<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>Chapterpiece</title>
	
	<link>http://www.chapterpiece.com</link>
	<description>Project Management Community for Thai</description>
	<lastBuildDate>Sun, 29 Jan 2012 11:03:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Chapterpiece" /><feedburner:info uri="chapterpiece" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><feedburner:emailServiceId>Chapterpiece</feedburner:emailServiceId><feedburner:feedburnerHostname>http://feedburner.google.com</feedburner:feedburnerHostname><item>
		<title>คงจะไม่ใช่แค่ Scope – Schedule – Resources อีกต่อไป — ภาคหนึ่ง</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Chapterpiece/~3/vfAU3KtlqHE/</link>
		<comments>http://www.chapterpiece.com/project-management/2012/01/29/not-just-scope-schedule-resources-anymore-part-1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 11:03:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kannique</dc:creator>
				<category><![CDATA[Project Management]]></category>
		<category><![CDATA[Metrics]]></category>
		<category><![CDATA[project manager]]></category>
		<category><![CDATA[Tips]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chapterpiece.com/?p=5136</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้อ่านบทความหนึ่งของ James Slavet นักลงทุนในธุรกิจออนไลน์เกิดใหม่ (ก็พวก Groupon, Facebook และ LinkedIn) แล้วรู้สึกน่าสนใจมากครับ เป็นบทความที่พูดถึงเรื่อง Management Metrics แบบใหม่ที่เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน ใจความสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ Most managers only measure outputs, not inputs, &#8230; ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ สังเกตได้จากการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นผลลัพธ์ทั้งสิ้น เช่น ปีนี้จะได้รายได้เท่าไร กำไรเท่าไร ผู้ถือหุ้นจะได้เงินปันผลเท่าไร และอื่นๆ เอาใกล้ตัวเข้ามาหน่อยอย่าง Project Management &#8230; Metrics ที่ว่าก็คงไม่พ้น (1) ทำ Project เสร็จตาม Scope มั้ย? (2) ตรงตาม Schedule ที่กำหนดรึเปล่า? (Schedule Variance) (3) แล้วงบประมาณหละเกินมั้ย? (Cost Variance) ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นผลลัพธ์ปลายทางทั้งสิ้นครับ เปรียบไปก็คล้ายกับการไปกำหนดให้ทีมฟุตบอลยิงประตูให้ได้มากกว่านี้โดยไม่ใส่ใจดูว่าเราจะปรับปรุงพัฒนากระบวนการฝึกซ้อม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์คู่แข่ง [...]


Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/03/04/project-delay-by-bad-vendor/' rel='bookmark' title='Permanent Link: เมื่อ Project ต้อง Delay เพราะ Vendor ที่ไม่มีคุณภาพ'>เมื่อ Project ต้อง Delay เพราะ Vendor ที่ไม่มีคุณภาพ</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/04/03/flexibility-matrix-is-a-great-tool-for-project-manager/' rel='bookmark' title='Permanent Link: จัดการปัญหาอย่างมั่นใจด้วย Flexibility Matrix'>จัดการปัญหาอย่างมั่นใจด้วย Flexibility Matrix</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/software-development-process/2010/04/24/how-to-build-software-4/' rel='bookmark' title='Permanent Link: กระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างมืออาชีพ &#8212; ภาค4'>กระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างมืออาชีพ &#8212; ภาค4</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">ผมได้อ่าน<a href="http://www.linkedin.com/news?actionBar=&amp;articleID=979615744&amp;ids=c3sSd3AMcPwVb30VdjkPcz8UeiMNdP8Rcj0Qe3AIdz8Rej4RejsVb3gQdPkNdzATeiMPe3oOcP8Oe3AIdjsVd3cNc3wV&amp;aag=true&amp;freq=weekly&amp;trk=eml-tod2-b-ttl-2&amp;ut=07NWP3iEhFK501" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.linkedin.com/news?actionBar=_amp_articleID=979615744_amp_ids=c3sSd3AMcPwVb30VdjkPcz8UeiMNdP8Rcj0Qe3AIdz8Rej4RejsVb3gQdPkNdzATeiMPe3oOcP8Oe3AIdjsVd3cNc3wV_amp_aag=true_amp_freq=weekly_amp_trk=eml-tod2-b-ttl-2_amp_ut=07NWP3iEhFK501&amp;referer=');">บทความหนึ่งของ James Slavet</a> นักลงทุนในธุรกิจออนไลน์เกิดใหม่ (ก็พวก Groupon, Facebook และ LinkedIn) แล้วรู้สึกน่าสนใจมากครับ เป็นบทความที่พูดถึงเรื่อง Management Metrics แบบใหม่ที่เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน ใจความสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ</p>
<blockquote><p><span style="font-size: small;">Most managers only measure outputs, not inputs, &#8230;</span></p></blockquote>
<p><span style="font-size: small;">ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ สังเกตได้จากการตั้งเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นผลลัพธ์ทั้งสิ้น เช่น ปีนี้จะได้รายได้เท่าไร กำไรเท่าไร ผู้ถือหุ้นจะได้เงินปันผลเท่าไร และอื่นๆ เอาใกล้ตัวเข้ามาหน่อยอย่าง Project Management &#8230; Metrics ที่ว่าก็คงไม่พ้น (1) ทำ Project เสร็จตาม Scope มั้ย? (2) ตรงตาม Schedule ที่กำหนดรึเปล่า? (Schedule Variance) (3) แล้วงบประมาณหละเกินมั้ย? (Cost Variance) ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นผลลัพธ์ปลายทางทั้งสิ้นครับ เปรียบไปก็คล้ายกับการไปกำหนดให้ทีมฟุตบอลยิงประตูให้ได้มากกว่านี้โดยไม่ใส่ใจดูว่าเราจะปรับปรุงพัฒนากระบวนการฝึกซ้อม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์คู่แข่ง กระบวนการเฟ้นหาตัวผู้เล่นที่เหมาะสมกับทีม และกระบวนการอื่นๆครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ด้วยความคิดแบบนี้ก็เลยเป็นที่มาของชื่อบทความ &#8220;คงจะไม่ใช่แค่ Scope &#8211; Schedule &#8211; Resources อีกต่อไป&#8221; ครับ ต่อไปนี้ในสำหรับ Project Management เราคงจะต้องมองหาตัววัดประสิทธิภาพและความสำเร็จของงานในมุมมองที่กว้างออกไป และต้องให้ความสนใจมากขึ้นที่ Input และ Process แล้ว Metrics แบบใหม่ๆที่ว่ามีอะไรบ้าง?</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Metric 1: Flow State Percentage</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">พูดภาษาบ้านๆก็คือ คุณมีเวลาทำงานอย่างมีสมาธิและไม่มีคนรบกวนนานแค่ไหนต่อวัน เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับตำแหน่งงานที่ต้องใช้สมาธิมากๆ เช่น Software Engineer ทั้งหลาย ลองดูได้จากหนังเรื่อง Social Network ในฉากที่มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ใส่หูฟังใหญ่ๆนั่งทำงานอยู่แบบไม่สนใจโลกภายนอกนั่นแหละครับ น่าเสียดายที่พวกเราส่วนใหญ่มักจะโดนขัดจังหวะการเข้าฌาน (In Zone) ของเราอยู่ตลอดวัน อีเมล์ ประชุม (นี่ตัวดีเลย) Instance Messaging โทรศัพท์ และคำถามจากเพื่อนร่วมงาน เค้าศึกษากันมาแล้วครับว่าเอาอย่างหรูเลยนะ พวกเราจะมีเวลาทำงานแบบมีสมาธิจริงๆต่อวันเนี่ยประมาณ 30-50% ของเวลาทั้งหมด แต่ &#8230; แต่ ถ้านั่งอยู่ที่ออฟฟิศตัวเลขนี้จะต่ำลงมาอีกอย่างมาก ฮ่าๆๆ ก็รู้ๆกันอยู่</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
