<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0" xml:base="http://blogazine.pub/">
  <channel>
    <title>ประชาไท บล็อกกาซีน</title>
    <link>http://blogazine.pub/</link>
    <description/>
    <language>th</language>
    
    <item>
  <title>เทคโบรอิสรเสรีนิยมจอมปลอม, เคซีย์ วอเทอร์แมน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6780</link>
  <description>&lt;span&gt;เทคโบรอิสรเสรีนิยมจอมปลอม, เคซีย์ วอเทอร์แมน&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-07-09T20:10:40+07:00" title="Wednesday, July 9, 2025 - 20:10"&gt;Wed, 07/09/2025 - 20:10&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ทุกวันนี้เวลาพูดคำว่า “อิสรเสรีนิยม” (libertarian) คนมักจะนึกถึงอีลอน มัสก์, ปีเตอร์ ทีล และเทคโบรทั้งหลายที่พยายามอ้างตัวว่าเป็นอิสรเสรีนิยม อิสรเสรีนิยมมีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียงจากการที่คนเหล่านี้สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่อีลอน มัสก์ ทำเสมือนว่าตัวเองเป็นประธานาธิบดีโดยพฤตินัย ที่น่าเศร้าก็คือ ไม่มีใครเลยสักคนในนี้ที่เป็นอิสรเสรีนิยมจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชาวอิสรเสรีนิยมเชื่อในเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการรวมตัวกัน สิทธิ์ในทรัพย์สิน ความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย การไม่ใช้ความรุนแรง (เว้นแต่เพื่อปกป้องตัวเอง) เสรีภาพในการประกอบกิจการและเสรีภาพในการค้าขาย คุณอาจจะเห็นด้วยกับหลักการพวกนี้อยู่แล้วต่อให้ไม่ได้เรียกตัวเองว่าอิสรเสรีนิยม ตรงกันข้าม เทคโบรทั้งหลายไม่ได้เชื่อในหลักการเหล่านี้ พวกเขาเป็นเผด็จการหัวรุนแรงที่แค่ทำทีเหมือนว่ารักเสรีภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เริ่มจากคนที่น่ารังเกียจที่สุดในกลุ่มนี้ อีลอน มัสก์ เห็นกันอยู่ตำตามานานก่อนที่เขาจะ&lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=joV-9FFoA3Q"&gt;ทำท่าวันทยหัตถ์แบบนาซี&lt;/a&gt; ว่ามัสก์แค่คอสเพลย์เป็นอิสรเสรีนิยม มักส์อ้างว่าตัวเองเป็น “ผู้ที่เชื่อในเสรีภาพในการพูดอย่างถึงที่สุด” แต่จุดยืนของเขากลับจำกัดอยู่เพียง[เสรีภาพในการพูดของ]กลุ่มเหยียดผิว พวกต่อต้านชาวยิว และพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวา เขายินดีที่จะเซ็นเซอร์โพสต์ในทวิตเตอร์ตามคำร้องขอของรัฐบาลเผด็จการในตุรกี อินเดีย และประเทศอื่นๆ เขา&lt;a href="https://www.forbes.com/sites/markjoyella/2024/01/09/elon-musk-silencing-his-critics-as-journalists-are-suspended-by-x/"&gt;ระงับบัญชีนักข่าว&lt;/a&gt;ที่รายงานข่าวที่เขาไม่ชอบ และ&lt;a href="https://whowhatwhy.org/culture/journalism-media/community-note-quietly-disappears-from-musks-misinformation-tweet/"&gt;ลบ Community Notes ที่แฉว่าเขาพูดโกหก&lt;/a&gt; ในจีน บริษัทของมัสก์&lt;a href="https://apnews.com/article/tesla-china-musk-investigation-takeaways-422af6d3c6e7cc88173d12891e8c0a9a"&gt;ฟ้องนักข่าวและลูกค้า&lt;/a&gt;ในข้อหา “หมิ่นประมาท” เมื่อพวกเขาวิจารณ์คุณภาพของรถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อผู้ใช้ Reddit คนหนึ่งโพสต์เปิดเผยตัวลูกน้องสาย DOGE ของเขา มัสก์ถึงกับ&lt;a href="https://mashable.com/article/elon-musk-messaged-reddit-ceo-over-content"&gt;ขอให้&lt;/a&gt;ซีอีโอของ Reddit ลบกระทู้นั้นด้วยตนเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มัสก์ยังไม่เชื่อในเสรีภาพในการรวมตัวกัน เมื่อผู้ลงโฆษณาพากันหนีออกจาก Twitter เพราะไม่ต้องการให้โฆษณาของตนไปอยู่ข้างโพสต์แนวนาซี มัสก์&lt;a href="https://apnews.com/article/x-sues-advertisers-unilever-cvs-mars-orsted-673d1ae88e9fb0ca5b170d238739453e"&gt;กลับฟ้อง&lt;/a&gt;พวกเขาเพื่อบังคับให้กลับมาใช้แพลตฟอร์มของตัวเอง เขายัง&lt;a href="https://arstechnica.com/tech-policy/2023/12/tesla-again-threatens-to-sue-cybertruck-buyers-who-try-to-resell-the-cars/"&gt;ขู่จะฟ้องลูกค้าที่ซื้อ Cybertruck&lt;/a&gt; แล้วพยายามนำไปขายต่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเป็นหลักการสำคัญของอิสรเสรีนิยมอย่างโจ่งแจ้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อันที่จริง ทรัพย์สินมหาศาลของมัสก์สร้างขึ้นจากสัญญาและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เขายังเดินหน้าจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเอง&lt;a href="https://gizmodo.com/faa-might-drop-verizon-for-starlink-as-elon-musk-controls-u-s-government-2000569321"&gt;มากขึ้นกว่าเดิม&lt;/a&gt;นับตั้งแต่รัฐบาลที่ชอบสร้างศัตรูของเขาขึ้นมามีอำนาจ ในตลาดเสรี มัสก์น่าจะล้มละลายไปแล้วเพราะมีคนไม่กี่คนที่อยากซื้อของที่เขาขาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มัสก์ยังไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียม ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เขาก็เดินหน้าลบข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จของ&lt;a href="https://www.404media.co/nasa-dei-drop-everything-executive-order/"&gt;ผู้หญิง&lt;/a&gt;และ&lt;a href="https://www.msn.com/en-us/news/us/arlington-national-cemetery-removed-links-to-webpages-about-black-hispanic-and-female-veterans/ar-AA1AWJCt"&gt;คนผิวสี&lt;/a&gt;ออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาล โดยเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าโฆษณาชวนเชื่อของ “DEI” [ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม] ซึ่งเป็นเพียงวิธีชี้เป้าล่อพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวา อิสรเสรีนิยมทุกแขนง ไม่ว่าจะฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา สายกลาง หรือไม่เติมคำพ่วงท้าย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเหยียดเชื้อชาติขัดกับหลักการของอิสรเสรีนิยม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปีเตอร์ ทีล หนึ่งในสมาชิกของ&lt;a href="https://en.wikipedia.org/wiki/PayPal_Mafia"&gt;เพย์พาลมาเฟีย&lt;/a&gt; (Paypal mafia) เป็นอิสรเสรีนิยมจอมปลอมอีกคนหนึ่ง ทีลลงทุนในบริษัทที่พึ่งพาสัญญาจากรัฐบาลเป็นหลัก หรือบางกรณีแทบจะพึ่งพาแต่รัฐเพียงอย่างเดียวด้วย ตัวอย่างที่อื้อฉาวที่สุดได้แก่ &lt;a href="https://theintercept.com/2017/02/22/how-peter-thiels-palantir-helped-the-nsa-spy-on-the-whole-world/"&gt;Palantir&lt;/a&gt; บริษัทที่ช่วยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองสอดส่องประชาชนเป็นวงกว้าง, Anduril บริษัทผลิตอาวุธอัตโนมัติ และ SpaceX ของมัสก์เอง อเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของ Palantir ถึงกับ&lt;a href="https://www.motherjones.com/politics/2025/02/palantir-alex-karp-trump-private-prisons-profiteers/"&gt;เฉลิมฉลอง&lt;/a&gt;การเนรเทศหมู่ของรัฐบาลทรัมป์ เพราะทำให้เขาได้สัญญาจากรัฐบาลมากยิ่งขึ้น คาร์ปประกาศว่า “Palantir มาที่นี่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และเพื่อข่มขวัญศัตรูของเราเมื่อจำเป็น และเพื่อฆ่าพวกนั้นในบางโอกาส”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปี 2013 ทีลออกเงินทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์ให้กับคดีความของนักมวยปล้ำ ฮัลก์ โฮแกน ที่ฟ้องร้อง Gawker จนเป็นเหตุให้สื่อเจ้านั้นล้มละลาย ว่ากันว่าสาเหตุที่แท้จริงคือการที่ Gawker เคยเปิดเผยว่าทีลเป็นเกย์ในปี 2007 แต่สิ่งที่เขาโกรธยิ่งกว่าคือการที่เว็บไซต์นี้&lt;a href="https://www.gawkerarchives.com/this-is-why-billionaire-peter-thiel-wants-to-end-gawker-1778734026"&gt;รายงานข่าวในแง่ลบ&lt;/a&gt;เกี่ยวกับบริษัทและกิจกรรมทางการเมืองของตน (ทีลสนับสนุนกลุ่มต่อต้านผู้อพยพและกลุ่มปฏิเสธภาวะโลกร้อน) ล่าสุดในปี 2023 เขา&lt;a href="https://www.harpercollins.com/products/the-origins-of-woke-richard-hanania?variant=41004650528802"&gt;เขียนคำนิยม&lt;/a&gt;ให้กับหนังสือ The Origins of Woke ของ&lt;a href="https://www.huffpost.com/entry/richard-hanania-white-supremacist-pseudonym-richard-hoste_n_64c93928e4b021e2f295e817"&gt;ริชาร์ด ฮานาเนีย&lt;/a&gt; โดยกล่าวว่า “DEI จะไม่มีวัน ‘d-i-e’ [ตาย] ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว ฮานาเนียแสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องใช้การกระทำความรุนแรงของรัฐในการขับไล่ปีศาจแห่งความหลากหลาย” ทีลยังเป็น&lt;a href="https://www.washingtonpost.com/technology/2024/07/28/jd-vance-peter-thiel-donors-big-tech-trump-vp/"&gt;เหตุผลหลัก&lt;/a&gt;ให้เจดี แวนซ์ &lt;a href="https://thehill.com/opinion/campaign/4895080-jd-vances-shameless-lies-have-caused-springfield-to-be-terrorized/"&gt;ชายที่น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง&lt;/a&gt; ก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนต่อไปคือนักร่วมลงทุนชื่อฉาวโฉ่อย่างมาร์ค แอนดรีสเซน ในบทความเรื่อง &lt;a href="https://a16z.com/the-techno-optimist-manifesto/"&gt;Techno-Optimist Manifesto&lt;/a&gt; แอนดรีสเซนยกย่องคุณงามความดีของตลาดเสรีและวิธีที่มันสร้างความมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลานำหลักการเหล่านั้นไปใช้จริง แอนดรีสเซนกลับกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก แม้เขาจะอ้างว่าสนับสนุนการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย แต่ถึงเวลาจริง&lt;a href="https://www.theatlantic.com/ideas/archive/2022/08/marc-andreessens-opposition-housing-project-nimby/671061/"&gt;กลับต่อต้าน&lt;/a&gt;การก่อสร้างอพาร์ตเมนต์แบบหลายครอบครัวในเมืองมหาเศรษฐีของตัวเองอย่างเอเธอร์ตันในแคลิฟอร์เนีย เขายังอ้างว่าสนับสนุนเสรีภาพในการพูด แต่กลับแสดงความเห็นว่า ผู้ลงโฆษณาที่แบนเว็บไซต์แนวนาซีของอีลอน&lt;a href="https://www.techdirt.com/2024/11/14/you-dont-believe-in-free-markets-and-free-speech-if-youre-demanding-criminal-charges-against-people-for-their-free-market-free-speech-decisions/"&gt;ควรถูกดำเนินคดี&lt;/a&gt;ในข้อหา “สมคบกันจำกัดการค้า”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เช่นเดียวกับทีล แอนดรีสเซนลงทุนใน SpaceX, Anduril และบริษัทอื่นๆ ที่พึ่งพิงสัญญาจากรัฐบาล บริษัทของเขาลงทุนมหาศาลในคริปโตเคอร์เรนซี จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประกาศแผนคลังคริปโต “เชิงยุทธศาสตร์” โดยที่ “ยุทธศาสตร์” ในที่นี้ก็คือให้รัฐบาลซื้อและถือครอง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ เพื่อดันราคาขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“อิสรเสรีนิยม” จอมปลอมคนสุดท้ายของเราในวันนี้คือ บาลาจี ศรีนิวาสัน อดีตหุ้นส่วนในบริษัทร่วมลงทุนของแอนดรีสเซน บาลาจีพูดจาภาษาอิสรเสรีนิยมเฉพาะเวลาตัวเองได้ประโยชน์ แต่เมื่อขุดลงลึกไปก็จะพบว่าเขาคือฟาสซิสต์ดีๆ นี่เอง &lt;a href="https://newrepublic.com/article/180487/balaji-srinivasan-network-state-plutocrat"&gt;กิล ดูราน จาก The New Republic&lt;/a&gt; เขียนบทความอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับแผนของบาลาจีที่จะกำจัด “ชาวสีน้ำเงิน” หรือคนที่ไม่ใช่ฝ่ายขวาจัดออกจากซานฟรานซิสโก เขาต้องการสร้างเผ่าพันธุ์ของ “กลุ่มสีเทา” (ซึ่งหมายถึงบรรดาเทคโบร) ที่จะครอบงำการเมืองในเมือง โดยร่วมมือกับพรรครีพับลิกันและติดสินบนตำรวจ ในเมืองฟาสซิสต์ของเขานั้น “ชาวสีน้ำเงิน” จะไม่มีที่ยืน นอกจากนี้ เขายังส่ง&lt;a href="https://www.businessinsider.com/venture-capitalist-balaji-srinivasan-suggested-doxxing-journalist-nyt-2021-2"&gt;อีเมล&lt;/a&gt;ถึงเคอร์ติส ยาร์วิน ฝ่ายขวาจัดปฏิกิริยา แนะนำให้&lt;a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Doxing"&gt;แฉตัวตนที่แท้จริง&lt;/a&gt;ของนักข่าวที่รายงานข่าวที่ทั้งคู่ไม่พอใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บาลาจียังลงทุนใน Próspera เมืองกฎหมายพิเศษในฮอนดูรัส ซึ่งถูกโฆษณาว่าเป็น “เมืองอิสรเสรีนิยม” แต่แท้จริงกลับไม่มีอะไรที่อิสรเสรีนิยมเลย เอียน แมคดูกอลล์ และอิซาเบล ซิมป์สัน &lt;a href="https://restofworld.org/2021/honduran-islanders-push-back-libertarian-startup/"&gt;เขียนไว้ว่า&lt;/a&gt;ผู้พัฒนาโครงการให้สัญญาเท็จกับชาวบ้าน แทรกแซงการเลือกตั้งในชุมชน และตั้งจุดตรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวของพวกเขาคอยตรวจเอกสารของคนที่ผ่านไปมา ทั้งหมดนี้คือฟาสซิสต์ล้วนๆ และไม่มีทางที่อิสรเสรีนิยมที่มีหลักการจริงๆ คนใดจะสนับสนุนเรื่องไร้สาระพรรค์นี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากคุณอ่านงานของนักเขียนอิสรเสรีนิยมคลาสสิก เช่น เฟรเดอริก บาสเตีย, ฟรีดริช ฮาเย็ก, โรเดอริก ลอง และคนอื่นๆ คุณจะเห็นความตั้งใจจริงต่อหลักการที่กล่าวถึงในตอนต้น พวกเขายังเชื่อร่วมกันว่าสังคมเสรี (free society) จะช่วยเหลือคนยากไร้และคนที่อ่อนแอที่สุดของเราได้ กลับกัน พวกเทคโบรพยายามตั้งหน้าตั้งตานำคำว่า “อิสรเสรีนิยม” มาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในใจลึกๆ พวกเขากลับขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าจริงๆ ตัวเองเป็นเพียงฟาสซิสต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60397"&gt;Pseudo-Libertarian Tech Bros&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60513&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;เทคโนโลยี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;อิสรเสรีนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;ทุนนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Wed, 09 Jul 2025 13:10:40 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6780 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6780#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>ความเขลาอย่างมีเหตุมีผล ความบิดเบี้ยวทางความคิด และอนาธิปไตย, เควิน คาร์สัน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6779</link>
