานำมาฝากกันค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. คันธบำบัด มีคำแนะนำมากมายจากอโรมาเทอราปิสต์ ให้ใช้น้ำมันหอมระเหย&lt;br /&gt;บางชนิดช่วยบำบัดอาการ และทำให้ผ่อนคลาย เช่น น้ำมันหอมระเหย กลิ่นคาโมไมล์&lt;br /&gt;ลาเวนเดอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การบำบัดด้วยอาหาร ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม และหันมาเพิ่มอาหาร&lt;br /&gt;ที่มีธาตุโพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;กล้วย มันฝรั่ง และผักใบเขียวต่างๆ เช่น เซเลอรี่(ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) ซึ่งถือเป็นผักที่ดี&lt;br /&gt;ในการลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การบำบัดด้วยสมุนไพร การดื่มน้ำสมุนไพรจากขึ้นฉ่าย กระเจี๊ยบแดง&lt;br /&gt;และบัวบก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การผ่อนคลายและทำสมาธิ เทคนิคการทำสมาธินั้นมีประโยชน์ช่วยรักษาระดับ&lt;br /&gt;ความดันโลหิต จากการศึกษามีคำแนะนำว่า การทำสมาธิ 20 นาที วันละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;จะช่วยลดความดันโลหิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. โสตบำบัด คำแนะนำจากนักวิจัยเพื่อช่วยลดความดันโลหิต คือให้ฟังเพลงที่ช่วย&lt;br /&gt;ผ่อนคลาย แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองซึมซับเอาพลังงานเสียภาพประกอบจาก http://www.umich.edu/news/Releases/2004/Sep04/img/blood_press.jpgงเข้าไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดันโลหิตสูงนั้นป้องกันได้&lt;br /&gt;ถ้าเริ่มต้นปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวคุณ&lt;br /&gt;สู่วิถีชีวิตที่มีความสุขทั้งกายและใจตั้งแต่วันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : เกร็ดสุขภาพ(วัยสูงอายุ) นิตยสาร ชีวจิต&lt;br /&gt;ฉบับที่ 191 ปีที่ 8 กันยายน 2549</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item></channel></rss>