คราวนี้ทำยังไงกันดีหละ? ถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม ลองให้น้องๆในทีมเก็บสถิติมาครับว่าน้องมีเวลาทำงานแบบเข้าฌานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อวัน พยายามหาทางทำให้ตัวเลขนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผมเชื่อว่ามันจะมีผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของงานอย่างมาก แล้วทำยังไงดีให้เพิ่มตัวเลขนี้ได้ ก็มีคำแนะนำนิดหน่อยครับ เช่น กำหนดให้มีหนึ่งวันในสัปดาห์ที่ห้ามมีประชุม หรือเข้าให้โหดกว่านั้นก็คือมีหนึ่งวันในแต่ละเดือนที่ห้ามคุยกันให้ทำงานอย่างเดียว (แบบที่ <a href="http://www.ted.com/talks/lang/th/jason_fried_why_work_doesn_t_happen_at_work.html" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.ted.com/talks/lang/th/jason_fried_why_work_doesn_t_happen_at_work.html?referer=');">Jason Fried แนะนำไว้</a>) หรืออนุญาตให้น้องๆเอากระดาษที่เขียนว่า &#8220;ทำงานอยู่ อย่าเพิ่งกวน&#8221; มาแปะไว้ที่โต๊ะครับ</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Metric 2: Meeting Promoter Score</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">การประชุมส่วนใหญ่ลงเอยด้วยความว่างเปล่า เสียเวลา และเสียตังค์อย่างมาก บางคนว่าจะเสียเท่าไรกันเชียวประชุมชั่วโมงเดียว &#8230; ก็จริงครับ ถ้าพี่นั่งอยู่ในห้องคนเดียวมันก็ชั่วโมงเดียวแหละ แต่นี่พี่เรียกคนอีก 20 คนเข้าห้องด้วยเนี่ยะ มันคือ 1 x 20 = 20 ชั่วโมงทำงานนะครับผม บางครั้งรู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้อะไรแต่ที่น่าแปลกคือพวกเราก็ยังต้องเข้าประชุมกันทุกวี่ทุกวัน (ฮ่าๆ)</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ปัญหามันอยู่ที่กระบวนการอีกเหมือนเดิมครับ บางครั้งก็มีการเรียกประชุมแบบที่ไม่มีวาระ ไม่มี Agenda เข้าไปก็ไม่รู้จะคุยอะไรกัน เรื่อยเปื่อย เลื่อนลอย บางครั้งคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องจนหมดเวลา ส่วนเรื่องสำคัญจริงๆ &#8230; ไม่ได้คุยเพราะลืม บางครั้ง (ต้องบอกว่าส่วนใหญ่) มีคนแค่ 20% ในห้องประชุมที่พกปากเข้าไปด้วยครับ อีก 80% นั่งเงียบกริ๊บๆ (ตาม<a href="http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/06/12/reduce-time-in-software-development-project-with-80-20-rule/">กฎ 80/20</a> เลย) ก็ไม่เข้าใจว่าจะเรียกคนที่ไม่มีบทพูดเข้าไปทำไม ให้เค้านั่งทำงานไม่ดีกว่าหรอ? บางครั้งประชุมเสร็จแล้วก็เสร็จกันไป ผลลัพธ์คืออะไรไม่มีใครจด ใครต้องไปทำอะไรต่อจากนั้นก็ไม่รู้ ครั้งหน้ามาประชุมก็คุยกันเรื่องเดิมๆไม่ได้ไปไหนซักที<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ถ้าอยากจะปรับปรุงให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบวัดผลได้ ส่วนตัวผมเองนะครับ ผมคงจะทำแบบสอบถามแล้วสุ่มให้สมาชิกในห้องประชุมเป็นคนให้คะแนนกับการประชุมแต่ละครั้งว่าเป็นอย่างไรบ้าง แบบสอบถามก็น่าจะมีคำถามประมาณว่า (1) คุณคิดว่าคุ้มมั้ยที่มีการประชุมเพราะเรื่องนี้ (2) คุณคิดว่าเวลาที่ใช้ในการประชุมเหมาะสมมั้ย (3) คุณคิดว่าประธานในที่ประชุมทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ (4) คุณคิดว่าคนเข้าร่วมประชุมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมากน้อยแค่ไหน (5) คุณคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมจับต้องได้แค่ไหน (6) เป็นต้นครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
พอได้ผลสำรวจมาแล้วเราคงพอจะมองเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงของการประชุมอยู่ที่ไหนแล้วก็ค่อยปรับปรุงกันไปครับ เช่น จะใช้ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Six_Thinking_Hats" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/en.wikipedia.org/wiki/Six_Thinking_Hats?referer=');">Six Thinking Hats</a> มาช่วยในระหว่างการประชุมมั้ย? หรือจะเป็นกำหนดหรือขอความร่วมมือให้นัดประชุมก่อนวันจริงล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันเพื่อให้คนเข้าประชุมมีโอกาสเตรียมตัว เตรียมข้อมูลที่จะใช้ในการประชุม อะไรแบบนี้ครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ด้วยความหวังที่ว่าตัวเลขผลสำรวจความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการประชุมจะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของทีมแน่นอน</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Metric 3: Compound Weekly Learning Rate</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">คนที่เคยศึกษาหรือทำงานกับ Agile Development จะรู้จัก Retrospective meeting ดีนะครับ โดยย่อมันเป็นการประชุมเพื่อระดมสมองของคนในทีมเพื่อหาแนวทางปรับปรุงพัฒนากระบวนการทำงานสำหรับ Iteration ถัดไป ส่วนมากแล้วก็จะทำกันหลังจบ Iteration ถ้า Iteration เรายาว 2 สัปดาห์ เราก็จะได้แนวทางการทำงานใหม่ๆ (ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้งานดีขึ้น) ทุกๆ 2 สัปดาห์</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
แต่สำหรับบางคนเค้าคิดว่า 2 สัปดาห์มันนานไป ทำไมเราไม่ปรับปรุงมันทุกวันเลยหละ? ด้วยแนวคิดที่คล้ายกับ &#8220;มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท&#8221; ครับ การพัฒนาเล็กๆแต่ต่อเนื่องมันจะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด มันดีตรงที่ว่าเราเริ่มทำได้เลย ทำได้ทุกวัน ทำแล้วเห็นผลทันที ถ้าไม่เวิร์คก็เลิก แล้วหาแนวทางอื่นๆต่อไป ถ้าเวิร์คมันก็เป็นกำลังใจอย่างดีให้เราทำต่อไปเรื่อยๆ (เหมือนที่ผมเขียนบล็อกนี่แหละฮะ ฮ่าๆ)</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Tony Hsieh ซึ่งเป็น CEO ของ <a href="http://www.zappos.com/" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.zappos.com/?referer=');">Zappos</a> บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ตอนนี้โดน Amazon.com ซื้อไปล่ะ) หนังสือชื่อ &#8220;Delivering Happiness&#8221; ครับ เนื้อหาเป็นการเล่าประวัติของ Tony เองตั้งแต่เรียนจบจนถึงขาย Zappos ให้ Amazon.com ในเล่มมีการกล่าวถึงปรัชญาการทำงานของ Zappos การผลักดันให้พนักงานทุกคนคิดอะไรใหม่ๆที่ช่วยพัฒนาการทำงานของตัวเองให้ได้ทุกวัน เค้าจริงจังเรื่องนี้มากถึงขนาดเขียนลงไปเป็นกฎของบริษัทซึ่งพนักงานทุกคนต้องรับรู้และพยายามทำตามเลยทีเดียว เค้าเรียกสิ่งนี้ว่า &#8220;Culture Book&#8221; และข้อแรกก็คือนี่เลย &#8220;Deliver WOW through service&#8221; หลักการคือสร้างความรู้สึกประทับใจ (ว้าว) ให้กับทุกคนที่คุณทำงานด้วยทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน &#8230; และผลที่ได้คือความสำเร็จของบริษัทครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
เรื่องนี้ผมมองว่าเราน่าจะทำตามเค้าได้ไม่ยากนะครับ เริ่มจากตัวเองก่อนเลย เราจะทำยังไงให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำยังไงให้การสื่อสารภายในทีมทั่วถึงยิ่งขึ้น ทำยังไงให้เขียนโปรแกรมแล้วบั๊กน้อยลง หรือเทสให้เสร็จเร็วขึ้น ได้ทุกเรื่องเลย ในฐานะหัวหน้าถ้าเราถามน้องๆในทีมทุกสัปดาห์หละว่า สัปดาห์นี้ใครทำอะไรใหม่ๆไปแล้วบ้าง? ได้ผลไม่ได้ผลตอนนี้ยังไม่เป็นไร เอาแค่สร้างอารมณ์ร่วมในจุดนี้ก่อน แล้วค่อยเริ่มเก็บข้อมูลว่าสุดท้ายแล้วทีมเรามีแนวทางการทำงานอะไรใหม่ๆบ้างในแต่ละเดือน แล้วเรื่องไหนบ้างที่ได้ผลจริง พัฒนาการทำงานให้เราได้จริง แล้วเปอร์เซ็นต์ของเรื่องที่ได้ผลต่อเรื่องที่ทำเป็นเท่าไร &#8230; หาทางเพิ่มตัวเลขนี้อย่างต่อเนื่องครับ รับรองว่ารุ่งชัวร์</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">หันกลับมาดูงานเราเองอีกรอบครับ ถ้าอยากให้ Project เราประสบความสำเร็จทั้งส่งงานตาม Scope ได้ตรง Schedule ภายใต้ Resources ที่มี &#8230; ก็ต้องถามตัวเองว่าวันนี้เราได้หันมามองกระบวนการทำงานภายในของเราเองแล้วหรือยัง?</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ปล. บทความนี้เป็นส่วนนำเรื่องของบทความหน้าครับ &#8230; ผมจะเล่าให้ฟังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Metric ของ Project Management จะเปลี่ยนไปอย่างไรครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ขอบคุณที่ติดตามผลงานครับ <img src='http://www.chapterpiece.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>


<p>Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/03/04/project-delay-by-bad-vendor/' rel='bookmark' title='Permanent Link: เมื่อ Project ต้อง Delay เพราะ Vendor ที่ไม่มีคุณภาพ'>เมื่อ Project ต้อง Delay เพราะ Vendor ที่ไม่มีคุณภาพ</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/04/03/flexibility-matrix-is-a-great-tool-for-project-manager/' rel='bookmark' title='Permanent Link: จัดการปัญหาอย่างมั่นใจด้วย Flexibility Matrix'>จัดการปัญหาอย่างมั่นใจด้วย Flexibility Matrix</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/software-development-process/2010/04/24/how-to-build-software-4/' rel='bookmark' title='Permanent Link: กระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างมืออาชีพ &#8212; ภาค4'>กระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างมืออาชีพ &#8212; ภาค4</a></li>