  <description>&lt;span&gt;ความเขลาอย่างมีเหตุมีผล ความบิดเบี้ยวทางความคิด และอนาธิปไตย, เควิน คาร์สัน&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-07-03T18:16:19+07:00" title="Thursday, July 3, 2025 - 18:16"&gt;Thu, 07/03/2025 - 18:16&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ในทฤษฎีการเลือกสาธารณะ (public choice theory) แนวคิดเรื่อง “ความเขลาอย่างมีเหตุมีผล” (rational ignorance) หมายถึงการเลือกที่จะไม่หาความรู้ให้กับตัวเองในบางประเด็น เมื่อต้นทุนของการแสวงหาความรู้สูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันสูงกว่าความน่าจะเป็นที่คะแนนเสียงของตนจะส่งผลต่อผลของการเลือกตั้ง หรือสูงกว่าความน่าจะเป็นที่อิทธิพลทางการเมืองของตนจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนักการเมืองได้ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับข้อจำกัดของเวลาและพลังงานของมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนย่อมมีแนวโน้มที่จะทุ่มเททรัพยากรเหล่านั้นให้กับครอบครัว งาน เพื่อน และเพื่อนบ้าน มากกว่าที่จะใส่ใจกับนโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โชคร้ายที่การเลือกไม่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เมื่อไรที่เรามีแนวโน้มที่เข้าใจได้ในการจำกัดความพยายามของตัวเองในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมหรือนโยบายสาธารณะ เราก็มักมีความเห็นที่รุนแรงเกี่ยวกับประเด็นระดับชาติบนฐานของข้อมูลที่มีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัดนั้นตามไปด้วย ด้วยเหตุฉะนี้ คนมากมายจึงมีความเห็นรุนแรงเชิงลบ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือมีอคติ ต่อกลุ่ม LGBT คนผิวสี และผู้อพยพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาวันนี้หลังจากส่งข้อความพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งเกี่ยวกับเจ้านายของเธอ เธอเล่าว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“เขาเป็นคนที่มีข้อเสียเต็มไปหมด เราสองคนมีความเชื่อที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราต่างไม่พูดถึงเรื่องนั้นกัน เขาทำดีกับฉันอยู่บ่อยๆ เพื่อตอบแทนเขา ฉันเลยคอยเตือนเขาเป็นระยะๆ ให้ดื่มน้ำตลอดทั้งวัน นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่ฉันสามารถทำให้ MAGA สกปรกๆ คนหนึ่งได้”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ผมให้ความหวัง บอกไปว่าข้อเท็จจริงที่ว่าคนบางคนดีได้กว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่ออาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งให้มีความหวัง เธอตอบกลับมาว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“ฉันไม่เข้าใจจิตวิทยาเบื้องหลังเรื่องนี้สักนิด…คนพวกนี้จะช่วยใครก็ได้จริงๆ ตอนเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ พวกเขาจะขับกระบะยกสูง รถจี๊ป เรือ อะไรต่อมิอะไรมาให้ความช่วยเหลือ แต่พอวิกฤตผ่านพ้นไป วงจรของความเกลียดชังก็กลับมาอีก”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;น่าประหลาดใจที่บ่อยครั้ง เมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับคนชายขอบ ผู้คนมักมีท่าทีตอบสนองในลักษณะที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความเชื่อนามธรรมที่พวกเขามีต่อคนกลุ่มนั้น ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากอุดมการณ์ทางการเมืองหรือจุดยืนที่พวกเขายึดถือในวาทกรรมทางการเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองนึกถึงตัวอย่างของผู้ที่เคยกระตือรือร้นลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์เพราะคำมั่นสัญญาในการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมาก แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าของมนุษย์จริงๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของนโยบายนี้แล้วกลับรู้สึกตกใจระคนผิดหวัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หรืออีกตัวอย่างคือ สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐมอนแทนา 29 คนจากพรรครีพับลิกัน ที่เปลี่ยนใจลงมติคัดค้านร่างกฎหมายต่อต้านคนข้ามเพศ หลังจากได้ฟังสุนทรพจน์สะเทือนใจจากสมาชิกสภาผู้แทนสองคนที่เป็นคนข้ามเพศ ผมจำไม่ได้ชัดๆ ว่าเคยอ่านเรื่องนี้ที่ไหน แต่มีชายชราคนหนึ่งที่เดินทางมาเพื่อให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ในตอนแรก ทว่าในที่สุดกลับกล่าวคำขอโทษและประกาศว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว และไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวอีกต่อไป อันเป็นผลจากการพูดคุยและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในบริเวณพื้นที่รอเข้าให้การ มีคนไม่น้อยที่แสดงความชิงชังรังเกียจต่อคนอื่นแม้เมื่อได้พบปะกันตัวต่อตัว แต่ก็มีอีกหลายคนที่แม้จะมีความเชื่อที่ชิงชังรังเกียจต่อคนบางกลุ่มแบบเหมารวม แต่กลับปฏิบัติต่อมนุษย์ที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยในชีวิตด้วยด้วยจิตใจที่ดีงาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผมไม่คิดว่ามนุษย์เราในฐานะสิ่งมีชีวิตตระกูลวานรที่วิวัฒนาการมาในสภาพแวดล้อมที่ปฏิสัมพันธ์และการตัดสินใจส่วนใหญ่ของเราเกี่ยวข้องกับกลุ่มขนาดเล็กที่มีคนอยู่ไม่กี่สิบคน มีความพร้อมที่จะรับมืออย่างเป็นเหตุเป็นผลกับประเด็นระดับทวีปหรือระดับโลกปริมาณมหาศาล บนฐานของความเป็นจริงที่ระบบการติดต่อสื่อสารระดับโลกถ่ายทอดต่อมาให้เราในรูปสัญลักษณ์ (symbolically-mediated) มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความบิดเบือนและมืดบอดทางความคิด อาการนี้จะร้ายแรงยิ่งขึ้นเมื่อเราถูกแยกออกจากประสบการณ์ตรง เมื่อการรับรู้ของเราเกี่ยวกับคนอื่นโดยมากแล้วถูกกำกับด้วยชุดอุดมการณ์นามธรรมที่เราได้รับต่อมาจากกลไกทางวัฒนธรรม เช่น OANN หรือ Radio Rwanda หาใช่มาจากประสบการณ์ตรงจากการปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาตั้งแต่เกิดจนเติบโตขึ้นเรื่อยมา ผลที่ได้ก็มักจะเป็นพิษเป็นภัยเสียเป็นส่วนมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงมักพบความแตกต่างอย่างรุนแรงระหว่างวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อกันในบริบทของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์โดยตรง กับวิธีที่พวกเขาเสนอให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นในฐานะสมาชิกของกลุ่มนามธรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลอีกส่วนหนึ่งอาจมาจากต้นทุนทางสังคมและจิตวิทยาที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเราต้องรับมือกับกลุ่มคนนามธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไปซึ่งเรารับรู้ผ่านระบบสัญลักษณ์ อย่างไรก็ดี เมื่อเราเจอกันตัวต่อตัวกับสมาชิกของกลุ่มที่ตนไม่ได้สังกัด (outgroup) ต้นทุนดังกล่าวก็จะยิ่งเด่นชัดสะดุดตา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลหนึ่งว่าทำไม ในฐานะนักอนาธิปไตย ผมจึงเชื่อว่าเราจำเป็นต้องถ่ายโอนกลไกและการตัดสินใจที่กระทบต่อชีวิตเราให้กับหน่วยงานในระดับท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หน่วยงานเหล่านี้ควรเป็นหน่วยที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงในชีวิตประจำวัน เช่น สถานที่ทำงานที่บริหารจัดการด้วยตนเอง และบริการสาธารณะต่างๆ ทั้งนี้ โดยควรมีกลไกประชาธิปไตยทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็นในกรณีที่ต้องอาศัยฉันทามติร่วมกัน ส่วนกลไกการทำงานขนาดใหญ่ใดๆ ที่ยังคงต้องมีอยู่เพื่อรองรับพื้นที่ที่กว้างขวางเกินกว่าที่จะบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นได้ กลไกเหล่านั้นก็ควรจัดการผ่านโครงสร้างถาวรที่มีลักษณะเป็นระบบแพลตฟอร์ม (standing platforms) ซึ่งดำเนินการในเชิงบริหารจัดการโดยอัตโนมัติให้มากที่สุด มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการทางการเมือง ดังที่แซงต์-ซิมงเคยกล่าวไว้ “แทนที่การปกครองของบุคคล ด้วยการบริหารจัดการของสรรพสิ่ง”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดเชิงนามธรรมหรือเชิงสัญญะเป็นสิ่งไม่ดี หากปราศจากความคิดเหล่านี้ไป วรรณกรรม ดนตรี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และปรัชญาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาอยู่ที่การเรียกร้องให้มีการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่ประสบการณ์ตรงถูกแทนที่โดยความเป็นจริงที่เรารับรู้มาอีกทอดหนึ่งผ่านระบบสัญญะล้วนๆ ปัญหายังปรากฏชัดยิ่งขึ้นเมื่อต้องตัดสินว่าเราจะปฏิบัติต่อมนุษย์จริงๆ ที่อยู่ตรงหน้าเราอย่างไร โดยอิงจากหมวดหมู่อุดมการณ์มือสองซึ่งมองพวกเขาในฐานะตัวแทนของกลุ่มนามธรรมเหล่านั้น และมองข้ามความเป็นมนุษย์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรามักเห็นผู้คนใช้เวลายาวนานและในบางกรณีก็สายเกินไปกว่าจะเรียนรู้ว่า ผู้คนที่พวกเขาเคยมองเห็นเป็นเพียงตัวละครไร้วิญญาณที่ชื่อว่า “ผู้อพยพผิดกฎหมาย” (illegal alien) หรือภายใต้หมวดหมู่ของ “อุดมการณ์ทางเพศ” (gender ideology) เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกัน มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย เราควรเห็นมนุษย์เป็นสิ่งแรก.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60395"&gt;Rational Ignorance, Cognitive Distortion, and Anarchism&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60507&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/rational-ignorance" hreflang="th"&gt;rational ignorance&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/maga" hreflang="th"&gt;MAGA&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;อนาธิปไตย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/c4ss" hreflang="th"&gt;c4ss&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 03 Jul 2025 11:16:19 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6779 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6779#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>การเดินหนีและการส่งเสียง, เควิน คาร์สัน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6778</link>
  <description>&lt;span&gt;การเดินหนีและการส่งเสียง, เควิน คาร์สัน&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-06-28T17:15:58+07:00" title="Saturday, June 28, 2025 - 17:15"&gt;Sat, 06/28/2025 - 17:15&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;แนวคิดอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวากระแสหลักมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการให้ความสำคัญกับสิ่งที่อัลเบิร์ต โอ. เฮิร์ชแมน เรียกว่า “การเดินหนี” (exit – หรือความสามารถในการหลีกเลี่ยงอำนาจรัฐผ่านการย้ายถิ่นหรือการหลบเลี่ยง) มากกว่า “การส่งเสียง” (voice – หรือการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของระบอบการเมืองการปกครองที่เราใช้ชีวิตอยู่)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดเรื่องการเดินหนีที่ว่าไม่ใช่เรื่องผิด อย่างที่ชาร์ลส์ จอห์นสัน&lt;a href="https://radgeek.com/gt/2009/02/07/countereconomic_optimism/"&gt;เคยชี้ไว้&lt;/a&gt; ในรัฐที่กดขี่ การหลบเลี่ยงนโยบายที่เป็นอันตรายหรือขัดแย้งกับหลักการของเรานั้นมักมีต้นทุนทางปฏิบัติน้อยกว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านั้นผ่านกระบวนการทางการเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิสัยทัศน์ของอิสรเสรีนิยมฝ่ายซ้าย ไม่ว่าจะเป็นแบบอนาธิปไตยหรือสังคมนิยมเสรี มักจะรวมเอาทั้ง “การเดินหนี” และ “การส่งเสียง” เข้าไว้ด้วยกันในสัดส่วนที่สมดุล แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือ การอำนวยการให้เกิดความร่วมมือแบบไม่ต้องขออนุญาต (permissionless coordination) ให้ได้มากที่สุด ผ่านการจัดองค์กรแบบแนวราบหรือการประสานงานโดยไม่ต้องสื่อสารโดยตรง (stigmergic organization) พร้อมทั้งรับประกันว่า ในทุกกรณีที่จำเป็นต้องมีนโยบายบางอย่างที่ต้องอาศัยข้อตกลงร่วมกัน ทางออกในการตัดสินใจคือกระบวนการแบบประชาธิปไตย ตัวอย่างหนึ่งของโมเดลนี้คือระบบฟีลี (phyle) ของขบวนการลาส อินดิอาส (Las Indias) ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายแนวราบระดับโลก ประกอบด้วยเขตชุมชนท้องถิ่นอิสระที่สมาชิกในแต่ละพื้นที่ทำงานร่วมกันในลักษณะสหกิจ (cooperative work teams) และปกครองตนเองผ่านประชาธิปไตยทางตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาอยู่ที่กลุ่มฝ่ายขวาซึ่งมีท่าทีต่อต้านประชาธิปไตยอย่างฝังราก และเลือกจะยึดการเดินหนีเป็นทางออกโดยปฏิเสธการส่งเสียงแทบทั้งหมด แม้คนกลุ่มนี้มักนิยามตนเองว่าเป็น “นักอิสรเสรีนิยม” แต่โลกที่จัดระเบียบด้วยหลักการของการเดินหนีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีประชาธิปไตยในสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเลยนั้น ไม่อาจสร้างอิสรภาพที่แท้จริงได้ ไม่ว่าสังคมนั้นจะกระจายอำนาจแค่ไหน ไม่ว่ามันจะเปิดให้ร่วมมือกันได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจัดองค์กรโดยไม่ต้องสื่อสารกันโดยตรงมากเพียงใด ก็ยังมีโหนดบางโหนดที่ไม่อาจลดทอนลงได้ อาทิ สถานที่ทำงาน ระบบสาธารณูปโภคหรือโครงข่ายพลังงานขนาดเล็ก ที่อยู่อาศัยแบบรวมกลุ่ม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการภายใต้นโยบายเดียวร่วมกัน ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่นอกเหนือจากการส่งเสียง คือการเปลี่ยนทุกโหนดเหล่านั้นให้กลายเป็นอาณาเขตแบบศักดินา ที่การตัดสินใจทุกอย่างสะท้อนเจตจำนงของเจ้าของโหนดเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ เป็นเพียงคนในบังคับที่จะมีสิทธิเพียงแค่ยอมอยู่ต่อหรือเดินจากไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรามองเห็นเรื่องนี้ได้ชัดในโลกจริง ผ่านแนวโน้มแบบเผด็จการจริงๆ ของกลุ่มผู้สนับสนุนโมเดลการเดินหนีรายใหญ่ที่สุด ในทางปฏิบัติ โมเดลแบบนี้มักเสื่อมสภาพกลายเป็นระบบศักดินาเทคโนโลยี (techno-feudalism) อย่างรวดเร็ว หรือเผลอๆ ยังอาจได้รับการออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางที่อ่อนที่สุดคือโครงการอย่างการตั้งเมืองเฉพาะกิจ (charter cities) ที่ผลักดันโดยไบรอัน โดเฮอร์ตี้แห่ง Reason ภายใต้โครงสร้างที่คนส่วนใหญ่น่าจะมองว่าเหมือนกับโลกดิสโทเปียในนิยายไซเบอร์พังก์นี้ นักลงทุนและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ให้ทุนตั้งต้นและลงทุนอย่างต่อเนื่องจะเป็นผู้กำหนดกฎหมายที่ควบคุมผู้คนซึ่งอยู่อาศัยและทำงานในชุมชนนั้นๆ “เสรีภาพ” สำหรับเจ้าของ คือระบบศักดินาสำหรับทุกคนที่เหลือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางอื่นๆ นับจากจุดนี้ไปจะลื่นไถลเข้าสู่ทิศทางอันมืดมนภายใต้แนวคิดปฏิกิริยาใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ&lt;br&gt;เราเห็นได้จากแนวคิด “แพตช์เวิร์ก” (patchwork) ของเคอร์ติส ยาร์วิน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ เม่งจื่อ โมลด์บั๊ก) และ “รัฐเครือข่าย” (network state) ของบาลาจี ศรีนิวาสัน รวมถึงคนในซิลิคอนวัลเลย์อย่างปีเตอร์ ทีล และอีลอน มัสก์ ที่สนับสนุนวาระเหล่านี้ รวมถึงนักการเมืองอย่างเจดี แวนซ์ ที่แฝงตัวมาทำหน้าที่ผลักดันแนวคิดนี้ออกสู่สังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีล ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “นักอิสรเสรีนิยม” เคยประกาศไว้ว่า “ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าอิสรภาพและประชาธิปไตยจะไปด้วยกันได้” ทว่าภายใต้ภาพฝันเกี่ยวกับ “อิสรภาพ” ของทีล อิสรภาพเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนพอจะตั้งชุมชนล้อมรั้วเหมือนในนิยาย Snow Crash หรือตั้งรัฐของตัวเองได้ ก็คืออิสรภาพในการเลือกว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเหนือหัวแห่งศักดินาเทคโนโลยีพระองค์ไหน โมลด์บั๊กเคยประกาศไว้อย่างไม่สะทกสะท้านถึงภาพฝันแบบเผด็จการในแนวคิด แพตช์เวิร์ก ของเขาว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;แนวคิดพื้นฐานของแพตช์เวิร์ก ก็คือ เมื่อรัฐบาลห่วยๆ ที่เราสืบทอดมาจากอดีตถูกทำลายลง มันควรถูกแทนที่ด้วยใยแมงมุมระดับโลกที่ประกอบด้วยประเทศเอกราชขนาดจิ๋วสักสิบหรือแม้แต่หลายร้อยหลายพันแห่ง แต่ละแห่งปกครองโดยบริษัทมหาชนของตนเองโดยไม่ต้องสนใจความเห็นของผู้อยู่อาศัยเลย ถ้าประชาชนไม่ชอบรัฐบาลของตน ก็สามารถย้ายไปอยู่ที่อื่นได้และควรทำเช่นนั้นด้วย ระบบนี้ออกแบบให้มีแต่การ “เดินหนี” โดยไม่มีการ “ส่งเสียง”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอนี้สะท้อนภาพฝันแบบฮอปเปียนิสม์ (Hoppeanism) ซึ่งบังเอิญเป็นแรงบันดาลใจให้กับยาร์วิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดนี้แบ่งประเภทมนุษย์ออกเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้บุกรุก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โลกที่มีแต่การเดินหนีและไม่มีวิธีให้ส่งเสียงขัดแย้งกับอิสรภาพที่แท้จริงของมนุษย์ การมีอำนาจตัดสินใจในชีวิต (human agency) และการเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี (human flourishing) ซึ่งถือเป็นอิสรภาพอันแท้จริง จำต้องอาศัยมากกว่าแค่สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตภายใต้เจ้าที่ดินหรือนายหัวที่คุณรังเกียจน้อยที่สุด อิสรภาพที่แท้จริงหมายถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณในที่ที่คุณอาศัยอยู่ ณ เวลานี้.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60390"&gt;&lt;u&gt;Exit and Voice&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60446&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;อิสรเสรีนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;ศักดินาเทคโนโลยี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E" hreflang="th"&gt;เสรีภาพ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/c4ss" hreflang="th"&gt;c4ss&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Sat, 28 Jun 2025 10:15:58 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6778 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6778#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>เอ.อาร์. ม็อกซอน ว่าด้วยมหาเศรษฐี, เควิน คาร์สัน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6777</link>
  <description>&lt;span&gt;เอ.อาร์. ม็อกซอน ว่าด้วยมหาเศรษฐี, เควิน คาร์สัน&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-06-28T17:12:23+07:00" title="Saturday, June 28, 2025 - 17:12"&gt;Sat, 06/28/2025 - 17:12&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;นานๆ ทีเวลาเราได้ยินคนพูดเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่งได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เราจะอยากแชร์สิ่งนั้นออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับผม เรื่องที่ว่าคือ &lt;a href="https://www.the-reframe.com/we-cant-afford-billionaires/?ref=the-reframe-newsletter"&gt;คำอธิบายเกี่ยวกับมหาเศรษฐีและบทบาททางสังคมของมหาเศรษฐีทั้งหลาย โดย เอ.อาร์. ม็อกซอน&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่พวก[มหาเศรษฐี]ทำคือ การพาตัวเองเข้าไปใกล้แหล่งคุณค่าโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากระบบของมนุษย์ที่ดำเนินไปโดยธรรมชาติ – คุณค่าที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เป็นมนุษย์และใช้ชีวิตใกล้ชิดกันจนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สังคม” อันเป็นต้นกำเนิดของคุณค่าทั้งปวง – จากนั้นก็ขโมยคุณค่าเหล่านั้นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว พวกเขายึดครองคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้นร่วมกันบางส่วนไว้ – ยึดครองกิจการ กระบวนการ หรือแนวคิดหนึ่งๆ หรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะมนุษย์อยู่ร่วมกันในฐานะสังคม และสำเร็จขึ้นมาได้ก็เพราะมันสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น – แล้วนำคุณค่าที่พวกเขาได้ขโมยมาอย่างไม่เป็นธรรมนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครองสิ่งเหล่านั้น จากนั้นก็บิดเบือนมันจนในที่สุดมันไม่สร้างคุณค่าให้ใครอีกเลย นอกจากจะส่งคุณค่ากลับไปให้พวกเขาเท่านั้น สุดท้าย มหาเศรษฐีจะนำคุณค่าที่ยักยอกไว้แต่ผู้เดียวนี้มาใช้เป็นหลักฐานว่าตนเองช่างเป็นบุคคลทรงคุณค่าเหนือใคร&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ประโยคแรกของม็อกซอนถือเป็นหนึ่งในบทสรุปที่กระชับที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ในบรรดาข้อโต้แย้งที่นักวิจารณ์ทุนนิยมพยายามเสนอในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อความดังกล่าวแทบจะเหมือนกับคำอธิบายของเฮนรี จอร์จ เกี่ยวกับการทำงานของค่าเช่าที่ดินของเจ้าที่ดินแบบคำต่อคำ จอร์จอธิบายว่า เจ้าของที่ดินแค่นั่งอยู่บนผืนดิน อันเป็นทรัพยากรที่ไม่มีใครเป็นผู้สร้างขึ้น และมีอยู่จำกัดโดยธรรมชาติ ก็สามารถกอบโกยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากทำเลนั้นไปได้ ต่อให้มูลค่าทั้งหมดเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากความมั่งคั่งของชุมชนรอบข้าง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาใดๆ ที่เจ้าของที่ดินเป็นคนทำเลยก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จอร์จต่อยอดคำอธิบายนี้จากการวิเคราะห์ส่วนต่างค่าเช่า (differential rent) ของริคาร์โด หลักการคือ ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต้องใช้แรงงานและการปรับปรุงดินน้อยที่สุดในการผลิตผลผลิตต่อหน่วย จะถูกนำมาเพาะปลูกก่อน จากนั้นเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ที่ดินผืนใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ลดลงเรื่อยๆ และต้องใช้ต้นทุนมากขึ้นในการผลิตผลผลิตเท่าๆ กัน ก็จะถูกนำมาเพาะปลูกตามลำดับ เมื่อเกษตรกรที่ทำกินบนที่ดินคุณภาพต่ำกว่าได้ผลผลิตน้อยลงด้วยต้นทุนเท่าเดิม พวกเขาจึงจำเป็นต้องตั้งราคาขายสูงขึ้น ส่วนเกษตรกรที่ทำกินอยู่บนที่ดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า แม้ต้นทุนจะต่ำกว่ามาก ก็ยังสามารถตั้งราคาขายเท่ากันได้ เพราะข้าวเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ ราคาส่วนเพิ่มที่พวกเขาเก็บได้เพียงเพราะคนที่ปลูกบนที่ดินแย่กว่าต้องตั้งราคาสูงขึ้นนี่เอง คือรายได้ที่ไม่ได้มาจากการลงแรงจริง (unearned income) กล่าวคือเป็นราคาที่เรียกเก็บได้มากกว่าและนอกเหนือจากสิ่งที่จูงใจให้พวกเขานำสินค้ามาขายในตลาดเนื่องจากความได้เปรียบเชิงสถานการณ์ นี่คือพื้นฐานของทฤษฎีค่าเช่าทางเศรษฐกิจในฐานะที่เป็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากลงแรงจริง เนื่องจากเป็นผลของความได้เปรียบเชิงอำนาจ (เช่น สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ดีกว่าคนอื่น – ผู้แปล) มากกว่าจะเกิดจากการผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ค่าเช่าทางเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ส่วนต่างค่าเช่าจากที่ดิน ซึ่งเกิดจากทำเลหรือความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงรายได้ทุกประเภทที่ไม่ได้เกิดจากการผลิต ทว่าเกิดจากความได้เปรียบเชิงสถานการณ์ เฮนรี จอร์จ จูเนียร์ ลูกชายของจอร์จ ขยายการวิเคราะห์เรื่องที่ดินของพ่อไปสู่การวิพากษ์ “&lt;a href="https://www.cooperative-individualism.org/george-jr-henry_menace-of-privilege-1905.pdf"&gt;อภิสิทธิ์&lt;/a&gt;” โดยทั่วไป ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการดูดกลืนและปิดกั้น “โอกาสตามธรรมชาติ” (natural opportunities)&amp;nbsp; เพื่อสกัดเอารายได้ที่ไม่ได้มาจากการลงแรงจริง&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;การผูกขาดโอกาสตามธรรมชาติ การเก็บภาษีมหาศาลจากการผลิต การใช้บริการสาธารณะอย่างผิดๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตน และอภิสิทธิ์เล็กใหญ่อื่นๆ อีกมาก คือสาเหตุของความเหลื่อมล้ำในการกระจายความมั่งคั่งที่เห็นได้ชัดอยู่รอบตัว เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พลังในการผลิตความมั่งคั่ง แต่เป็นพลังในการแย่งชิงความมั่งคั่งมาเป็นของตน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์สถาบัน ธอร์สไตน์ เวเบลน เรียกปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ว่า “การทำให้ใช้งานไม่ได้ที่กลายเป็นทุน” (capitalized disserviceability) ซึ่งช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น แนวคิดนี้ชี้ว่าที่มาของความมั่งคั่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของการผลิต แต่คือการไม่เข้าไปขัดขวาง[การผลิต]ในยามที่ตนเองมีอำนาจจะขัดขวางได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มอริซด็อบนักมาร์กซิสต์เสนอแนวคิดเดียวกันนี้ผ่านตัวอย่างสมมติของค่าเก็บค่าผ่านทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองจินตนาการว่ารัฐมอบสิทธิพิเศษให้ชนชั้นหนึ่งสามารถตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางบนถนนสาธารณะทุกสาย และเก็บรายได้จากค่าผ่านทางไว้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎของเศรษฐศาสตร์สายมูลค่าส่วนเพิ่ม ทรัพย์สินในด่านเหล่านี้จะกลายเป็น “ปัจจัยการผลิต” และการอนุญาตหรือไม่ขัดขวางการสัญจรเชิงพาณิชย์บนถนนสาธารณะก็จะกลายเป็น “บริการที่ก่อให้เกิดการผลิต” (productive service) ไปโดยปริยาย จำนวนเงินค่าผ่านทางที่เจ้าของด่านเก็บไว้ได้ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางสูงขึ้น จะถูกมองว่าเป็น “ผลิตภาพส่วนเพิ่ม” (marginal productivity) ของการบริการที่ก่อให้เกิดการผลิตเหล่านี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต่างจากเศรษฐศาสตร์สถาบัน เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกมีแนวโน้มที่จะยอมรับ “สิทธิในทรัพย์สิน” ที่กำหนดโดยสังคมใดสังคมหนึ่งโดยไม่ตั้งคำถาม และปฏิบัติต่อรายได้ที่เกิดจากอำนาจในการขัดขวางราวกับสิ่งเป็นกลางทางคุณค่า (&lt;em&gt;wertfrei&lt;/em&gt;) คือมองว่ามันเป็นผลตอบแทนจาก “คุณค่า” ที่ถูกสร้างขึ้นจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในความเป็นจริง ความมั่งคั่งมหาศาลที่มหาเศรษฐีส่วนใหญ่สะสมไว้ ไม่ได้เกิดจาก “คุณค่า” ที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยการผลิต แต่เกิดจากการไม่ขัดขวางการผลิตของคนอื่น พูดอีกอย่างก็คือ วิธีที่จะสะสมความมั่งคั่งในระดับพันล้านดอลลาร์ฯ ไม่ใช่การผลิตด้วยตนเอง แต่คือการควบคุมเงื่อนไขที่คนอื่นต้องยอมรับจึงจะได้รับอนุญาตให้ผลิตได้ พวกเขาทำเช่นนี้ผ่านการถือครองที่ดินแบบเจ้าที่ดิน (landlordism) ผ่านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และผ่านกฎหมายที่จำกัดการให้สินเชื่อไว้กับผู้ที่มีทุนสะสมจำนวนมาก นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับการเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมจากต้นทุนการผลิตที่ถูกเสกสร้างให้ถูกลง การผลักต้นทุนทางสังคมให้รัฐรับผิดชอบ การจำกัดการแข่งขันโดยรัฐ และการคุ้มครองหรือยกเว้นความรับผิดทางกฎหมายจากความเสียหายที่พวกเขาก่อขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นแย้งกับม็อกซอนก็คือ มหาเศรษฐีไม่ได้ “กักตุน” ความมั่งคั่ง เพราะลำพังปริมาณความมั่งคั่งที่พวกเขามีก็นับว่ามากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าต่างๆ ต่อให้มีชีวิตหลายชั่วอายุคน สิ่งที่พวกเขาทำคือการใช้ความมั่งคั่งเหล่านั้นเพื่อควบคุมการจัดสรรทรัพยากรมากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้แก้ต่างให้ทุนนิยมและมหาเศรษฐีมักบอกว่า แรงงานจะไม่สามารถสร้างคุณค่าใดๆ ได้เลย หากไม่มี “ทุน” ที่นักลงทุน “มีส่วนร่วม” หรือ “ลงทุน” เข้าไป พวกเขาอ้างว่านายทุนเป็นคน “&lt;a href="https://reason.com/2023/06/05/comic-the-revised-adam-smith/"&gt;จัดหา&lt;/a&gt;” เครื่องจักรให้แรงงานใช้ในการผลิตสินค้า แต่คำกล่าวนี้หมายถึงอะไร นายทุนเป็นคนสร้างเครื่องจักรเหล่านั้นด้วยตนเองหรือ เครื่องจักรถูกสร้างขึ้นจากการเอาเงินสดมากองเรียงกันเหมือนอิฐหรือ เปล่าเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัตถุดิบทางกายภาพทุกชนิดที่เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ล้วนเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่ถูกสกัดจากผืนดินและดัดแปลงด้วยกำลังแรงงานของมนุษย์ หรือไม่ก็เป็นผลผลิตของคนกลุ่มต่างๆ ที่สืบทอดต่อกันด้วยการลงกำลังแรงงานของตนไปในผลผลิตด้วยกำลังแรงงานของคนก่อนหน้า ทุกอย่างเกิดจากของขวัญของธรรมชาติและแรงงานมนุษย์ ทั้งแรงงานทางกายและสติปัญญา ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้นเลย “ทุน” ของนายทุนไม่ได้เป็นอะไรอื่นนอกจากการอ้างความเป็นเจ้าของซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยสังคม (socially constructed ownership claim) ผ่านสิทธิ์ในการควบคุมการจัดสรรผลผลิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มแรงงานต่างๆ การ “จัดหา” ทุนของนายทุนไม่ได้ต่างอะไรกับการ “จัดหา” ที่ดินให้ชาวนาโดยเจ้าที่ดินยุคฟิวดัล หรือการ “จัดหา” เครื่องจักรและวัตถุดิบให้กับแรงงานโดยกรรมาธิการอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทุกสังคมตลอดประวัติศาสตร์ มูลค่าทุกอย่างล้วนถูกสร้างขึ้นจากแรงงานมนุษย์ที่กระทำต่อของขวัญจากธรรมชาติ สิ่งที่อุดมการณ์ต่างๆ ต่อสู้แย่งชิงกันก็มีเพียงเรื่องเดียว คือ ใครจะเป็นผู้มีสิทธิ ซึ่งสังคมกำหนดขึ้น ในการจัดสรรส่วนเกินของมูลค่าเหล่านั้น จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่นับข้อยกเว้น เช่น รัสเซียยุคปฏิวัติก่อนที่เลนินจะยุบคณะกรรมการแรงงาน สเปนยุคปฏิวัติก่อนที่รัฐบาลที่ครอบงำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จะล้มเลิกระบบการจัดการตนเองของแรงงาน รวมถึงชิอาปัส (Chiapas) และโรจาวา (Rojava) ยังไม่เคยมีสังคมมนุษย์ใดภายหลังการกำเนิดของรัฐที่ปราศจากชนชั้นปรสิต ชนชั้นซึ่งมั่งคั่งขึ้นจาก “การมีส่วนร่วมในการผลิต” ซึ่งแท้จริงแล้วคือการยอมให้การผลิตเกิดขึ้นโดยไม่ใช้กำลังเข้าไปขัดขวาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายของอนาธิปไตยคือสังคมที่ปราศจากชนชั้นปรสิต.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60365"&gt;&lt;u&gt;A.R. Moxon on Billionaires&lt;/u&gt;&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน https://c4ss.org/content/60422&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;อนาธิปไตย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/a-r-moxon" hreflang="th"&gt;A. R. Moxon&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;อภิสิทธิ์ชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;ค่าเช่า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;การแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;ทุนนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94" hreflang="th"&gt;ผูกขาด&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/c4ss" hreflang="th"&gt;c4ss&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Sat, 28 Jun 2025 10:12:23 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6777 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6777#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>ทรัมป์ไม่ได้ทำให้ถึงตาย แต่สิ้นหวังเมื่อไร เราจะตายกันหมด, ลอแกน มารี กลิทเทอร์บอมบ์</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6776</link>
  <description>&lt;span&gt;ทรัมป์ไม่ได้ทำให้ถึงตาย แต่สิ้นหวังเมื่อไร เราจะตายกันหมด, ลอแกน มารี กลิทเทอร์บอมบ์&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-06-28T17:09:34+07:00" title="Saturday, June 28, 2025 - 17:09"&gt;Sat, 06/28/2025 - 17:09&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ขอออกตัวก่อนเลยว่าพวกเราไม่มีวันชนะอย่างแท้จริงได้ ไม่มีทางที่เราจะบรรลุเป้าหมายทางการเมืองทั้งหมดได้แน่ ให้ตายเถอะ พวกเราอาจไม่มีวันไปถึงอนาธิปไตยด้วยซ้ำไป…อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในระดับมวลชน แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้เรากลายเป็นพวกสิ้นหวังสิ้นศรัทธา (doomerism) แม้เราจะไม่มีวันบรรลุเป้าหมายได้กระทั่งหนึ่งในสามของที่เราตั้งใจไว้ แต่ถ้าเราถอดใจและเลิกพยายาม เราก็จะยิ่งบรรลุเป้าหมายได้น้อยลงไปอีก มีคนกำลังตายอยู่ทุกวัน และจำนวนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีใครตัดสินใจไม่ลุกขึ้นสู้ ใช่ ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แล้วไงวะ? พวกเราก็ยังต้องสู้ต่อไปอยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จะรู้สึกสิ้นหวังแค่ไหน แต่อย่าเพิ่งหยุดสู้ เข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนเคลื่อนไหวในท้องถิ่น เมื่อไรที่คุณได้เห็นผู้คนชนะในสมรภูมิทางการเมือง ถึงจะเป็นชัยชนะเล็กๆ ก็ตาม เมื่อนั้นคุณจะเริ่มเห็นแสงแห่งความหวัง อย่าจำกัดตัวเองว่าต้องทำงานแค่กับคนฝ่ายซ้าย หรือเฉพาะกับพวกอิสรเสรีนิยมด้วยกัน (หรือแย่กว่านั้น คือร่วมมือกับแค่พวกอนาธิปัตย์ด้วยกันเอง!) จงเปิดใจให้พร้อม ร่วมมือกับบุคคลหรือกลุ่มใดๆ ก็ตามที่พร้อมจะทำงานร่วมกันในประเด็นที่คุณเห็นด้วย ต่อให้คุณจะไม่เห็นด้วยกับพวกเขาในแทบทุกเรื่องที่เหลือ ขอแค่ไม่ไปร่วมมือกับพวกนาซีตัวเป็นๆ หรือไม่ขายวิญญาณให้ปีศาจก็พอ ทำงานร่วมกับใครก็ตามที่คุณทำได้ เพื่อผลักดันเป้าหมายทางการเมืองของคุณให้ไปข้างหน้า แล้วคุณจะเห็นความสำเร็จมากขึ้น สร้างสายสัมพันธ์ในชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น และค่อยๆ พังทลายกำแพงแบ่งขั้วทางการเมืองลงได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่ากลัวที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์! อยากปกป้องสิทธิของคนหลากหลายทางเพศใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็วางกลยุทธ์ให้ดี แล้วร่วมมือกับคนที่กำลังพยายามพรากสิทธิเหล่านั้นไป แต่ทำในประเด็นที่เกี่ยวข้องแบบอ้อมๆ ซึ่งพวกเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังส่งผลดีกับเรา ทำงานกับกลุ่มอนุรักษนิยมและอิสรเสรีนิยมในประเด็นอย่างสิทธิการพกอาวุธ หรือเสรีภาพในการเลือกโรงเรียน แน่นอนว่าเราอาจมีเหตุผลตรงข้ามกับพวกเขาโดยสิ้นเชิงในการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจต้องการให้กลุ่มกดขี่มีอาวุธไว้ในมือ หรือเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนศาสนาเติบโตในนามของการต่อต้านวัฒนธรรม “ตื่นรู้” (anti-woke) แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนหลากหลายทางเพศจะใช้สิทธิเหล่านี้ในการป้องกันตัวเอง หรือเลือกเรียนในโรงเรียนที่ปลอดภัยและยอมรับความหลากหลายไม่ได้ จงทำให้วาระของพวกเขาเป็นประโยชน์กับเราเมื่อทำได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำนองเดียวกันอย่าเพิ่งตัดขาดทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนเพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่แฮร์ริสกับพรรคพวกถ้าคุณเคยอยากให้แฮร์ริสชนะทรัมป์เพราะหวังว่าฝ่ายซ้ายจะกดดันเธอให้ลงมือทำอะไรบางอย่างได้เราก็ใช้แนวทางเดียวกันนี้กับทรัมป์ได้เหมือนกันชาวอิสรเสรีนิยมเคยใช้ข้อได้เปรียบเดียวกันเพื่อผลักดันให้ทรัมป์ปล่อยตัวรอสส์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อัลบริชท์ ผู้ก่อตั้ง Silk Road ออกจากคุกมาแล้ว เขาเคยสัญญาว่าจะยุบกระทรวงศึกษาธิการ ลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ ขายที่ดินและทรัพย์สินของรัฐจำนวนมาก และสนับสนุนสหภาพแรงงานให้มากขึ้น ใช่ คำพูดพวกนี้อาจเป็นแค่คำลวงหาเสียงจากคนโกหกเรื้อรังเหมือนกับนักการเมืองส่วนใหญ่ แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น เราก็ต้องลากตัวเขามารับผิดชอบ และดูว่าจะทำให้เขาลงมือจริงๆ ได้แค่ไหน มาร่วมกันใช้แนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์และพรรคพวกในด้านการต่างประเทศเพื่อกดดันให้รัฐบาลตัดงบช่วยเหลืออิสราเอลและยูเครน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นำทหารกลับจากต่างแดน โดยการรวมพลังสร้างขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามที่มีความหลากหลายทางการเมือง มาช่วยกันติดตามสิ่งที่เขาเคยลงนามไว้ เช่น &lt;em&gt;First Step Act&lt;/em&gt; และ &lt;em&gt;Not Invisible Act&lt;/em&gt; แล้วผลักดันให้เขาสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมากกว่านี้อีก สมรภูมินี้อาจสูงชัน แต่มันชันไม่ต่างกับกรณีที่แฮร์ริสชนะเลือกตั้งอยู่ดี เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ฉันเชื่อหมดใจว่าเราจะได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างได้ถ้าเราพยายาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใช่ เรายังสามารถรวมตัวกันเพื่อต่อต้านทรัมป์ได้อยู่ และแน่นอนว่าเราควรทำ แบบเดียวกับที่เราคงทำถ้าแฮร์ริสชนะ แต่เราก็สามารถทำงานร่วมกับผู้สนับสนุนทรัมป์ในบางประเด็นที่เห็นตรงกันได้ เพื่อใช้เป็นช่องทางกดดันให้ทรัมป์ขยับไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเมื่อผู้ที่โหวตให้ทรัมป์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเริ่มรู้สึกผิดหวัง เพราะนโยบายภาษีศุลกากรแบบกีดกันของเขาทำให้ราคาสินค้าพุ่งไม่หยุด จงใช้จังหวะที่พวกเขาเริ่มหมดศรัทธาเป็นโอกาสในการชักชวนพวกเขาให้เข้าร่วมกับขบวนการแรงงาน เพราะจริงๆ แล้ว แรงงานสาย MAGA ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านต่อต้านสหภาพแรงงานสักเท่าไรนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐบาลฟาสซิสต์และเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด ฮิตเลอร์อ้างว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ นโยบายของพรรคนาซี พรรคเดโมแครตแย่พอๆ กับพรรครีพับลิกัน ต่างกันก็แค่ทรัมป์ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้นัก เมื่อเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา ผู้คนก็เริ่มเพิกเฉยต่อความจริงได้น้อยลง พวกเขาจะรู้สึกกดดันมากขึ้นว่าต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง ฉันไม่ใช้พวกเร่งสภาพการณ์ (accelerationist) แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรๆ จะดีกว่านี้แค่ไหนถ้าแฮร์ริสชนะ และอย่างน้อยๆ การที่เรามีทรัมป์ก็ทำให้คนจำนวนมากพร้อมจะลุกขึ้นมาจัดตั้งและเคลื่อนไหว ซึ่งก็อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการ นักการเมืองที่ทำให้เราต้องจับตาตลอดเวลาเขย่าให้พวกเราทุกคนให้หลุดจากสภาวะสิ้นหวัง และทำให้เราตระหนักว่า การชนะทุกสมรภูมิไม่ได้สำคัญอะไรเลย ตราบที่เราสามารถลากคนอย่างทรัมป์ล้มลงไปด้วยกันได้และทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็เถอะ วันหนึ่งมนุษยชาติก็ต้องสูญพันธุ์ เราไม่มีทางหยุดยั้งเรื่องนี้ได้ แต่เราสามารถทำให้หนทางไปสู่จุดจบนั้นรื่นรมย์มากขึ้นได้ ถ้าเราร่วมมือกัน ด้วยการช่วยถางรกถางพกออกไปบ้างระหว่างทาง.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60180"&gt;Trump Won’t Kill Us, Doomers Will&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน &lt;a href="https://c4ss.org/content/60337"&gt;https://c4ss.org/content/60337&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ทรัมป์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;สหรัฐอเมริกา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/c4ss" hreflang="th"&gt;c4ss&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Sat, 28 Jun 2025 10:09:34 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6776 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6776#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>เว็บทำมือ (Hand Made Web), ดูกัลด์ ไฮน์</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6775</link>
  <description>&lt;span&gt;เว็บทำมือ (Hand Made Web), ดูกัลด์ ไฮน์&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-05-01T07:20:16+07:00" title="Thursday, May 1, 2025 - 07:20"&gt;Thu, 05/01/2025 - 07:20&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/aef107ae-d023-4965-9444-9c8636bd0b04_2048x1332.jpg" width="1024" height="666" data-entity-type="file" data-entity-uuid="867da2f9-8297-414b-bf0b-2a06f175c1ba" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม่น้ำคูยาโฮกาลุกไหม้ในช่วงทศวรรษ 1950 อินเทอร์เน็ตในวันนี้อยู่ในสภาพเดียวกันหรือไม่ และถ้าใช่ อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ&lt;br&gt;------------------------------------&lt;/p&gt;&lt;p data-start="110" data-end="300"&gt;นานมาแล้ว ตอนที่ผมยังคลุกคลีและคลั่งไคล้เทคโนโลยีมากกว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบทความนี้อยู่ ผมเคยพูดประโยคหนึ่งว่า &lt;em&gt;&lt;strong&gt;สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่เวิลด์ไวด์เว็บ แต่คือเว็บที่ทำด้วยมือ (Hand Made Web)&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="302" data-end="737"&gt;ไม่นานมานี้ คำพูดนั้นหวนกลับมาอีกครั้งตอนที่ผมอ่านบทความของ&lt;a href="https://open.substack.com/users/9379583-erik-hoel?utm_source=mentions"&gt;เอริก โฮเอล&lt;/a&gt; เรื่อง &lt;em data-start="399" data-end="464"&gt;“&lt;/em&gt;&lt;a href="https://www.theintrinsicperspective.com/p/here-lies-the-internet-murdered-by"&gt;&lt;em data-start="399" data-end="464"&gt;นี่คือหลุมศพของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสังหารโดย Generative AI&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&lt;em data-start="399" data-end="464"&gt;”&lt;/em&gt; เพราะผมรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองเข้าใจความหมายของประโยตนั้นได้ชัดเจนกว่าที่เคย และเพราะสิ่งที่เขาอธิบายไว้อาจหมายความว่า "เว็บที่ทำด้วยมือ" นี่แหละ กำลังจะกลายเป็นรูปแบบของอินเทอร์เน็ตเพียงแบบเดียวที่ยัง "อยู่อาศัย" ได้ และบางคนในพวกเราก็เริ่มเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้นแล้วด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="112" data-end="439"&gt;คุณน่าจะเห็นประเด็นของโฮเอล ว่าหลายพื้นที่ของอินเตอร์เน็ตกำลังถูกปนเปื้อนด้วยผลงานของเอไอมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่แทบใช้งานอะไรไม่ได้ อินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยขยะคำ (wordjunk) ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่จำลองสติปัญญาได้เพียงผิวเผิน ซึ่งปรากฏเต็มไปหมดในผลการค้นหา รายการสินค้าบน Amazon หรือแม้แต่ในอีเมล โดยคนบางกลุ่มที่ขยันสร้างมันออกมาเพื่อรีดเค้นเอาเงินทองออกมาจากมันให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p data-start="441" data-end="794"&gt;โฮเอลชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือความน่าสยดสยองของ YouTube Kids ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาไร้สาระซึ่งสร้างจาก AI และกำลังไหลทะลักเข้าไปในสมองของเด็กเล็กที่ยังอยู่ในวัยกำลังก่อรูป คนรุ่นหลังจะมองย้อนกลับมาที่เรื่องนี้ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เหมือนที่เราตอนนี้มองย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรียที่ส่งเด็กขึ้นปล่องไฟ หรือโฆษณาบุหรี่ที่อวดอ้างสรรพคุณเพื่อสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="796" data-end="1196"&gt;โฮเอลสรุปจบด้วยการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมาย “Clean Internet Act” ในลักษณะเดียวกับ Clean Air Act ปี 1963 ซึ่งเป็นการตอบสนองของสังคมต่อมลพิษในพื้นที่ส่วนรวมของอินเทอร์เน็ต แต่จุดนี้เองที่ผมอยากเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เพราะผมคิดว่ายังมีบางประเด็นที่ควรตั้งคำถามต่อมุมมองของเขา การตั้งคำถามเหล่านี้อาจช่วยให้เราเห็นภาพอีกแบบหนึ่งเกี่ยวกับจุดที่เรายืนอยู่ และสิ่งที่ควรลงมือทำจากจุดนี้ไป&lt;/p&gt;&lt;p data-start="796" data-end="1196"&gt;&lt;strong&gt;1. งานห่วยๆ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="137" data-end="451"&gt;ถ้าคุณหยิบหนังสือเล่มหนึ่งในซีรีส์ &lt;em data-start="172" data-end="200"&gt;The World’s Worst Children&lt;/em&gt;, &lt;em data-start="202" data-end="211"&gt;Parents&lt;/em&gt;, &lt;em data-start="213" data-end="223"&gt;Teachers&lt;/em&gt; หรืออะไรก็ตามที่เดวิด วอลเลียมส์ นักแสดงตลกที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนนิทานเด็กกำลังทำอยู่ในตอนนี้ คุณจะเห็นคำโปรยจากหนังสือพิมพ์รายวันยกย่องว่าเขาเป็น “โรอัลด์ ดาห์ล คนใหม่” ผมแทบจะรู้สึกหงุดหงิดแทนดาห์ลทุกครั้งที่ได้เห็นแบบนั้น&lt;/p&gt;&lt;p data-start="453" data-end="930"&gt;ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับดาห์ล เขาคือนักเขียนที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง หนังสือของเขาเต็มไปด้วยมิติและความหลากหลาย &lt;em data-start="573" data-end="606"&gt;Danny the Champion of the World&lt;/em&gt; นั้นอ่อนโยนและกินใจ เป็นภาพความสัมพันธ์พ่อลูกในวรรณกรรมเยาวชนที่ผมชอบที่สุด แม้ในวันที่เขาเหมือนจะเขียนไปแบบขอไปที อย่างในเล่ม &lt;em data-start="730" data-end="760"&gt;George’s Marvellous Medicine&lt;/em&gt; ที่ดูเหมือนเขาจะเขียนจบในสัปดาห์เดียวแบบไม่มีโครงเรื่อง มันก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนได้ชมการแสดงสดที่เปี่ยมด้วยพลังด้นสด เหมือนดูรอสส์ โนเบิล ในคืนที่เขาจัดเต็ม&lt;/p&gt;&lt;p data-start="932" data-end="1327"&gt;ผมยอมรับว่าไม่ได้ศึกษาผลงานของวอลเลียมส์อย่างลึกซึ้งเท่าที่อ่านดาห์ล และบางทีหนังสือยุคแรกๆ ของเขาอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ถูกเปรียบเทียบกันได้ แต่จากที่ผมได้อ่านและฟังงานล่าสุดของเขาหลายเล่ม ผมพูดได้อย่างมั่นใจว่า เขากำลังทำเหมือนที่นักแสดงตลกราคาถูกบางคนทำ นั่นคือปั่นเนื้อหาแบบเดิมซ้ำไปมาอย่างไม่รู้จบ ไม่มีอะไรเลยที่ตลกจริงๆ มีแต่การจงใจเล็งเป้าใส่จุดที่กระตุ้นอารมณ์ผู้อ่านได้อย่างแม่นยำ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="120" data-end="450"&gt;คุณไม่มีทางแทนที่โรอัลด์ ดาห์ลด้วยบอทได้ เพราะงานของเขายังคงทำให้ผู้อ่านรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ในขณะที่เดวิด วอลเลียมส์นั้น แทบจะถูกแทนที่ด้วยบอทได้ตั้งนานแล้ว และผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า เพราะเขาเขียนหนังสือราวกับตั้งโหมดอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมอยู่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p data-start="120" data-end="450"&gt;ตรงนี้แหละที่มันเชื่อมโยงกับเอไอ คุณไม่มีทางแทนที่โรอัลด์ ดาห์ลด้วยบอทได้ เพราะงานของเขายังคงทำให้ผู้อ่านรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ในขณะที่เดวิด วอลเลียมส์นั้น แทบจะถูกแทนที่ด้วยบอทได้ตั้งนานแล้ว และผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครสังเกตเห็นหรือเปล่า เพราะเขาเขียนหนังสือราวกับตั้งโหมดอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม (algorithmic autopilot) ในแง่นี้ ระยะห่างระหว่างดาห์ลกับวอลเลียมส์ ยังห่างไกลกว่าระยะห่างระหว่างวอลเลียมส์กับคอนเทนต์ขยะที่สร้างด้วย AI ซึ่งกำลังท่วม YouTube Kids เสียอีก ที่แย่กว่านั้นก็คือ อุตสาหกรรมการพิมพ์กลับไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างนี้ออก หรืออาจจะแยกได้แต่ทำเป็นไม่แยแส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราตกอยู่ในปัญหานี้ลึกแค่ไหนตั้งแต่ก่อนที่กองทัพบอตเอไอจะมาถล่มให้ขยะพวกนี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="120" data-end="450"&gt;อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ โฮเอลได้ชี้ให้เห็นถึงการระบาดของ "เวิร์กบุ๊ก" หรือ "คู่มือ" ที่สร้างด้วยเอไอ ซึ่งหลั่งไหลเข้ามาจนเต็มผลการค้นหาบน Amazon สำหรับคนที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือต้นฉบับจริงๆ บังเอิญที่ผมเองกำลังอ่านซ้ำหนังสือ &lt;em data-start="319" data-end="357"&gt;The Case for Working With Your Hands&lt;/em&gt; ของแมทธิว บี. ครอว์ฟอร์ด ซึ่งเล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเองเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ในการผลิตเนื้อหาประเภทเดียวกันนี้ ซึ่งพูดได้เต็มปากว่าเป็นฟาร์มบอทพลังมนุษย์ (human-powered bot farm) เลยทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;หลังเรียนจบปริญญาโทด้านปรัชญาใหม่ๆ ครอว์ฟอร์ดได้งานที่ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย งานที่ดูเหมือนว่าเขาจะได้ใช้เวลาอ่านบทความจากวารสารวิชาการตลอดทั้งวัน แต่ความจริงคือเขาถูกคาดหวังให้สรุปบทความถึงวันละ 15 ชิ้น และต้องเพิ่มเป็น 28 ชิ้นต่อวันภายในปีแรก และที่สำคัญ เขาไม่ได้รับอนุญาตให้อ้างอิงบทคัดย่อที่มีอยู่แล้ว เพราะนายจ้างต้องการ "มูลค่าเพิ่ม" ให้กับฐานข้อมูลที่ขายให้ห้องสมุดต่างๆ ครอว์ฟอร์ดเขียนไว้อย่างขมขื่นว่า "มันยากจะเชื่อว่าผมจะสามารถเพิ่มอะไรเข้าไปในบทความเหล่านั้นได้ นอกจากความผิดพลาดหรือความสับสน"&lt;/p&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;เมื่อนึกย้อนกลับไปยังประสบการณ์อันน่าเสียกำลังใจนั้น