</ol></p><div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vfAU3KtlqHE:uQioY8iWqhU:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vfAU3KtlqHE:uQioY8iWqhU:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vfAU3KtlqHE:uQioY8iWqhU:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?i=vfAU3KtlqHE:uQioY8iWqhU:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Chapterpiece/~4/vfAU3KtlqHE" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.chapterpiece.com/project-management/2012/01/29/not-just-scope-schedule-resources-anymore-part-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.chapterpiece.com/project-management/2012/01/29/not-just-scope-schedule-resources-anymore-part-1/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Articles of November: บทความที่น่าสนใจในเดือนพ.ย.</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Chapterpiece/~3/vlzSXpUmpRE/</link>
		<comments>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/12/03/interesting-articles-in-november/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Dec 2011 10:22:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kannique</dc:creator>
				<category><![CDATA[Project Management]]></category>
		<category><![CDATA[Agile Development]]></category>
		<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Estimation]]></category>
		<category><![CDATA[project manager]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chapterpiece.com/?p=5104</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดีครับ เปลี่ยนบรรยากาศกันซักนิดนะครับ ข้างล่างนี้เป็นบทความที่ผมอ่านแล้วชอบใจในรอบเดือนที่ผ่านมาครับ มีมากมายหลายเรื่องราว (ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับ Project Management ฮ่าๆๆ) เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆก็เลยลองเอามาฝากให้อ่านกันดูครับ Estimating the Unknown: Dates or Budgets, Part 1-5 บทความแรกเห็นชื่อก็รีบคลิ๊กเข้าไปอ่านเลยครับ เพราะเป็นเรื่องที่ผมเองก็สงสัยมานานว่าเราควรจะตอบคำถามนี้ของหัวหน้ายังไง คุณคิดว่างานนี้ใช้เวลาเท่าไร &#8230; เอ้อ แล้วราคามันซักประมาณเท่าไร? ถ้างานนี้มันเป็นอะไรที่รู้อยู่แล้วเหมือนจ่ายตลาดก็ไม่ยากที่จะตอบใช่มั้ย วันนี้หัวหน้าอยากกินข้าวกระเพราะหมู เรารู้ข้าวราคาเท่าไร หมูก.ก.ละเท่าไร ผัก พริก กระเทียม และอื่นๆ การคำนวณราคาและเวลาที่ใช้ก็ไม่ยาก แต่อย่างที่รู้ๆกัน Project แต่ละ Project ไม่มีทางที่จะมีอะไรเหมือนกันแบบเป๊ะๆ ทั้งเรื่องตัวงาน เรื่องคน เรื่องเทคโนโลยี ตัวลูกค้า คู่แข่ง และอื่นๆ ดังนั้นการตอบคำถามนี้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม จริงๆแล้ว Estimate มันก็แปลว่า &#8220;คาดคะเน&#8221; ในตัวอยู่แล้วอะนะครับ แต่ทุกครั้งที่ต้องตอบคำถามนี้มันจะมีความกดดันอย่างมาก กดดันว่าถ้าเรา &#8220;คาดคะเน&#8221; ผิดมันจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับทุกสิ่งอย่าง ทั้งๆที่มันต้องผิดอยู่แล้วอะ ฮ่าๆๆ [...]


Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/06/26/problem-of-using-historical-data-in-software-estimation/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Historical Data กับ Software Estimation'>Historical Data กับ Software Estimation</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">สวัสดีครับ เปลี่ยนบรรยากาศกันซักนิดนะครับ ข้างล่างนี้เป็นบทความที่ผมอ่านแล้วชอบใจในรอบเดือนที่ผ่านมาครับ มีมากมายหลายเรื่องราว (ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับ Project Management ฮ่าๆๆ) เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆก็เลยลองเอามาฝากให้อ่านกันดูครับ</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Estimating the Unknown: Dates or Budgets, Part 1-5</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">บทความแรกเห็นชื่อก็รีบคลิ๊กเข้าไปอ่านเลยครับ เพราะเป็นเรื่องที่ผมเองก็สงสัยมานานว่าเราควรจะตอบคำถามนี้ของหัวหน้ายังไง</p>
<blockquote><p><span style="font-size: medium;">คุณคิดว่างานนี้ใช้เวลาเท่าไร &#8230; เอ้อ แล้วราคามันซักประมาณเท่าไร?</span></p></blockquote>
<p><span style="font-size: small;">ถ้างานนี้มันเป็นอะไรที่รู้อยู่แล้วเหมือนจ่ายตลาดก็ไม่ยากที่จะตอบใช่มั้ย วันนี้หัวหน้าอยากกินข้าวกระเพราะหมู เรารู้ข้าวราคาเท่าไร หมูก.ก.ละเท่าไร ผัก พริก กระเทียม และอื่นๆ การคำนวณราคาและเวลาที่ใช้ก็ไม่ยาก แต่อย่างที่รู้ๆกัน Project แต่ละ Project ไม่มีทางที่จะมีอะไรเหมือนกันแบบเป๊ะๆ ทั้งเรื่องตัวงาน เรื่องคน เรื่องเทคโนโลยี ตัวลูกค้า คู่แข่ง และอื่นๆ ดังนั้นการตอบคำถามนี้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
จริงๆแล้ว Estimate มันก็แปลว่า &#8220;คาดคะเน&#8221; ในตัวอยู่แล้วอะนะครับ แต่ทุกครั้งที่ต้องตอบคำถามนี้มันจะมีความกดดันอย่างมาก กดดันว่าถ้าเรา &#8220;คาดคะเน&#8221; ผิดมันจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับทุกสิ่งอย่าง ทั้งๆที่มันต้องผิดอยู่แล้วอะ ฮ่าๆๆ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
บทความนี้ดีมากครับ ไม่ได้ดีมากในมุมที่จะมีสูตรการคำนวณสำเร็จรูปให้เราเอาปัจจัยต่างๆของ Project มาเข้าสมการแล้วก็ กริ๊ก กริ๊ก ได้ออกมาเป็นตัวเลขจำนวนวันและจำนวนเงิน แต่มันดีในแง่ของกระบวนการซึ่งทำให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่มีความใกล้เคียงความจริงและอัพเดทให้ทันสถานการณ์ได้มากที่สุดต่างหาก มันเป็นการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ๆ ออกแนวให้ความรู้กับหัวหน้างานของเราด้วยว่าคำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียวหรอกนะครับ ตัวเลขมันเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป (จริงๆแล้ว หัวหน้าควรจะรู้ความจริงข้อนี้ตั้งแต่แรกแล้ว)</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ใบให้สนุกๆ &#8230; ผู้เขียนซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่อง Agile Development มากแนะนำว่า &#8220;อย่าเด็ดขาดที่จะตอบหัวหน้าด้วยตัวเลขเพียงตัวเลขเดียวโดยไม่ระบุขอบเขตความน่าจะเป็นและระดับความมั่นใจของเราไปพร้อมกันด้วย&#8221; เช่น &#8220;อ๋อ งานนี้ใช้เงิน 1 ล้านบาทครับ ผมว่าวันที่ 15 พ.ค. ปีหน้าก็เสร็จครับ&#8221; &#8230; ฆ่าตัวตายชัดๆครับ ฮ่าๆๆ แล้วเราควรจะตอบหัวหน้ายังไงหละ? ลองอ่านดูฮะ <a href="http://www.jrothman.com/blog/mpd/2011/11/estimating-the-unknown-dates-or-budgets-part-1.html" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.jrothman.com/blog/mpd/2011/11/estimating-the-unknown-dates-or-budgets-part-1.html?referer=');">Estimating the Unknown: Dates or Budgets, Part 1</a></span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Never Ask &#8216;Does That Make Sense?&#8217;</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">อ่านชื่อบทความแล้วก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่าผู้เขียนเค้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่พอคลิ๊กเข้าไปอ่านแล้วก็ อืม เป็นประโยชน์มากทีเดียวครับ บทความนี้พูดถึงเราในฐานะคนที่นำเสนองาน ในฐานะผู้นำ ในฐานะหัวหน้าทีม ในฐานะ Project Manager หรือจะอะไรก็ตามแต่ที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คน ผู้เขียนให้คำแนะนำที่ดีมากๆว่าเราไม่ควรพูดอะไรออกมาในระหว่างบทสนทนาเหล่านั้น เช่น จากชื่อบทความแหละครับ &#8220;Does that make sense?&#8221;, &#8220;Does it make sense?&#8221;, หรือ &#8220;Make sense?&#8221; เป็นประโยคที่ติดปากฝรั่งหลายๆคน คนฟังบางคนก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้คิดลึกเกินไปกว่าความหมายของมันที่ว่า &#8220;สมเหตุสมผลมั้ยครับ?&#8221;, หรือ &#8220;ความคิดผมเข้าท่ามั้ย?&#8221; อะไรแบบนี้ แต่ผู้เขียน (คิดมากไปหน่อย) เค้าบอกว่า ประโยคนี้ไม่ควรพูดออกมาเพราะ (1) มันเป็นการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในตัวเองของคนพูด &#8230; เลยต้องมาถามคนฟังว่า แหะๆ เข้าท่ามั้ยครับ? และ (2) แสดงให้เห็นว่าคนพูดความสงสัยในคนฟังว่าจะมีความสามารถพอที่จะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดอยู่มั้ย เป็นต้น</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
สำหรับผมเอง บทความนี้มีประโยชน์มากครับ ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องติดต่อพูดคุยกับคนอื่นเยอะแยะมากมาย &#8230; ผมได้คำแนะนำจากหัวหน้ามาว่าระหว่างการประชุมให้พูดคำว่า &#8220;I think &#8230;&#8221; ให้น้อยลงหน่อย เพราะว่าคำนี้มันสื่อให้เห็นถึงความไม่แน่ใจของตัวเราครับ เช่น ผมคิดว่างานนี้น่าจะเสร็จวันนี้นะครับ ผมคิดว่าคุณทอมทำงานนี้อยู่นะครับ อะไรประมาณนี้ครับ &#8230; คำแนะนำเพิ่มเติมครับ ถ้าเราไม่แน่ใจอะไรก็บอกไปเลยว่า &#8230; &#8220;I will confirm the progress with Tom and get back to you soon.&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
บทความสั้นๆ อ่านแป๊บเดียวจบครับ <a href="http://blogs.hbr.org/cs/2011/09/never_ask_does_that_make_sense.html?cm_sp=most_widget-_-blog_posts-_-Never+Ask+%27Does+That+Make+Sense%3F%27" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/blogs.hbr.org/cs/2011/09/never_ask_does_that_make_sense.html?cm_sp=most_widget-_-blog_posts-_-Never+Ask+_27Does+That+Make+Sense_3F_27&amp;referer=');">Never Ask &#8216;Does That Make Sense?&#8217;</a></span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>Daniel Pink on How the 21st Century Brain Affects Creativity</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;"><a href="http://blogs.hbr.org/video/2010/06/daniel-pink-on-how-the-the-21s.html" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/blogs.hbr.org/video/2010/06/daniel-pink-on-how-the-the-21s.html?referer=');">Daniel Pink on How the 21st Century Brain Affects Creativity</a> บทความนี้เป็นวิดีโอครับ พูดถึงว่าในศตวรรษที่ 21 นี้สมองข้างไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน ทุกคนคงรู้อยู่แล้วครับว่า สมองซ้ายสั่งการร่างกายด้านขวา สมองขวาสั่งการร่างกายด้านซ้าย แต่มีอีกความลับหนึ่งที่น่าสนใจคือ สมองซ้ายเอาไว้ใช้คิดเรื่องที่เป็นหลักเป็นการ เรื่องวิทยาศาสตร์ และเรื่องตรรกะต่างๆ ในขณะที่สมองขวาใช้สำหรับอะไรที่เป็นศิลปะ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ถึงตรงนี้เพื่อนๆคงสงสัยว่า อ่าว แล้วไง มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตชั้น ฮ่าๆ</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ความเกี่ยวข้องที่ Daniel Pink พูดในวิดีโอของเค้าก็คือ ในศตวรรษที่ 21 นี้บริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆจะให้ความสำคัญกับสมองขวามากขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใช้แต่สมองซ้าย เช่น นักวิเคราะห์ และ เอ่อ ไม่แน่ใจรวมโปรแกรมเมอร์ด้วยป่าว (ฮ่าๆ) ก็ยังสำคัญอยู่นะครับแต่ความสำคัญจะน้อยลง หลังจากฟังวิดีโอนี้แล้วก็ให้นึกไปถึงอีกหนึ่งบทความที่กล่าวไว้โดยสรุปว่า &#8220;ในอนาคตอันใกล้ การที่บริษัทใดๆจะเจริญรุ่งเรืองได้นั้น แค่เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิตอาจจะไม่เพียงพอที่จะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ (Competitive Advantage) แล้ว แต่สิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากคือความสามารถในการสร้างและปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางธุรกิจ (Business Model) ให้ได้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์และทันต่อความต้องการของลูกค้าด้วย&#8221; ผมรู้สึกเลยว่าการจะปรับเปลี่ยนบริษัทไปให้ถึงจุดนั้นสมองขวาสำคัญมากครับ</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
ดูวิดีโอนี้แล้วได้อะไร ก็ได้ความตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามา แล้วเราก็ต้องเตรียมตัวฝึกฝนและพัฒนาสมองขวาของเราให้มากขึ้นครับ ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ผมแนะนำหนังสือเล่มนี้เลยครับ <a href="http://www.amazon.com/Think-Better-Innovators-Productive-Thinking/dp/0071494936" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.amazon.com/Think-Better-Innovators-Productive-Thinking/dp/0071494936?referer=');">Think Better: An Innovator&#8217;s Guide to Productive Thinking</a> เจ๋งสุดๆ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
สำหรับเดือนนี้ผมเอามาฝากสามบทความนะครับ หวังว่าจะถูกใจกันบ้าง &#8230; เดือนต่อๆไป ถ้าผมอ่านเจออะไรดีๆก็จะเอามาฝากอีกเรื่อยครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ขอบคุณที่ติดตามผลงานฮะ <img src='http://www.chapterpiece.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>


<p>Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/06/26/problem-of-using-historical-data-in-software-estimation/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Historical Data กับ Software Estimation'>Historical Data กับ Software Estimation</a></li>
</ol></p><div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vlzSXpUmpRE:UUfHlV1TNSM:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vlzSXpUmpRE:UUfHlV1TNSM:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=vlzSXpUmpRE:UUfHlV1TNSM:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?i=vlzSXpUmpRE:UUfHlV1TNSM:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Chapterpiece/~4/vlzSXpUmpRE" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/12/03/interesting-articles-in-november/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/12/03/interesting-articles-in-november/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>สรุปผล C.M.4: Risk Management for IT Projects</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Chapterpiece/~3/0-WSlhAyjyg/</link>
		<comments>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/11/05/result-of-cm-4-risk-management-for-it-projects/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 08:05:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kannique</dc:creator>
				<category><![CDATA[Project Management]]></category>
		<category><![CDATA[Case Study]]></category>
		<category><![CDATA[Meeting]]></category>
		<category><![CDATA[project manager]]></category>
		<category><![CDATA[Risk Management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chapterpiece.com/?p=5065</guid>
		<description><![CDATA[Chapterpiece.Meeting.4: Risk Management for IT Projects ผ่านไปได้ด้วยดีในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ค่อยปกติเท่าไร มีสมาชิกร่วมกิจกรรมทั้งหมด 8 คนครับ ขอบคุณทุกคนมากๆ โดยเฉพาะกอล์ฟ &#8230; มาจากชลบุรี แมนสุดๆ ฮ่าๆ ก็เหมือนทุกครั้งที่เราจะมีของฝากมาให้เพื่อนๆที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรม สิ่งนั้นคือ CM4.Risk.Management.Result &#8230; Download ได้ที่นี่ครับ กรณีศึกษา &#8212; ระบบเช่าหนังสือออนไลน์ ด้วยความตั้งใจว่าจะมี Workshop เพื่อให้ทุกคนได้ลองมีส่วนร่วมกับกระบวนการ Risk Management จริงๆ ผมเลยสมมติกรณีศึกษาขึ้นมาอันหนึ่งครับ &#8220;ระบบเช่าหนังสือออนไลน์ (Online Book Rental System &#8211; OBRS)&#8221; สำหรับไฟล์แรกที่ชื่อ Case_Information.docx นี้จะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ข้อจำกัด และความต้องการทางธุรกิจกับทางเทคนิค หรือจากอ่านข้อมูลตรงนี้แล้วเพื่อนๆจะเห็นภาพว่า เอ๊ะ ลูกค้าเค้าต้องการอะไร ทำไม เมื่อไร และเราต้องทำอะไรบ้างนะ เนื่องจากเรามีกัน 8 คน [...]


Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/04/01/you-should-pay-attention-to-stakeholder-management/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Stakeholder Management เรื่องที่ควรใส่ใจ'>Stakeholder Management เรื่องที่ควรใส่ใจ</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/06/19/free-project-management-template/' rel='bookmark' title='Permanent Link: ฟรี Project Management Template'>ฟรี Project Management Template</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/01/23/murphys-law-and-project-management/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Murphy&#8217;s Law กับ Project Management'>Murphy&#8217;s Law กับ Project Management</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">Chapterpiece.Meeting.4: Risk Management for IT Projects ผ่านไปได้ด้วยดีในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ค่อยปกติเท่าไร มีสมาชิกร่วมกิจกรรมทั้งหมด 8 คนครับ ขอบคุณทุกคนมากๆ โดยเฉพาะกอล์ฟ &#8230; มาจากชลบุรี แมนสุดๆ ฮ่าๆ</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ก็เหมือนทุกครั้งที่เราจะมีของฝากมาให้เพื่อนๆที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรม สิ่งนั้นคือ CM4.Risk.Management.Result &#8230; <a href="http://www.chapterpiece.com/wp-content/plugins/download-monitor/download.php?id=14">Download ได้ที่นี่</a>ครับ</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>กรณีศึกษา &#8212; ระบบเช่าหนังสือออนไลน์</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">ด้วยความตั้งใจว่าจะมี Workshop เพื่อให้ทุกคนได้ลองมีส่วนร่วมกับกระบวนการ Risk Management จริงๆ ผมเลยสมมติกรณีศึกษาขึ้นมาอันหนึ่งครับ &#8220;ระบบเช่าหนังสือออนไลน์ (Online Book Rental System &#8211; OBRS)&#8221; สำหรับไฟล์แรกที่ชื่อ Case_Information.docx นี้จะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ข้อจำกัด และความต้องการทางธุรกิจกับทางเทคนิค หรือจากอ่านข้อมูลตรงนี้แล้วเพื่อนๆจะเห็นภาพว่า เอ๊ะ ลูกค้าเค้าต้องการอะไร ทำไม เมื่อไร และเราต้องทำอะไรบ้างนะ</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
<img class="aligncenter" title="CM4Case_Info" src="http://i908.photobucket.com/albums/ac288/chapterpiece/Meeting/CM4Case_Info.png" alt="CM4Case_Info" width="598" height="184" /></span></p>
<p><span style="font-size: small;">เนื่องจากเรามีกัน 8 คน ผมเลยแบ่งสมาชิกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คนครับ ความสนุกอยู่ตรงนี้แหละ แต่ละคนจะได้รับมอบหมายตำแหน่งในโปรเจกต์ที่ไม่เหมือนกัน ได้แก่ Business Analyst, Development Team Leader, Quality Assurance Team Leader และ Project Manager ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็จะมีเรื่องราวเบื้องหลัง ที่มาที่ไป และแนวคิดเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้ที่ไม่เหมือนกันครับ ลองอ่านดูครับ ไฟล์ที่ชื่อ Role_xxx.docx ครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
หลังจากอ่านกันแล้วยังไงต่อ &#8230; ก็เริ่มกระบวกการ Risk Management เลยครับ จาก Risk Identification ซึ่งต่างคนก็จะมีมุมมอง มี Risk ที่ต่างกันออกไปตามหน้าที่และเนื้อหาที่ผมกำหนดให้ จากนั้นก็เป็นตามลำดับขั้นตอน Risk Assessment เพื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหา (Probability) และความรุนแรงของปัญหา (Impact) และปิดท้ายด้วย Risk Response เพื่อหาแนวทางป้องกัน (Mitigation Plan) และแนวทางแก้ไขปัญหา (Contingency Plan) ครับ ลองดูรายละเอียดได้จากไฟล์ CM4_Risk_Management.pdf และ<a href="http://goo.gl/ZjalN" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/goo.gl/ZjalN?referer=');">บทความนี้</a>ครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
<img class="aligncenter" title="CM4Risk_List" src="http://i908.photobucket.com/albums/ac288/chapterpiece/Meeting/CM4Risk_List.png" alt="CM4Risk_List" width="598" height="186" /></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
สุดท้ายเราก็ได้ Risk List ของ OBRS Project ออกมา ผมสรุปข้อมูลทั้งหมด (เท่าที่จำได้) จากทั้ง 2 กลุ่มมาใส่ไฟล์ OBRS_Risk_List.xlsx ไว้ พยายามเตรียม Mitigation Plan เอาไว้สำหรับ Risk ทุกตัวเพื่อป้องกันเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่สำหรับ Contingency Plan ที่บอกว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อแก้ไขหรือลดความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วนั้น บางข้อผมหาไม่ได้จริงๆครับ (คิดไม่ออก ฮ่าๆ) &#8230; อ้อ แล้วก็สำหรับ Probability และ Impact กำหนดกันเองได้เลยนะครับว่าจะ Low, Medium หรือ High</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>
<h1>การนำไปใช้งาน</h1>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">ตอนผมเขียนกรณีศึกษานี้ ผมพยายามจะคิดถึง Risk ที่เจอกันบ่อยๆใน IT หรือ Software Development Project ซึ่งผมหวังว่าการอ่าน OBRS_Risk_List.xlsx จะช่วยให้เพื่อนๆมองเห็นถึงเจ้า Common Risks เหล่านั้น เช่น งานเยอะไป, Requirement ไม่ชัดเจน, คนไม่พอ, และลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงแนวทางป้องกันและแนวทางแก้ไข เบื้องต้นบ้างครับ</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจก็ลองเอาข้อมูลตรงนี้ไปใช้กับคนในทีมก็ได้นะ ลองแบ่งกลุ่มทำ Workshop กันดู ผลลัพธ์ที่ต้องการคือ Risk List ซึ่งแต่ละคนแต่ละกลุ่มจะได้ผลออกมาต่างกันเนื่องจากประสบการณ์และมุมมองที่ไม่เหมือนกัน ตรงนี้แหละที่จะเป็นประโยชน์ในการเปิดมุมมองใหม่ๆและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มันคือเหตุผลว่าทำไม Risk Management ต้องทำเป็นกลุ่ม &#8230; ใครเอาไปลองเล่นแล้วได้ผลอย่างไรช่วยบอกกันด้วยนะครับ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนปลอดภัย บ้านแห้ง (เร็วๆ) กันทุกคนครับ อวยพรตัวเองด้วย ตอนเขียนนี่น้ำก็ใกล้บ้านเข้ามาล่ะ <img src='http://www.chapterpiece.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>


<p>Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/04/01/you-should-pay-attention-to-stakeholder-management/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Stakeholder Management เรื่องที่ควรใส่ใจ'>Stakeholder Management เรื่องที่ควรใส่ใจ</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/06/19/free-project-management-template/' rel='bookmark' title='Permanent Link: ฟรี Project Management Template'>ฟรี Project Management Template</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/01/23/murphys-law-and-project-management/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Murphy&#8217;s Law กับ Project Management'>Murphy&#8217;s Law กับ Project Management</a></li>
</ol></p><div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=0-WSlhAyjyg:hn4Sqpk-XxA:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=0-WSlhAyjyg:hn4Sqpk-XxA:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=0-WSlhAyjyg:hn4Sqpk-XxA:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?i=0-WSlhAyjyg:hn4Sqpk-XxA:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Chapterpiece/~4/0-WSlhAyjyg" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/11/05/result-of-cm-4-risk-management-for-it-projects/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/11/05/result-of-cm-4-risk-management-for-it-projects/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Chapterpice.Meeting.4: Risk Management for IT Projects</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Chapterpiece/~3/_Epq0zL28ek/</link>
		<comments>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/16/chapterpiece-meeting-4-risk-management-for-it-projects/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 06:17:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kannique</dc:creator>
				<category><![CDATA[Project Management]]></category>
		<category><![CDATA[Meeting]]></category>
		<category><![CDATA[project manager]]></category>
		<category><![CDATA[Risk Management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chapterpiece.com/?p=5016</guid>
		<description><![CDATA[ห่างหายไป 3 เดือนเพื่อจัดการภารกิจส่วนตัวมากมาย ตอนนี้ว่างขึ้นแล้วฮะ ได้โอกาสก็ขอนัดเจอเพื่อนๆอีกรอบเลยละกัน ครั้งที่ 4 แล้วสำหรับ Chapterpiece Meeting &#8230; ครั้งนี้ขอนำเสนอ Risk Management for IT Projects ครับ ในบรรดาเรื่อง Project Management ส่วนตัวแล้วผมชอบเรื่องนี้มากที่สุดครับ รู้สึกว่ามันสร้างโอกาสในการคิด สังเกต จินตนาการ คาดเดาอนาคตเพื่อมองหาความเสี่ยง และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาวิธีการใหม่ๆมาจัดการกับความเสี่ยงที่มีใน Project ของเรา &#160; ในครั้งนี้ก็จะเหมือนครั้งที่แล้วครับ นอกจากได้มาคุยกันเรื่องทฤษฏี Risk Management แล้ว เราจะได้ลองทำ Workshop กันด้วย &#8230; งานกลุ่มครับผม &#160; ใครสนใจลงทะเบียนที่นี่ได้เลยครับ ครั้งนี้ขอผู้ร่วมกิจกรรม 12 คนฮะ ขอบคุณผู้อุปการะให้ใช้สถานที่ฟรีเช่นเคย Art Element: School of Art ห้องแอร์ บอร์ด โปรเจกเตอร์ และกาแฟอร่อยๆ [...]


Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/05/07/chapterpiece-meeting-2-project-planning-how-to/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.2: Project Planning — How To'>Chapterpiece.Meeting.2: Project Planning — How To</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/05/15/chapterpiece-meeting-2-is-coming/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.2 is Coming.'>Chapterpiece.Meeting.2 is Coming.</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/07/02/chapterpiece-meeting-3-user-story-for-agile-development/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.3: User Story for Agile Development'>Chapterpiece.Meeting.3: User Story for Agile Development</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">ห่างหายไป 3 เดือนเพื่อจัดการภารกิจส่วนตัวมากมาย ตอนนี้ว่างขึ้นแล้วฮะ ได้โอกาสก็ขอนัดเจอเพื่อนๆอีกรอบเลยละกัน ครั้งที่ 4 แล้วสำหรับ Chapterpiece Meeting &#8230; ครั้งนี้ขอนำเสนอ Risk Management for IT Projects ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><br />
<a href="http://www.eventbrite.com/event/2342829466" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.eventbrite.com/event/2342829466?referer=');"><img class="aligncenter" title="ChapterpieceMeeting4" src="http://i908.photobucket.com/albums/ac288/chapterpiece/Meeting/ChapterpieceMeeting4.png" alt="ChapterpieceMeeting4" width="587" height="253" /></a><br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;">ในบรรดาเรื่อง Project Management ส่วนตัวแล้วผมชอบเรื่องนี้มากที่สุดครับ รู้สึกว่ามันสร้างโอกาสในการคิด สังเกต จินตนาการ คาดเดาอนาคตเพื่อมองหาความเสี่ยง และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาวิธีการใหม่ๆมาจัดการกับความเสี่ยงที่มีใน Project ของเรา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;">ในครั้งนี้ก็จะเหมือน<a href="http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/07/24/after-the-workshop-user-story-for-agile-development/">ครั้งที่แล้ว</a>ครับ นอกจากได้มาคุยกันเรื่องทฤษฏี Risk Management แล้ว เราจะได้ลองทำ Workshop กันด้วย &#8230; งานกลุ่มครับผม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;">ใครสนใจลงทะเบียน<a href="http://www.eventbrite.com/event/2342829466" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.eventbrite.com/event/2342829466?referer=');">ที่นี่</a>ได้เลยครับ ครั้งนี้ขอผู้ร่วมกิจกรรม 12 คนฮะ ขอบคุณผู้อุปการะให้ใช้สถานที่ฟรีเช่นเคย <a href="http://www.the-artelement.com/v2/contact/contact.swf" target="_blank" onclick="pageTracker._trackPageview('/outgoing/www.the-artelement.com/v2/contact/contact.swf?referer=');">Art Element: School of Art</a> ห้องแอร์ บอร์ด โปรเจกเตอร์ และกาแฟอร่อยๆ เพียบพร้อม <img src='http://www.chapterpiece.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>


<p>Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/05/07/chapterpiece-meeting-2-project-planning-how-to/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.2: Project Planning — How To'>Chapterpiece.Meeting.2: Project Planning — How To</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/05/15/chapterpiece-meeting-2-is-coming/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.2 is Coming.'>Chapterpiece.Meeting.2 is Coming.</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/07/02/chapterpiece-meeting-3-user-story-for-agile-development/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Chapterpiece.Meeting.3: User Story for Agile Development'>Chapterpiece.Meeting.3: User Story for Agile Development</a></li>
</ol></p><div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=_Epq0zL28ek:RZ49RcOmMUw:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=_Epq0zL28ek:RZ49RcOmMUw:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=_Epq0zL28ek:RZ49RcOmMUw:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?i=_Epq0zL28ek:RZ49RcOmMUw:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Chapterpiece/~4/_Epq0zL28ek" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/16/chapterpiece-meeting-4-risk-management-for-it-projects/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/16/chapterpiece-meeting-4-risk-management-for-it-projects/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Project Manager จำเป็น — ภาคห้า</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Chapterpiece/~3/bLst7_6jafk/</link>
		<comments>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/09/accidental-project-manager-part-5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Oct 2011 07:42:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kannique</dc:creator>
				<category><![CDATA[Project Management]]></category>
		<category><![CDATA[project manager]]></category>
		<category><![CDATA[project planning]]></category>
		<category><![CDATA[Risk Management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chapterpiece.com/?p=4957</guid>
		<description><![CDATA[6. Risk Management ไปทะเลกันดีกว่า หลังจากที่ทำงานหนักติดต่อกันมานานหลายเดือน เด็กชาย ก. (โปรแกรมเมอร์มือฉมังของบริษัทแห่งหนึ่ง) ก็บอกกับตัวเองว่า &#8220;ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างแล้วหละ&#8221; หันซ้ายหันขวาก็เจอโฆษณาไทยเที่ยวไทยในทีวี เห็นแล้วก็ให้เกิดความรู้สึกอยากไปเที่ยวทะเลขึ้นมาทันที จะต้องคิดอะไรมากอีกหละ จัดทริปโลด วางแผนเรียบร้อย ชวนเพื่อนสนิทๆซัก 4-5 คนไปด้วยกัน ที่พักก็จองแล้ว หรูหราเชียว ตั๋วเครื่องบินหละ? แพงหน่อยแต่ก็ยอมจ่ายหละ เสื้อผ้าเครื่องใช้? ก็นี่ไง กำลังเตรียมอยู่ &#8230; ครบถ้วนแล้วเนอะ แต่ระหว่างที่เตรียมข้าวของอยู่นั้น เด็กชาย ก. ก็นึกย้อนไปถึงการท่องเที่ยวทริปล่าสุด &#8230; มันช่างเป็นความทรงจำนี่ไม่น่าจดจำเลย คิดดูซิ กะว่าจะไปเดินเขาชมนกชมไม้ ถ่ายรูป สูดอากาศสดชื่น แต่นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ยะ ฝนตกมันทั้งวัน เฉอะแฉะไปหมด เสื้อกันฝนก็ไม่ได้เอามา นอนอยู่ในเต้นท์ เต้นท์รั่วอีก ไม่รู้นี่หว่าว่ายากันยุงมันจะหมดขวดแล้ว ใช้ได้หน่อยเดียวก็เกลี้ยง โดนยุงหามทั้งคืน ดีนะไม่เป็นไข้ป่าตาย &#8212;&#8211; 1 เฮ้อ เศร้าใจจริงๆ &#8230; ไปเที่ยวครั้งนี้จะเจออะไรแบบนี้อีกมั้ยนะ &#8220;ม่ายยยยยยย&#8221; เด็กชาย [...]


Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/03/06/clint-eastwood-is-a-great-project-manager/' rel='bookmark' title='Permanent Link: คุณรู้หรือไม่ว่า Clint Eastwood เป็นสุดยอด Project Manager'>คุณรู้หรือไม่ว่า Clint Eastwood เป็นสุดยอด Project Manager</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/08/14/accidental-project-manager-part-1/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคหนึ่ง'>Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคหนึ่ง</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/08/21/accidental-project-manager-part-2/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคสอง'>Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคสอง</a></li>
</ol>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>6. Risk Management</h1>
<p><span style="font-size: small;"><br />
</span><strong><span style="font-size: medium;">ไปทะเลกันดีกว่า</span></strong></p>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">หลังจากที่ทำงานหนักติดต่อกันมานานหลายเดือน เด็กชาย ก. (โปรแกรมเมอร์มือฉมังของบริษัทแห่งหนึ่ง) ก็บอกกับตัวเองว่า &#8220;ถึงเวลาต้องพักผ่อนบ้างแล้วหละ&#8221; หันซ้ายหันขวาก็เจอโฆษณาไทยเที่ยวไทยในทีวี เห็นแล้วก็ให้เกิดความรู้สึกอยากไปเที่ยวทะเลขึ้นมาทันที จะต้องคิดอะไรมากอีกหละ จัดทริปโลด</p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
วางแผนเรียบร้อย ชวนเพื่อนสนิทๆซัก 4-5 คนไปด้วยกัน ที่พักก็จองแล้ว หรูหราเชียว ตั๋วเครื่องบินหละ? แพงหน่อยแต่ก็ยอมจ่ายหละ เสื้อผ้าเครื่องใช้? ก็นี่ไง กำลังเตรียมอยู่ &#8230; ครบถ้วนแล้วเนอะ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
แต่ระหว่างที่เตรียมข้าวของอยู่นั้น เด็กชาย ก. ก็นึกย้อนไปถึงการท่องเที่ยวทริปล่าสุด &#8230; มันช่างเป็นความทรงจำนี่ไม่น่าจดจำเลย คิดดูซิ กะว่าจะไปเดินเขาชมนกชมไม้ ถ่ายรูป สูดอากาศสดชื่น แต่นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ยะ</span></p>
<ul>
<li><span style="font-size: small;">ฝนตกมันทั้งวัน เฉอะแฉะไปหมด</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เสื้อกันฝนก็ไม่ได้เอามา</span></li>
<li><span style="font-size: small;">นอนอยู่ในเต้นท์ เต้นท์รั่วอีก</span></li>