ครอว์ฟอร์ดสังเกตว่าหลักการที่ควบคุมการทำงานในตอนนั้น "แทบจะรับประกันเลยว่างานที่ทำจะ&lt;em&gt;ไม่สามารถ&lt;/em&gt;ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าที่แท้จริงซึ่งมีอยู่ในตัวมันเองได้" ประเด็นนี้ก้องสะท้อนถึงข้อสังเกตในวงกว้างกว่านั้น ที่จอห์น เบอร์เกอร์เคยกล่าวไว้ในบทความปี 1970 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของภาพวาดสีน้ำมัน&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;"ศิลปะในวัฒนธรรมใดๆ ก็ตามย่อมแสดงถึงความแตกต่างของพรสวรรค์อยู่เสมอ แต่ผมสงสัยว่าที่ไหนในโลกนี้จะมีช่องว่างระหว่างผลงานชิ้นเอกกับงานโดยเฉลี่ย กว้างเท่ากับในขนบศิลปะยุโรปตลอดห้าศตวรรษที่ผ่านมา ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะหรือจินตนาการ แต่ยังรวมถึงเรื่องขวัญกำลังใจด้วย ผลงานโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะหลังศตวรรษที่สิบหกเป็นต้นมา มักถูกสร้างขึ้นด้วยความเย้ยหยัน กล่าวคือ เนื้อหา ข้อความ คุณค่าที่ผลงานเหล่านั้นอ้างว่ากำลังสนับสนุน แท้จริงแล้วไม่มีความหมายสำหรับผู้ผลิตเลย สิ่งที่สำคัญมีเพียงการทำงานให้เสร็จตามสัญญาจ้าง งานห่วยๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ชำนาญหรือความล้าหลังในถิ่นทุรกันดาร แต่มันเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันจากตลาดที่มีอิทธิพลมากกว่าคุณค่าของงานที่ทำ"&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;พรสวรรค์เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะต้านทานวิธีคิดที่นำไปสู่งานห่วยๆ พวกนั้น แต่ต้องอาศัยทั้งโชคช่วย และความดื้อดึงอย่างที่สุด เป็นความไม่สามารถโดยธรรมชาติที่จะทำงานได้โดยปราศจากการขับเคลื่อนด้วยคุณค่าที่แท้จริงซึ่งแฝงอยู่ในงาน แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนส่วนตัวที่สูงก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์แบบโรแมนติกของศิลปินผู้ทุกข์ทน&lt;/p&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;ประเด็นที่ผมยกตัวอย่างในอดีตนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อจะบอกว่า "มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว!" แต่เพื่อชี้ให้เห็นรากเหง้าในเชิงประวัติศาสตร์ที่ลึกยิ่งของการระบาดของวัฒนธรรมการผลิตงานคุณภาพต่ำ ที่ขาดความหมาย สิ้นหวัง และทำให้ผู้คนสิ้นหวังตามไปด้วย เมื่อใดก็ตามที่ตรรกะของตลาดหลุดพ้นจากขอบเขตที่ควรอยู่ และถูกปล่อยให้มีอำนาจเหนือรูปแบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั้งหมด เมื่อนั้นเราก็จะพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยงานห่วยๆ แบบนี้ และกระบวนการนี้ได้ลุกลามเข้าสู่กิจกรรมของมนุษย์แทบทุกแขนงมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;หากเราจะมองว่าคลื่นขยะใหม่ที่สร้างจากเอไอเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของงานห่วยๆ นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่ถึงอย่างนั้น การเติบโตขึ้นมหาศาลของเนื้อหาประเภทนี้ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครปรารถนา สิ่งที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้มันทำลายสภาพการณ์ที่เคยดีอยู่แล้ว หรือเพียงแค่ทำให้สภาพการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายยิ่งขึ้นเท่านั้น ถ้าเรากำลังเผชิญกับกรณีหลัง นั่นหมายความว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นนี้อาจผลักดันทุกอย่างไปสู่จุดวิกฤต และในวิกฤตนั้น อาจมีความหวังในรูปแบบประหลาดบางอย่างซ่อนอยู่ นี่คือข้อสรุปหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าอาจเป็นไปได้&lt;/p&gt;&lt;p data-start="533" data-end="682"&gt;แต่ก่อนที่เราจะไปถึงข้อสรุปนั้น ผมอยากชวนเปิดประเด็นที่สองขึ้นมา เพราะผมอยากตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการใช้มลพิษ (pollution) เป็นคำอุปมาในข้อโต้แย้งของโฮเอล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;2. ภูมิทัศน์และแดนฝัน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในโลกที่เต็มไปด้วยงานห่วยๆ ที่ทำให้เราหมดกำลังใจ เราจำเป็นต้องมีที่หลบภัย มีพื้นที่ให้เราได้พาส่วนลึกของตัวตนที่ไม่ควรแบกไปทำงานไปพักพิง หากเราโชคดี อาจได้ค้นพบหรือแม้แต่ช่วยกันสร้างพื้นที่ซึ่งงานแบบอื่นๆ ยังเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เล็กๆ แห่งความหลงยุคหลุดสมัย พื้นที่แห่งอภิสิทธิ์ หรือพื้นที่แห่งการต่อต้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในต้นตอของความโศกเศร้าที่เรามักได้ยินจากคนรุ่นก่อนเวลาพูดถึงอินเตอร์เน็ตในทุกวันนี้ก็คือ &lt;em&gt;&lt;strong&gt;อินเทอร์เน็ตเคยเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกเรา เป็นทางหนีที่พาเราไปเจอพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย และบางครั้งก็พาไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย &lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมานานก็คือ ผลกระทบในภาพรวมของอินเตอร์เน็ตกลับยิ่งซ้ำเติมผลกระทบอันกัดกร่อนหัวใจของตลาดอันไร้ขอบเขต ไม่ว่าด้วยการที่เราโดนชักชวนให้ไปปรากฏตัวบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่กลายมาเป็นเจ้าของโลกออนไลน์ หรือจากผลกระทบที่กิจกรรมออนไลน์มีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและพื้นที่สาธารณะของชีวิตออฟไลน์ที่เราใช้ชีวิตอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลุดออกมาจากระบบความร่วมมือระหว่างกองทัพกับสถาบันวิชาการ มันก็เริ่มต้องพึ่งพาอุปมาเชิงพื้นที่ (spatial metaphors) อย่างเช่น ไซต์ สถาปัตยกรรม ไซเบอร์สเปซ หรือชายแดนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Frontier) แต่อินเตอร์เน็ตคือพื้นที่แปลกประหลาดที่เราเดินทางไปถึงได้ผ่านหน้าจอ มันไม่เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ในชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย การเข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนกับการสร้างตำหนักแห่งความทรงจำร่วมขนาดยักษ์ หรือเหมือนกับการเดินเข้าเดินออกจากความฝันของกันและกัน และสิ่งที่ทำให้พื้นที่ออนไลน์เหล่านี้ต่างจากอุปลักษณ์ที่เราหยิบยืมมาใช้อธิบายมันอย่างภูมิประเทศและสถาปัตยกรรมทางกายภาพ ก็คือเมื่อเราเลิกเข้าไป พวกมันก็จะสลายหายไปเหมือนความฝัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงเสนอให้เราคิดให้รอบคอบก่อนจะใช้คำเปรียบว่า "มลพิษ"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ของเสียจากอุตสาหกรรมเคยทำให้แม่น้ำคายาโฮกาลุกเป็นไฟมาแล้วหลายครั้ง ฝุ่นกัมมันตรังสีจากเชอร์โนบิลทำให้พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป สิ่งที่ตามมาอาจเป็นการฟื้นฟูที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล หรืออาจเป็นสัตว์ป่าที่เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ที่มนุษย์ละทิ้งไป แต่&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ประเด็นก็คือ เมื่อมลพิษกระทบกับภูมิประเทศ ภูมิประเทศนั้นยังคงอยู่ และเราจำเป็นต้องหาทางรับมือกับมัน ตรงกันข้าม เมื่อพื้นที่ของแดนฝันที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิตออนไลน์ของเรานี้ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป วิธีที่ดีที่สุดก็มักจะเป็นการละทิ้งมันไปเลย&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมรู้สึกว่าเราบางคนทำสิ่งนี้กันมาสักพักแล้ว ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และระหว่างทางนั้นเอง เราก็ค่อยๆ ค้นพบวิธีใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ในแบบที่รับมือกับการรุกล้ำของปัญญาประดิษฐ์ได้ดีขึ้น เพราะมันต้านทานต่อหลักการของงานห่วยๆ อยู่แล้วตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;3. เว็บทำมือ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนในวงการเทคมักพูดถึงความเชื่อใจ (trust) ด้วยวิธีประหลาดๆ พวกเขามักใช้คำนี้ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อใจ นักปรัชญา &lt;a href="https://open.substack.com/users/532874-andrew-taggart?utm_source=mentions"&gt;แอนดริว์ แทกการ์ต&lt;/a&gt; เคยชี้ให้ผมเห็นเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน คือเวลาที่คนสายเทคพูดถึง “การสร้างความเชื่อใจผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์บนบล็อกเชน” หรืออะไรทำนองนั้น สิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึงจริงๆ คือการสร้างสิ่งทดแทนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้&lt;em&gt;แม้จะไม่มี&lt;/em&gt;สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเข้าใจว่าเป็นความเชื่อใจเหลืออยู่ก็ตาม เราต้องให้ใครสักคนลงชื่อในเอกสารต่อหน้าพยาน ก็ต่อเมื่อเรา&lt;em&gt;ไม่&lt;/em&gt;ไว้ใจกัน ปัญหาของความเชื่อใจก็คือ มันต้องใช้เวลา และไม่ใช่สิ่งที่ขยายขนาดได้ง่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ผมจะขอเรียกว่า “เว็บทำมือ” (Hand Made Web) คือวิธีการที่เราบางคนกำลังใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องต่อต้านตัวอินเตอร์เน็ต แต่เพื่อคัดง้างกับตรรกะที่มักจะครอบงำพื้นที่อันกว้างใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ต เว็บที่ผมใช้งานอยู่มีขนาดเล็กลงแล้วก็ช้าลงกว่าที่ผมเคยใช้เมื่อห้าหรือสิบปีก่อน และมันถักทอด้วยเส้นใยแห่งความเชื่อใจที่แท้จริงพอที่จะลดความจำเป็นของสิ่งทดแทนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ ระดับคุณภาพของการแสดงออกก็สูงพอจนรู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่ผมอ่านหรือได้ยินจะไม่สุ่มเสี่ยงถูกทดแทนด้วยเอไอ ขนาดของกลุ่มผู้ฟังในเว็บทำมือนี้ก็เล็กพอจนผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นพื้นที่ที่น่าดึงดูดใจของผู้คนที่ใช้ปูพรมถล่มพื้นที่ด้วยเนื้อหาคุณภาพต่ำ แล้วเก็บเกี่ยวผลกำไรจากอัตราการคลิกเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นตรรกะเบื้องหลังสิ่งที่โฮเอลอธิบายไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมจะลองเล่าคร่าวๆ ว่าเว็บทำมือของผมหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะรู้ว่าของพวกคุณคงไม่เหมือนกัน ตอนนี้ผมมีบล็อกที่ติดตามอยู่บ่อยๆ สักครึ่งโหล มีบล็อกสองสามอันที่ผมตามอ่านแทบทุกสัปดาห์มาตลอดยี่สิบปี นอกจากนั้นก็มีลิสต์ Substacks ยาวๆ บางเจ้าผมตามอ่านแทบทุกโพสต์ บางเจ้าก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง หรือแค่คอยมองผ่านๆ เป็นครั้งคราว ผมมีกรุ๊ปแชทอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีสมาชิกสักสิบคนได้ พวกเราสนใจอะไรคล้ายๆ กันเกี่ยวกับประเด็นหนึ่งที่ผมเขียนถึง และมีกลุ่มแชทเล็กๆ อีกสองสามอัน และมีคนที่ผมนัดคุยผ่านวิดีโอคอลเป็นประจำหรือเกือบประจำอยู่หลายคน ผมฟังพอดแคสต์สม่ำเสมออยู่สองสามรายการ และมีบางรายการที่โผล่ขึ้นมาแล้วดึงผมให้ด่ำดิ่งไปฟังย้อนหลังอยู่เป็นสัปดาห์ ผมมี&lt;a href="https://thegreathumbling.substack.com/"&gt;พอดแคสต์ของตัวเอง&lt;/a&gt; ซึ่งมีคนฟังอยู่สักพันคน แล้วก็มี &lt;a href="https://dougald.substack.com/"&gt;Substack อันนี้&lt;/a&gt; ซึ่งมีคนติดตามไม่กี่พันคน กับผู้ติดตามแบบเสียเงินอยู่สองสามร้อยคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหล่านี้คือวิธีที่ผมใช้เวลาบนโลกออนไลน์ พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงที่ผมงดเว้นโลกดิจิทัลมาตั้งแต่ต้นเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งช่วยให้ผมตั้งใจมากขึ้นว่าเวลาหน้าจออันจำกัดควรใช้ไปกับอะไรที่คุ้มค่าจริงๆ ในแต่ละวัน ดังนั้น ผมจะใช้เวลาสักห้านาทีไล่ดูพาดหัวข่าวบนเว็บไซต์ข่าวกระแสหลัก และอาจแวะไปโผล่บนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมสัปดาห์ละครั้ง ถ้าผมมีอะไรที่อยากแชร์กับคนที่ยังใช้เวลาอยู่ในนั้น นอกเหนือจากนั้น คุณจะเจอผมอยู่ในมุมเล็กๆ ของเว็บทำมือแห่งนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอมองย้อนกลับไป ผมเริ่มขยับมาในทิศทางนี้ตั้งแต่ปี 2017 ตอนที่ถอนตัวออกจากทวิตเตอร์ และบางทีนี่อาจเป็นแค่สัญญาณของความแก่ตัวลงของผมเองก็ได้ แต่ผมคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างน้อยก็มี&lt;a href="https://open.substack.com/users/1986326-yancey-strickler?utm_source=mentions"&gt;แยนซีย์ สตริกเลอร์&lt;/a&gt;ที่พูดประเด็นเดียวกันนี้ในโทนที่หม่นกว่ามาตั้งแต่ห้าปีก่อน ใน &lt;a href="https://ystrickler.com/2019/05/26/2019-the-dark-forest-theory-of-the-internet-1/"&gt;&lt;em data-start="438" data-end="478"&gt;The Dark Forest Theory of the