<li><span style="font-size: small;">ไม่รู้นี่หว่าว่ายากันยุงมันจะหมดขวดแล้ว ใช้ได้หน่อยเดียวก็เกลี้ยง โดนยุงหามทั้งคืน ดีนะไม่เป็นไข้ป่าตาย <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8212;&#8211; 1</strong></span></span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: small;">เฮ้อ เศร้าใจจริงๆ &#8230; ไปเที่ยวครั้งนี้จะเจออะไรแบบนี้อีกมั้ยนะ &#8220;ม่ายยยยยยย&#8221; เด็กชาย ก. ตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความรู้สึกที่เหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย &#8220;ไม่ ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำรอย เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่าเดิม&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
เด็กชาย ก.ก็เริ่มปรึกษากับตัวเอง &#8220;ไอ้การไปเที่ยวเกาะเนี่ยะ มันจะมีเรื่องอะไรไม่คาดคิดให้ปวดหัวได้บ้างน้า&#8221; ว่าแล้วเขาก็หยิบกระดาษ ปากกามาจดความคิดที่พรั่งพรูออกมา ยิกๆ</span></p>
<ul>
<li><span style="font-size: small;">เมาเรือ</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เป็นลมแดด</span></li>
<li><span style="font-size: small;">ฉลามบุก &#8230; (เอ่อ ก็ไม่แน่นะ)</span></li>
<li><span style="font-size: small;">แดดเผาจนตัวเกรียม</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เรือล่ม &#8230; (น่ากลัว)</span></li>
<li><span style="font-size: small;">โจรสลัด &#8230; (โอ้ววว คิดไปได้)</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เรือน้ำมันหมด</span></li>
<li><span style="font-size: small;">กล้องตกน้ำ</span></li>
<li><span style="font-size: small;">ซึนามิ<br />
</span></li>
<li><span style="font-size: small;">อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย <span style="color: #ff0000;"><strong>&#8212;&#8211; 2</strong></span><br />
</span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: small;">&#8220;มีสิบเรื่องเลยหรอเนี่ยะ เยอะจัง&#8221; เด็กชาย ก.บ่นกับตัวเองเบาๆ &#8220;จะให้เตรียมรับมือทุกเรื่องไม่ไหวแน่ๆ อย่างถ้าฉลามบุกมาเนี่ยะจะทำยังไงได้วะ ฮ่าๆ &#8230; เราคงต้องจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงพวกนี้แล้วหละ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
เด็กชาย ก. หยิบกระดาษแผ่นเดิมมาตีเป็นตารางแล้วกรอกข้อมูลเพิ่มเติมลงไปให้กับความเสี่ยงแต่ละข้อ เริ่มจากข้อแรก &#8220;เมาเรือ&#8221; &#8230; &#8220;ก็ไม่ค่อยได้นั่งเรือเท่าไรอะนะ แต่ก็มีบ้างที่เมารถ คิดไปก็น่าจะมีโอกาสจะเมาเรือได้เหมือนกันเนอะ&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
&#8220;แล้วความรุนแรงหละ &#8230; แหะๆ ก็คงอ้วกแตกหละมั้ง แต่ดื่มน้ำอุ่นแล้วไปนอนพักที่เกาะก็น่าจะดีขึ้นนะ &#8230; ความรุนแรงปานกลางละกัน&#8221; เด็กชาย ก. ใช้วิธีการนี้กับการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เหลือ จนผ่านไป 15 นาทีงานนี้ก็เสร็จ (เร็วดีจัง) <strong><span style="color: #ff0000;">&#8212;&#8211; 3</span></strong></span><br />

<table id="wp-table-reloaded-id-7-no-1" class="wp-table-reloaded wp-table-reloaded-id-7">
<thead>
	<tr class="row-1">
		<th class="column-1">ความเสี่ยง (Risk)</th><th class="column-2">โอกาสที่จะเกิด (Likelihood)</th><th class="column-3">ความรุนแรง (Severity)</th><th class="column-4">เลือก?</th>
	</tr>
</thead>
<tbody>
	<tr class="row-2">
		<td class="column-1">เมาเรือ</td><td class="column-2">Medium</td><td class="column-3">Medium</td><td class="column-4">Yes</td>
	</tr>
	<tr class="row-3">
		<td class="column-1">เป็นลมแดด</td><td class="column-2">Low</td><td class="column-3">High</td><td class="column-4">Yes</td>
	</tr>
	<tr class="row-4">
		<td class="column-1">ฉลามบุก</td><td class="column-2">Very Very Low</td><td class="column-3">Extremely High</td><td class="column-4"></td>
	</tr>
	<tr class="row-5">
		<td class="column-1">แดดเผาจนตัวเกรียม</td><td class="column-2">High</td><td class="column-3">Low</td><td class="column-4">Yes</td>
	</tr>
	<tr class="row-6">
		<td class="column-1">เรือล่ม</td><td class="column-2">Very Low</td><td class="column-3">High</td><td class="column-4"></td>
	</tr>
	<tr class="row-7">
		<td class="column-1">โจรสลัด</td><td class="column-2">Very Very Very Low</td><td class="column-3">Extremely High</td><td class="column-4"></td>
	</tr>
	<tr class="row-8">
		<td class="column-1">เรือน้ำมันหมด</td><td class="column-2">Low</td><td class="column-3">Medium</td><td class="column-4"></td>
	</tr>
	<tr class="row-9">
		<td class="column-1">กล้องตกน้ำ</td><td class="column-2">High</td><td class="column-3">Medium</td><td class="column-4">Yes</td>
	</tr>
	<tr class="row-10">
		<td class="column-1">ซึนามิ</td><td class="column-2">Very Very Very Low</td><td class="column-3">Extremely High</td><td class="column-4"></td>
	</tr>
	<tr class="row-11">
		<td class="column-1">อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย</td><td class="column-2">Medium</td><td class="column-3">Medium</td><td class="column-4">Yes</td>
	</tr>
</tbody>
</table>
</p>
<p><span style="font-size: small;">ต่อไปก็เป็นการเลือกว่าความเสี่ยงไหนคุ้มค่าที่จะเตรียมการป้องกันดี เด็กชาย ก. รู้ได้ด้วยสัญชาตญานว่าความเสี่ยงไหนก็ตามที่ถึงแม้จะรุนแรงมาก (มากๆ) แต่โอกาสเกิดน้อย (มากๆ) ก็ไม่คุ้มค่าที่จะไปเตรียมการรับมือเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มีความรุนแรงและโอกาสเกิดปานกลาง เช่น ฉลามบุกงี๊ รู้ทั้งรู้นะว่าถ้ามันบุกจริงก็ตายชัวร์ แต่โอกาสเกิดก็น้อยมากๆใช่มั้ยหละ งั้นก็เอาเป็นแค่คอยสายตามองหากระโดงฉลามตอนเล่นน้ำแล้วกัน ถ้าเห็นก็ตัวใครตัวมันเนอะ แต่กับเรื่องลมแดดเนี่ยะ ถึงแม้จะไม่ถึงกับตายชัวร์ๆแบบ 100% แต่โอกาสเกิดมันก็มีมากกว่าฉลามบุกนะ &#8230; เตรียมการไว้ซักหน่อยดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ระหว่างที่เด็กชาย ก. นั่งนึกไปว่าจะเตรียมการรับมือกับลมแดดอย่างไรดี เค้าก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า &#8220;ความเสี่ยงก็คือความเสี่ยงแหละนะ ต่อให้เรามีการเตรียมการดียังไง มันก็อาจจะเกิดความผิดพลาดจนทำให้เกิดเป็นปัญหากับเราได้อยู่ดี&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
&#8220;ไม่ได้การล่ะ แค่เตรียมตัวป้องกันอย่างเดียวไม่พอซะแล้ว เราต้องคิดไปถึงการแก้ปัญหาถ้าการป้องกันไม่ได้ผลด้วย &#8230; เอาหละ ลงมือกันเล้ย&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
เด็กชาย ก. ใช้เวลาเป็นชั่วโมงง่วนอยู่กับการเตรียมข้อมูลเหล่านี้ แต่เค้ามั่นใจว่าหนึ่งชั่วโมงที่เสียไปต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน <strong><span style="color: #ff0000;">&#8212;&#8211; 4</span></strong></span><br />

<table id="wp-table-reloaded-id-8-no-1" class="wp-table-reloaded wp-table-reloaded-id-8">
<thead>
	<tr class="row-1">
		<th class="column-1">ความเสี่ยง (Risk)</th><th class="column-2">ป้องกัน (Mitigation)</th><th class="column-3">แก้ไข (Contingency)</th>
	</tr>
</thead>
<tbody>
	<tr class="row-2">
		<td rowspan="3" class="column-1 rowspan-3">เมาเรือ</td><td class="column-2">กินยากันไว้ก่อน เค้าว่ายี่ห้อนี้ดีนะ Dramamine (ยังไม่ได้ซื้อเลย)</td><td class="column-3">ถ้าจะอ้วกก็อ้วกไปโลด ส่วนใหญ่อ้วกแล้วอาการจะดีขึ้น ฮ่าๆ</td>
	</tr>
	<tr class="row-3">
		<td class="column-2">หาเรือข้ามเกาะลำใหญ่ๆหน่อย จะได้ไม่โคลงมากนัก</td><td class="column-3">ถ้าเริ่มรู้สึกเวียนหัวให้สูดหายใจลึกๆ รับลมเย็นๆจากทะเลพร้อมกับยาอม ยาดม ยาหม่อง ประเคนเข้าไปก่อน</td>
	</tr>
	<tr class="row-4">
		<td class="column-2">อย่าอ่านหนังสือหรือเล่นไอโฟนนะ การเพ่งสายตาไปที่จุดใดจุดหนึ่งนานๆมันจะทำให้เมาเรือได้ง่าย</td><td class="column-3">ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ให้หลับตาเพื่อลดสิ่งเร้าต่อสมองเรา นอนหลับไปจริงๆได้ก็ดีนะ</td>
	</tr>
	<tr class="row-5">
		<td rowspan="3" class="column-1 rowspan-3">เป็นลมแดด</td><td class="column-2">อยากอยู่กลางแดดนานๆ ทั้งตอนนั่งเรือไปและตอนเล่นน้ำ</td><td class="column-3">ปฐมพยาบาลโดยด่วนที่สุด ... (ทำยังไงหละ?)</td>
	</tr>
	<tr class="row-6">
		<td class="column-2">จิบน้ำบ่อยๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ</td><td class="column-3">เมื่อคืนสติแล้วให้รีบนำส่งโรงพยาบาล ... (เอ๊ะ เกาะที่จะไปเที่ยวมีโรงพยาบาลใช่มั้ย?)</td>
	</tr>
	<tr class="row-7">
		<td class="column-2">คอยตรวจสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอ ถ้ามีความรู้สึกร้อนในอก หายใจสั้นและลำบาก ปากแห้ง สายตาพร่ามัว ... นั่นคืออาการเบื้องต้นของลมแดด</td><td class="column-3"></td>
	</tr>
	<tr class="row-8">
		<td class="column-1">แดดเผาจนตัวเกรียม</td><td class="column-2">...</td><td class="column-3">...</td>
	</tr>
	<tr class="row-9">
		<td class="column-1">กล้องตกน้ำ</td><td class="column-2">...</td><td class="column-3">...</td>
	</tr>
	<tr class="row-10">
		<td class="column-1">อาหารเป็นพิษ/ท้องเสีย</td><td class="column-2">...</td><td class="column-3">...</td>
	</tr>
</tbody>
</table>
</p>
<p><span style="font-size: small;">หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เด็กชาย ก. มานั่งคิดต่อว่า &#8220;อืม มีอีกตั้งหลายเรื่องที่ยังไม่ได้เตรียมเลยนะ อย่างยาแก้เมาเรือก็ยังไม่ได้ซื้อ เอ้อ เดี๋ยวขอเช็กก่อนด้วยว่าเกาะที่จะไปมีโรงพยาบาลอยู่มั้ย แล้วการเดินทางจากที่พักไปโรงพยาบาลต้องไปยังไง &#8230; เรื่องวิธีปฐมพยาบาลคนเป็นลมแดดอีกหละ&#8221; เด็กชาย ก. ใช้เวลาทั้งบ่ายนั้นเตรียมการเพิ่มเติมกับเรื่องทั้งหมด ด้วยความมั่นใจว่าเวลาที่เสียไปมันคุ้มค่าแน่นอน <strong><span style="color: #ff0000;">&#8212;&#8211; 5</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
และแล้วก็ถึงวันเดินทาง</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
อุตส่าห์เตรียมตัวมาดีขนาดนี้ แน่นอนว่าเด็กชาย ก. ไม่ลืมที่จะกินยาแก้เมาเรือและเช็คให้แน่ใจอีกทีว่ามีน้ำเต็มกระติก &#8230; พร้อมที่จะเดินทาง ระหว่างที่นั่งเรืออยู่ เพื่อนก็จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เด็กชาย ก.ก็ทั้งคุยไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศการเดินทางไป ระหว่างนั้นเองเค้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับเพื่อนเค้าคนหนึ่ง <strong><span style="color: #ff0000;">&#8212;&#8211; 6</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
&#8220;เฮ้ย เด็กชาย ข. เป็นอะไรป่าววะ ทำไมหน้าซีดจัง&#8221; เด็กชาย ก.ถามด้วยความเป็นห่วง</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
&#8220;เออ ไม่รู้หวะ เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม หายใจไม่ค่อยออกด้วยหวะ&#8221; เด็กชาย ข. ตอบคำถามพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งอย่างคนหมดแรง</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
&#8220;แกเหงื่อออกเยอะด้วยหวะ เป็นลมแดดแหงเลย &#8230; เฮ้ย มาช่วยกันหน่อยเว้ย&#8221; เด็กชาย ก. ตะโกนเรียกเพื่อนคนอื่นมาช่วยกันหิ้วเด็กชาย ข. เข้าร่ม</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
แล้วเด็กชาย ก. ก็เริ่มปฐมพยาบาลเพื่อนด้วยความรู้ที่ศึกษามา เริ่มจากให้เพื่อนนอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ถอดเสื้อผ้าออก (เด็กชาย ก. เสียดายเล็กน้อยที่เพื่อนเป็นผู้ชาย ฮ่าๆ) แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามซอกตัวพร้อมกับให้เพื่อนอีกคนคอยช่วยพัดตามตัวเพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภูมิของร่างกาย</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
โชคดีที่ตอนนั้นใกล้ถึงเกาะแล้ว เด็กชาย ข. เลยถึงมือหมออย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้นเยอะ หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่หนึ่งคืน เด็กชาย ข. ก็หายดีและออกมามันส์กับเพื่อนๆคนอื่นได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ส่วนเด็กชาย ก. &#8230; เค้ารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนรักของเค้าไว้ &#8230; เวลาที่เสียไปกับการเตรียมการทั้งหมดนี้มันช่างคุ้มค่าจริงๆ</span><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span><strong><span style="font-size: medium;">บทสรุป</span></strong></p>
<p style="text-indent: 2em; font-size: small;">หลักการของ Risk Management ถูกอธิบายไว้หมดแล้วด้วยเรื่องของเด็กชาย ก. ข้างบน (เชื่อปะ? ฮ่าๆ) ผมขอสรุปให้ฟังสั้นๆนะครับ</p>
<ol>
<li><span style="font-size: small;">เห็นถึงความสำคัญของ Risk Management ด้วยการมองย้อนกลับไปที่งานเก่าๆที่เราทำ &#8230; มีอะไรที่ผิดพลาดไปบ้าง มีเรื่องเลวร้ายอะไรที่เราจะป้องกันได้บ้าง</span></li>
<li><span style="font-size: small;">มองหาว่างานที่กำลังทำอยู่หรือกำลังจะทำเนี่ยะ มันมีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Identification ครับ</span></li>
<li><span style="font-size: small;">หลังจากนั้นก็มาวิเคราะห์และประเมินโอกาสที่ความเสี่ยงนี้จะเกิดขึ้น (Likelihood) และความรุนแรงถ้าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นจริง (Severity) แล้วเลือกเฉพาะความเสี่ยงที่สำคัญจริงๆกับงาน กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Assessment ครับ</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เมื่อเลือกได้แล้ว เราก็มาเตรียมหาทางป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงนั้นเป็นจริงขึ้นมา เรากำลังพูดถึง Mitigation Plan แค่นั้นไม่พอครับเพราะเราป้องกันความเสี่ยงพวกนี้ได้ไม่ 100% หรอก มันต้องมีโอกาสที่ความเสี่ยงนั้นจะเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาได้อยู่ดี แล้วถ้ามันเป็นปัญหาเราจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานั้นหรือเราจะทำยังไงให้มันมีผลกระทบต่องานให้น้อยที่สุด เรามาหา Contingency Plan กันครับ ถ้ามีครบทั้งสองข้อแล้วถือว่ากระบวนการ Risk Response เสร็จแล้วหละ</span></li>
<li><span style="font-size: small;">พอรู้ทางหนีทีไล่แล้ว หันกลับมาดูที่งานปัจจุบันด้วยว่า เราวางแผนรับมือความเสี่ยงไว้ดีแล้วรึยัง มีงานไหนที่ต้องทำเพิ่มเพื่อจัดการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้มั้ย ถ้ามีก็<a href="http://www.chapterpiece.com/project-management/2009/12/28/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C/">จับใส่ Project Plan ไปด้วย</a>ครับ ไม่งั้นรับรองได้เลยว่างานนี้จะไม่มีคนทำจนสุดท้ายความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างที่คิดมาก็เปล่าประโยชน์</span></li>
<li><span style="font-size: small;">เตรียมการแล้ว เตรียมตัวแล้ว ถึงเวลาต้องใส่ใจติดตามด้วยว่ามีความเสี่ยงตัวไหนมั้ยที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นจริงขึ้นมา ไม่ใช่เอาแต่นั่งทำงานปัจจุบันไปวันๆไม่เงยหน้าขึ้นมาดูสถานการณ์รอบตัวเลยว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้เตรียมแผนมาดียังไงก็ช่วยไม่ได้ครับเพราะว่าความเสี่ยงมันจะกลายเป็นปัญหาไปก่อนแล้ว ไม่ทันได้ป้องกันอะไรเลย กระบวนการนี้เรียกว่า Risk Tracking and Control</span></li>
</ol>
<p><span style="font-size: small;"><br />
<img class="aligncenter" title="Risk_Management_02" src="http://i908.photobucket.com/albums/ac288/chapterpiece/Accidental%20Project%20Manager/Risk_Management_02.png" alt="Risk_Management_02" width="469" height="598" /><br />
</span></p>
<p><span style="font-size: small;">จบแล้วครับ ง่ายปะ? Risk Management ในการเดินทางไปเที่ยวกับใน Project เหมือนกันเลยครับ ต่างก็แค่ตัวความเสี่ยงเอง ไปเที่ยวเราพูดถึง เมาเรือ, ลมแดด, ตากแดดจนตัวดำ, &#8230; กับ Project เราพูดถึง Requirement Changes, เวลาน้อยไปจนทำไม่ทัน, ลูกค้าอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ, สมาชิกในทีมอาจจะลาออกกันไป, Technology ที่ใช้อาจจะใหม่เกินไปและยังไม่เสถียร, และอื่นๆ</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><br />
ขอบคุณที่ติดตามผลงานฮะ</span> <img src='http://www.chapterpiece.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
<span style="font-size: small;"><br />
</span></p>


<p>Related posts:<ol><li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/03/06/clint-eastwood-is-a-great-project-manager/' rel='bookmark' title='Permanent Link: คุณรู้หรือไม่ว่า Clint Eastwood เป็นสุดยอด Project Manager'>คุณรู้หรือไม่ว่า Clint Eastwood เป็นสุดยอด Project Manager</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/08/14/accidental-project-manager-part-1/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคหนึ่ง'>Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคหนึ่ง</a></li>
<li><a href='http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/08/21/accidental-project-manager-part-2/' rel='bookmark' title='Permanent Link: Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคสอง'>Project Manager จำเป็น &#8212; ภาคสอง</a></li>
</ol></p><div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=bLst7_6jafk:DIEtFbFH_VA:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=bLst7_6jafk:DIEtFbFH_VA:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?a=bLst7_6jafk:DIEtFbFH_VA:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Chapterpiece?i=bLst7_6jafk:DIEtFbFH_VA:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Chapterpiece/~4/bLst7_6jafk" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/09/accidental-project-manager-part-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.chapterpiece.com/project-management/2011/10/09/accidental-project-manager-part-5/</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss><!-- Dynamic Page Served (once) in 2.792 seconds -->