Internet&lt;/em&gt;&lt;/a&gt; ซึ่งดูเหมือนจะสั่นสะเทือนความรู้สึกของใครหลายคน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน &lt;a href="https://open.substack.com/users/1967267-richard-d-bartlett?utm_source=mentions"&gt;ริชาร์ด ดี. บาร์ตเล็ต&lt;/a&gt;ก็ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องความเชื่อใจและวิธีที่เราใช้ชีวิตออนไลน์ เมื่อเขาเขียนไว้ว่า &lt;a href="https://richdecibels.medium.com/on-leaving-the-church-of-social-justice-c84668df5acb"&gt;“ผมเลิกมองหาความรับผิดชอบจากคนแปลกหน้าแล้ว&lt;/a&gt;” ส่วนในคอมเมนต์ของโพสต์ของโฮเอล &lt;a href="https://open.substack.com/users/25696964-william-collen?utm_source=mentions"&gt;วิลเลียม คอลลิน&lt;/a&gt;ก็เล่าถึงบทสนทนากับเด็กอายุยี่สิบคนหนึ่งที่ “คิดว่าคนรุ่นเขาจะเลิกใช้อินเตอร์เน็ตไปเลย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า คนอื่นๆ มองเห็นอะไรบ้าง มุมมองของผมตรงกับประสบการณ์ของคนวงกว้างบ้างหรือเปล่า และทั้งหมดนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร เมื่อต้องอ่านเกี่ยวกับความเสียหายที่เอไอสร้างขึ้นกับอินเตอร์เน็ตโดยรวม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุดท้ายนี้ ถ้าคุณอยากมานั่งเล่นอยู่ในมุมเล็กๆ ของเว็บทำมือที่ผมอยู่ มาร่วมวงกันในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (10 มีนาคม) กับกิจกรรม &lt;em data-start="274" data-end="291"&gt;Sunday Sessions&lt;/em&gt; ครั้งแรก ซีรีส์บทสนทนาในบรรยากาศแบบ &lt;a href="https://dougald.substack.com/p/in-praise-of-overheard-conversations"&gt;“แอบได้ยินเค้าคุยกัน”&lt;/a&gt; ที่ผมจะพูดคุยกับผู้คนซึ่งผลงานของพวกเขาหล่อเลี้ยงความคิดและงานเขียนของผมมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;p data-start="141" data-end="364"&gt;แขกรับเชิญคนแรกของผมคือ &lt;a href="https://open.substack.com/users/8270562-caroline-ross?utm_source=mentions"&gt;แคโรไลน์ รอส&lt;/a&gt; แห่ง &lt;a href="https://open.substack.com/pub/carolineross"&gt;&lt;em data-start="183" data-end="199"&gt;Uncivil Savant&lt;/em&gt;&lt;/a&gt; ซึ่งบังเอิญเป็นคนที่ทำให้ผมได้รู้จักโพสต์ของ&lt;a href="https://open.substack.com/users/9379583-erik-hoel?utm_source=mentions"&gt;เอริก โฮเอล&lt;/a&gt;ด้วย เพราะงั้น มาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อว่าด้วยความงาม มิตรภาพ บทสนทนา และ “การใช้สิ่งเทียมเพื่อเพาะบ่มสิ่งแท้” (using the false to cultivate the real) กิจกรรมนี้เปิดให้กับทุกคนที่สมัครใช้งานแบบจ่ายเงินใน &lt;a href="https://open.substack.com/pub/dougald"&gt;&lt;em data-start="423" data-end="437"&gt;Writing Home&lt;/em&gt; &lt;/a&gt;และผมจะส่งประกาศเต็มเกี่ยวกับซีรีส์นี้ให้ในอีกวันสองวันข้างหน้า ระหว่างนี้ ถ้าอยากเข้าร่วม &lt;a href="https://dougald.substack.com/subscribe"&gt;สมัครได้ที่นี่ครับ&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="141" data-end="364"&gt;แปลจาก Dougald Hine, "The Hand Made Web" (https://dougald.substack.com/p/the-hand-made-web)&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;เทคโนโลยี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;เอไอ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;อินเตอร์เน็ต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%95%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;เว็บไซต์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 01 May 2025 00:20:16 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6775 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6775#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>นี่คือหลุมศพของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสังหารโดย Generative AI, เอริค โฮเอล</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6773</link>
  <description>&lt;span&gt;นี่คือหลุมศพของอินเทอร์เน็ต ที่ถูกสังหารโดย Generative AI, เอริค โฮเอล&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-blog-cover field--type-image field--label-hidden field-item"&gt;  &lt;img loading="lazy" src="http://blogazine.pub/sites/default/files/styles/picture_cover/public/folder_blog_cover/2025/2025-04/bb062015-02ee-4351-8c26-edae4b11f369_1181x1299.jpg?itok=T_5uUfej" width="1200" height="600" alt class="image-field"&gt;


&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-04-30T05:20:02+07:00" title="Wednesday, April 30, 2025 - 05:20"&gt;Wed, 04/30/2025 - 05:20&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ปริมาณของเนื้อหาที่สร้างด้วยเอไอกำลังเริ่มท่วมท้นอินเทอร์เน็ต หรือบางทีคำที่เหมาะกว่าคือกำลัง&lt;strong data-start="201" data-end="230"&gt;ทำให้อินเทอร์เน็ตปนเปื้อน&lt;/strong&gt; (pollute) ปนเปื้อนทั้งผลการค้นหา หน้าเว็บ หน้าฟีด ปนเปื้อนไปทุกหนทุกแห่ง ผมคาดการณ์มาตั้งแต่ปี 2019 ว่า Generative AI จะส่งผลร้ายต่อวัฒนธรรมของเรา แต่ทุกวันนี้เราทุกคนรู้สึกได้ ในตอนนั้น ผมเรียกมันว่า &lt;a href="https://www.theintrinsicperspective.com/p/the-semantic-apocalypse"&gt;หายนะทางความหมาย&lt;/a&gt; (semantic apocalypse) และตอนนี้ "หายนะทางความหมาย" เกิดขึ้นแล้ว และคุณเองก็กำลังได้รับผลกระทบ แม้ว่าคุณอาจไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ตัวอย่างส่วนตัวเล็กๆ ก็คือ ปีที่แล้ว ผมออกหนังสือสารคดีชื่อ &lt;a href="https://www.amazon.com/World-Behind-Consciousness-Limits-Science/dp/1982159383"&gt;&lt;em data-start="646" data-end="674"&gt;The World Behind the World&lt;/em&gt;&lt;/a&gt; และตอนนี้ เมื่อผมลองค้นหาบน Amazon ก็เจอสิ่งนี้...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/a2dddd14-7390-43f6-9131-f6b51cc1d869_1233x688.jpg" width="1024" height="571" data-entity-type="file" data-entity-uuid="e20452d9-f65c-4e73-8963-200a3c553587" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="727" data-end="1016"&gt;"เวิร์กบุ๊ก" สำหรับหนังสือของผม มันคืออะไรกันแน่ มลพิษจากเอไอ กองขยะสังเคราะห์ที่ลอยเกลื่อนอยู่ในมหาสมุทรออนไลน์ ผู้แต่งพวกนี้ไม่ใช่คนจริงๆ หรอก มีใครบางคนแค่เอาต้นฉบับของผมไปป้อนให้เอไอ แล้วก็ไม่สนใจแม้แต่จะตรวจสอบเนื้อหาที่มันคายออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยบทสรุปไร้สาระ แต่ก็ไม่สำคัญหรอกใช่ไหม ขอแค่มีคนโชคร้ายสักคนเผลอคลิกซื้อในราคา 9.99 ดอลลาร์เท่านั้นเอง นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ขบวนการต้มตุ๋นแบบนี้ทำกำไร เพราะตอนนี้กระบวนการทั้งหมดสามารถทำแบบอัตโนมัติได้เต็มที่ และต้นทุนก็เหลือแค่ไม่กี่บาท นักเขียนที่มีหนังสือวางขายแทบทุกคนตอนนี้กำลัง&lt;a href="https://twitter.com/MelMitchell1/status/1742936379796193612"&gt;ได้รับผลกระทบ&lt;/a&gt;จากกลโกงแบบนี้ หรือไม่ก็จะต้องเจอในเร็วๆ นี้แน่&lt;/p&gt;&lt;p data-start="150" data-end="304"&gt;ตอนนี้ Generative AI ทำให้ต้นทุนในการผลิตเรื่องไร้สาระแทบจะเหลือศูนย์ เราจึงเริ่มมองเห็นภาพอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้อย่างชัดเจนว่ามันจะเป็น&lt;strong data-start="280" data-end="296"&gt;กองขยะดีๆ&lt;/strong&gt; นั่นเอง ลอง Google ดูสิ หลายครั้งสิ่งแรกที่ปรากฏคือ&lt;a href="https://twitter.com/emollick/status/1728936758157414670"&gt;ภาพปลอมที่สร้างด้วยเอไอ&lt;/a&gt; ปะปนกับของจริง โพสต์บน Twitter น่ะเหรอ เต็มไปด้วยรีพลายจาก&lt;a href="https://twitter.com/jeffbercovici/status/1722670183968604369"&gt;บอทที่ขายสื่อลามก&lt;/a&gt; แต่นั่นยังเป็นแค่ส่วนที่เห็นได้ชัด ลองมองให้ลึกลงไปอีกสิ รีพลายในโพสต์ที่กำลังเป็นกระแส คุณจะเจอ&lt;a href="https://twitter.com/katiedimartin/status/1743083954444304667"&gt;สรุปเนื้อหาแบบสั้นๆ ที่เขียนด้วยเอไอเต็มไปหมด&lt;/a&gt; ลักษณะคล้ายกับบทความในวิกิพีเดียที่พูดซ้ำสิ่งที่ต้นโพสต์พูดไว้ แค่ต้องการเรียกเอนเกจเมนต์ โมเดลเอไอในอินสตาแกรมก็เริ่มมีผู้ติดตามนับแสน และผู้คนก็โฆษณาขายบริการสร้างเอไอเหล่านี้&lt;a href="https://twitter.com/anthdm/status/1760602047512973366"&gt;กันอย่างเปิดเผย&lt;/a&gt; &lt;a href="https://twitter.com/AnnaIndianaAI"&gt;นักดนตรีเอไอ&lt;/a&gt;กำลังแพร่หลายใน YouTube และ Spotify &lt;a href="https://www.thedailybeast.com/how-this-doctor-wrote-dozens-of-science-papers-with-chatgpt"&gt;งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น&lt;/a&gt;ถูกสร้างขึ้นด้วยเอไอ ภาพที่สร้างโดยเอไอเริ่มแทรกซึมเข้าสู่&lt;a href="https://x.com/colleen_daves/status/1758510375413137408"&gt;งานวิจัยทางประวัติศาสตร์&lt;/a&gt; ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อตัวบุคคล คือจากนี้ไป ผู้หญิงทุกคนที่เป็นบุคคลสาธารณะจะต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าเธออาจตกเป็นเป้าใน&lt;a href="https://www.wired.com/story/deepfake-porn-is-out-of-control/"&gt;สื่อปลอมลามก&lt;/a&gt; (deepfake porn) ที่สร้างขึ้นโดยเอไอ &lt;em&gt;บ้าไปแล้ว&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="764" data-end="1033"&gt;ที่น่าตกใจกว่าคือ นอกจากผู้คนที่ประสงค์ร้ายเหล่านี้แล้ว คนและองค์กรทั่วๆ ไปยังยอมรับเนื้อหาคุณภาพต่ำที่สร้างโดยเอไอเหล่านี้อย่างเต็มใจ แถมยังพยายามขยับขยายกรอบความยอมรับทางสังคม ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/c7948aa9-8240-4003-b78a-54044965a40d_438x314.jpg" width="438" height="314" data-entity-type="file" data-entity-uuid="0f8700c2-4de4-48dc-ba5e-bc6c9bd8012e" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="64" data-end="329"&gt;นี่ไม่ใช่ทุนนิยมที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่คือการบ่อนทำลายวัฒนธรรมของเราเพียงเพื่อแลกกับผลกำไรเล็กๆ น้อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ชอบธรรมทางศีลธรรมเลย ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่การปล่อยของเสียลงแม่น้ำเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขันก็ไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรมเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สื่อกระแสหลักชื่อดังหลายเจ้ายังยินดีต้อนรับคอนเทนต์ที่สร้างโดยเอไอ เช่นเดียวกับพวกที่ใช้เทคนิคสแปม SEO และก็ด้วยเหตุผลเดียวกันเป๊ะๆ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="480" data-end="645"&gt;ตัวอย่างเช่น การสืบสวนของเว็บไซต์ &lt;a href="https://futurism.com/sports-illustrated-ai-generated-writers"&gt;Futurism&lt;/a&gt; จับได้ว่า &lt;em data-start="533" data-end="553"&gt;Sports Illustrated&lt;/em&gt; ใช้บทความที่เขียนโดย AI ซึ่งระบุชื่อผู้เขียนปลอมขึ้นมา ลองทำความรู้จักกับ “Drew Ortiz” ดูสิ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/89eb2a3d-fdec-4349-afc3-1227f15840a9_1200x421.jpg" width="1024" height="359" data-entity-type="file" data-entity-uuid="387142f1-a387-4488-b48a-3ef79e7dda4c" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาไม่มีตัวตนอยู่จริง ภาพใบหน้านั้นสร้างขึ้นด้วยเอไอ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยขายอยู่บนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ตามที่ &lt;em&gt;Futurism&lt;/em&gt; รายงานไว้:&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p data-start="201" data-end="354"&gt;Ortiz ไม่ใช่ผู้เขียนที่ถูกสร้างด้วยเอไอเพียงคนเดียวที่มีบทความเผยแพร่ใน &lt;em data-start="274" data-end="294"&gt;Sports Illustrated&lt;/em&gt; อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่มีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาเหล่านี้…&lt;/p&gt;&lt;p data-start="356" data-end="570"&gt;“ตรงด้านล่างของหน้า [บทความ] จะมีภาพของใครสักคน พร้อมคำบรรยายปลอมๆ ประมาณว่า ‘จอห์นอาศัยอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เขาชอบเล่นเกมกลางแจ้งและชอบใช้เวลากับสุนัขชื่อแซม’ อะไรทำนองนั้น” แหล่งข่าวเล่าต่อ “มันบ้าชัดๆ”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;นี่ไม่ใช่ฝันร้ายในแบบที่หลายคนเคยกลัว คือการที่เอไอมาแทนมนุษย์เพราะมันเก่งกว่าเรา เอไอกำลังแทนที่เราเพียงเพราะมัน "ราคาถูก" กว่า แม้ &lt;em&gt;Sports Illustrated&lt;/em&gt; จะไม่ได้ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพเท่ามนุษย์ได้ด้วยวิธีเหล่านี้ แต่มันก็ยังสร้างกำไรให้พวกเขาได้อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;บทความของนักเขียนเอไอเหล่านี้ มักมีสำนวนที่ฟังดูประหลาดราวกับเขียนโดยมนุษย์ต่างดาว เช่น ในบทความชิ้นหนึ่งของ Ortiz ที่เตือนผู้อ่านว่า วอลเลย์บอลนั้น “อาจจะเป็นกีฬาที่เข้าถึงยากอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะถ้าคุณไม่มีลูกบอลจริงๆ ไว้ใช้ฝึกเล่น”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;&lt;em data-start="592" data-end="612"&gt;Sports Illustrated&lt;/em&gt; จัดการลบหลักฐานทั้งหมดทิ้งเรียบ นักเขียนชื่อ Drew ถูกแทนที่ด้วย “Sora Tanaka” ซึ่งก็เป็นใบหน้าที่สร้างจากเอไอที่เคยถูกประกาศขายอยู่ในเว็บไซต์เดียวกัน พร้อมคำบรรยายว่า “หญิงสาววัยรุ่นชาวเอเชียผู้เปี่ยมด้วยความร่าเริง มีผมยาวสีน้ำตาลและดวงตาสีน้ำตาล”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/fd80967f-7175-47bc-b755-6463b640bdf4_1200x448.jpg" width="1024" height="382" data-entity-type="file" data-entity-uuid="437f0652-aef4-4d73-b876-0ad9263a1186" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อแม้แต่สื่อแนวหน้าอย่าง &lt;em data-start="100" data-end="114"&gt;The Guardian&lt;/em&gt; &lt;a href="https://www.theintrinsicperspective.com/p/ai-writing-is-proliferating-in-major"&gt;ยังปฏิเสธ&lt;/a&gt;ที่จะกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการใช้เอไอ หากคุณพบเจอสำนวนแปลกๆ หรือบทความคุณภาพต่ำ ก็มีโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มันจะถูกเขียนขึ้นโดยเอไอ หรืออย่างน้อยก็มีเอไอเข้ามาช่วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น่าเศร้าที่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักหนาที่สุดจาก Generative AI กลับเป็นคนที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลย เพราะพวกเขาไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าเอไอคืออะไร เราทอดทิ้งพวกเขา ปล่อยให้ต้องดิ้นรนว่ายอยู่ในกระแสข้อมูลที่เต็มไปด้วยมลพิษ กลุ่มคนที่ผมกำลังพูดถึงก็คือเด็กเล็ก เพราะต่อไปนี้ ผมจะพาคุณไปรู้จักกับ...&lt;/p&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;&lt;strong data-start="97" data-end="151"&gt;ขุมนรกแห่งคอนเทนต์ YouTube สำหรับเด็กที่ถูกสร้างด้วยเอไอ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;YouTube สำหรับเด็ก กำลังกลายเป็นสายน้ำแห่งเนื้อหาสังเคราะห์ เนื้อหาส่วนใหญ่ในตอนนี้ประกอบด้วยตัวละครดิจิทัลแข็งทื่อ ที่โผล่มาโต้ตอบกันในคลิปสั้นๆ ที่ไร้แก่นสาร โดยไม่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องหรือไร้วัตถุประสงค์ เด็กเล็กๆ จะถูกบังคับให้นั่งดูเนื้อหาพวกนี้ เพราะไม่มีใครใส่ใจคัดกรอง และตัวเด็กเองก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าทำไมตัวละครถึงผลุบๆ โผล่ๆ หรือทำไมเนื้อเรื่องถึงไม่มีเหตุผล เพราะสำหรับพวกเขา มันก็แค่ความฝันที่ตีกันมั่วๆ แบบไร้แบบแผน ชื่อวิดีโอก็ไม่ได้สอดคล้องกับเนื้อหาจริง ซึ่งก็น่าเศร้าเพราะสำหรับพ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่เติบโตมาในยุคที่ชื่อคลิปบน YouTube อย่างเช่น "BABY LEARNING VIDEOS" และยอดวิวระดับล้านมักหมายถึงเนื้อหาที่น่าจะปลอดภัย พวกเขามักตรวจสอบแค่ชื่อเท่านั้น &amp;nbsp;ปัจจุบัน วิดีโอไร้สาระสำหรับเด็กเล็กที่สร้างขึ้นโดยเอไอ บางคลิปมียอดวิวทะลุหลายสิบล้านครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;ข้างล่างนี้คือลิงค์วิดีโอเบื้องหลังของช่อง YouTube ช่องหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ ด้วยการผลิต "สื่อการเรียนรู้" สำหรับเด็กเล็กที่สร้างโดยเอไอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/Screenshot%202025-04-29%20222051.png" width="900" height="500" data-entity-type="file" data-entity-uuid="c4a7a3ec-6922-49de-af87-c728dc1775f1" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;&lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=PxhnOXyPnM4"&gt;https://www.youtube.com/watch?v=PxhnOXyPnM4&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;วีดิโอบอกไว้ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p data-start="572" data-end="815"&gt;เด็กๆ เหล่านี้ เวลาพวกเขาดูวิดีโอประเภทนี้ ก็จะดูซ้ำแล้วซ้ำอีก วนไปไม่รู้จบ&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="162" data-end="494"&gt;คนที่สร้างคอนเทนต์พวกนี้ไม่ได้กำลังสารภาพผิด แต่กำลังโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองทำ และช่องที่คลิปนี้ยกตัวอย่างก็ยังไม่ใช่ช่องที่เลวร้ายที่สุดด้วยซ้ำ อย่างน้อยคอนเทนต์ของช่องนั้นก็ยังพอจะสอดคล้องกับชื่อคลิปและชื่อรองอยู่บ้าง ต่อให้ตัววิดีโอจะกระตุกๆ แปลกๆ น่าขนลุก ซ้ำซาก และชัดเจนว่าถูกผลิตโดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ มีอีกหลายช่องที่ชัดเจนว่าใช้เอไอสร้าง ซึ่งเนื้อหาเลวร้ายลงเรื่อยๆ ลองดูอีกตัวอย่างของ "ช่องการศึกษาสำหรับเด็ก" ซึ่งสร้างโดยเอไอ (หาไม่ถึงนาทีก็เจอ) และมีผู้ติดตามมากถึง &lt;em&gt;11.7 ล้านคน&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/Screenshot%202025-04-29%20222456.png" width="898" height="498" data-entity-type="file" data-entity-uuid="c9fe1d47-91b7-44c6-a968-68dcf4e77f7d" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=T_oXpX3VoYs"&gt;https://www.youtube.com/watch?v=T_oXpX3VoYs&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาษาอังกฤษที่ใช้ไม่ใช่ภาษาที่ถูกต้อง และหลังจากเปิดคลิปด้วยการพาไปรู้จักรูปทรงต่างๆ ตามที่ชื่อวิดีโอสัญญาไว้ (แม้จะทำในวิธีที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า) เนื้อหาที่เหลือก็กลายเป็นงานซ้ำซากแบบสุ่มๆ ปฏิสัมพันธ์ประหลาดๆ ไวยากรณ์ผิดเพี้ยน และช่วงเพลงประกอบแปลกประหลาดที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ นอกจากถ่วงเวลาให้วิดีโอยาวขึ้น ทั้งหมดนี้คือผลงานของมนุษย์ต่างดาว&lt;/p&gt;&lt;p data-start="463" data-end="626"&gt;อีกตัวอย่างคือพรมแดนใหม่ในคอนเทนต์เด็ก นั่นคือ มิวสิกวิดีโอสำหรับเด็กเล็กที่ถูกสร้างโดยเอไอตั้งแต่ต้นจนจบ ด้านล่างนี้คือลิงค์วิดีโอสอนวิธีสร้างงานด้วยเทคนิคใหม่พวกนี้ ผลที่ได้น่ะเหรอครับ ก็คือนกแก้วสยองขวัญที่มีจะงอยปากสองชั้นเบี้ยวๆ และดวงตากลายพันธุ์สี่ดวง ร้องเพลงโหยหวนประดิษฐ์จากโลกที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของมนุษย์ คลิกเพื่อรับชม (หรืออย่าดีกว่า ถ้าคืนนี้อยากนอนให้หลับ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/Screenshot%202025-04-29%20222935.png" width="898" height="505" data-entity-type="file" data-entity-uuid="16c1180a-2b84-421c-bd4f-61e6dc732a05" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=GZ9Mhm5i8PU&amp;amp;t=468s"&gt;https://www.youtube.com/watch?v=GZ9Mhm5i8PU&amp;amp;t=468s&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เด็กเล็กมากมายทั่วประเทศถูกจับให้นั่งอยู่หน้าจอไอแพดเพื่อรับชมขยะสังเคราะห์ที่ไร้คุณภาพ ถูกตัดขาดจากปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ &lt;em&gt;แม้กระทั่งในสื่อที่พวกเขาเสพ &lt;/em&gt;ไม่มีคำใดจะอธิบายได้ดีไปกว่าคำว่า "ดิสโทเปีย" ปกติแล้ว เนื้อหาทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างโดยมนุษย์มักจะมีสารอาหารทางปัญญาแฝงอยู่ (อย่างเช่น โครงเรื่องที่มีความต่อเนื่อง, ประโยคที่มีความหมาย, ความซับซ้อนในรายละเอียด, เหตุผลในการเปลี่ยนฉาก หรือภาพรวมที่มีความกลมกลืน เป็นต้น) ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมองของมนุษย์ต้องการ แต่ขณะนี้เรากำลังทำการทดลองกันแบบสดๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่สมองที่กำลังพัฒนาถูกป้อนด้วยข้อมูลสังเคราะห์ราคาถูก คุณภาพต่ำ หยาบกระด้าง ที่ผลิตขึ้นในระดับอุตสาหกรรมอย่างไร้จิตวิญญาณโดย Generative AI แทนที่จะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรมของมนุษย์จริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และดูเหมือนจะไม่มีใครแยแสด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต่างๆ เพราะว่า…&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;OpenAI ยินยอมให้มลพิษแพร่กระจายด้วยความเต็มใจ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำไมต้องโทษ OpenAI เป็นพิเศษด้วย อย่างแรกเลยก็เพราะผลกระทบมหาศาลของบริษัทนี้ ตัวอย่างเช่น วิดีโอสำหรับเด็กจำนวนมากในปัจจุบันสร้างจากสคริปต์ที่ได้จาก ChatGPT โดยตรง และโดยภาพรวมแล้ว มาตรฐานว่าขีดความสามารถของเอไอแบบไหนที่ควรปล่อยออกมาสู่สาธารณะก็ถูกกำหนดโดย OpenAI มานานแล้ว แม้ OpenAI จะอ้างว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัย แต่พวกเขากลับล้มเหลวในการคาดการณ์ว่า สิ่งที่ตนสร้างขึ้นจะไปก่อให้เกิดมลพิษในระดับมหาศาลครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มและบริการทั่วอินเทอร์เน็ต ความล้มเหลวพวกนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงประกาศเปิดตัว GPT-2 ในปี 2019 โดยพวกเขายอมรับว่าโมเดลเอไอแบบนี้อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศของข้อมูล แต่รายละเอียดเฉพาะที่พวกเขากังวลในตอนนั้น กลับมีเพียงแค่เรื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li data-start="833" data-end="870"&gt;&lt;p data-start="835" data-end="870"&gt;การสร้างข่าวปลอมที่ทำให้เข้าใจผิด&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;li data-start="871" data-end="907"&gt;&lt;p data-start="873" data-end="907"&gt;การสวมรอยเป็นผู้อื่นในโลกออนไลน์&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;li data-start="908" data-end="979"&gt;&lt;p data-start="910" data-end="979"&gt;การทำคอนเทนต์ที่เป็นการล่วงละเมิดหรือปลอมแปลงเพื่อลงในโซเชียลมีเดียโดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;li data-start="980" data-end="1037"&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;การทำคอนเทนต์สแปม/หลอกลวงโดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;ฟังเผินๆ อาจดูเหมือนสิ่งที่ OpenAI เคยเตือนนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป จะเห็นชัดว่า สิ่งที่พวกเขาหมายถึงเมื่อพูดถึง “เนื้อหาปลอม” กลับจำกัดอยู่แค่กรณีของผู้ไม่หวังดี ที่ใช้เอไอเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือหลอกเอารหัสผ่านจากคนอื่น เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;แต่สุดท้ายแล้ว ประเด็นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับมลพิษทางวัฒนธรรมที่ AI ก่อขึ้นอย่างเงียบๆ OpenAI พูดถึงแต่ "ผู้กระทำการ" (actor) ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาควรให้ความสนใจจริงๆ คือ “user” หรือผู้ใช้งานธรรมดาทั่วไป เพราะความจริงก็คือ &lt;em data-start="605" data-end="660"&gt;เนื้อหาที่ถูกสร้างโดย AI นั้นปลอมทั้งหมดอยู่แล้ว!&lt;/em&gt; หรือไม่มันก็คือ&lt;em&gt;เนื้อหาปลอมๆ &lt;/em&gt;ทั้งนั้น เว็บไซต์ที่เขียนโดยเอไอ ซึ่งกำลังผุดขึ้นราวกับวัชพืชที่ควบคุมไม่ได้ อาจไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร แต่เนื้อหาของมันกลับเป็นแค่ข้อความเปล่าประโยชน์ที่สร้างขึ้นด้วยต้นทุนไม่กี่บาท เพื่อเอาไว้ใช้เล่นกลโกง SEO ดึงดูดสายตาและสร้างรายได้จากโฆษณา&lt;/p&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;กล่าวคือ ทีมงานของ OpenAI ไม่ได้หยุดคิดเลยว่า ผู้ใช้งานทั่วไปที่สร้างเนื้อหาจากเอไอออกมาเป็นกองภูเขาบนอินเทอร์เน็ตนั้น อาจสร้างผลกระทบเชิงลบ&lt;em&gt;ได้ไม่ต่างอะไรกับ&lt;/em&gt;ผู้ไม่หวังดีโดยเจตนา เพราะในความเป็นจริง มันไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างทั้งสองเลย! ความจริงที่ว่า OpenAI เองก็มีความกังวลต่อผลกระทบด้านลบอย่างจริงจัง แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นล่วงหน้าเลยว่าพวกเขากำลังเป็นผู้นำพาอินเทอร์เน็ต&lt;em&gt;เข้าสู่ยุคเสื่อมโทรม&lt;/em&gt; (enshittification) อย่างเต็มรูปแบบ ควรทำให้เราทุกคนรู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งว่าพวกเขาจะยังคงมองข้ามผลกระทบเชิงลบที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกในโมเดลที่ฉลาดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต พวกเขาไม่สามารถมองเห็นภาพอินเทอร์เน็ตที่กำลังจมอยู่ในกองคลิกเบตอันไร้สาระ เมืองขยะดิจิทัลที่สร้างขึ้นด้วยข้อมูลสังเคราะห์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งหมดเพียงเพื่อดึงดูดยอดคลิกและสายตา แม้แต่จากเด็กเล็กๆ ที่ไม่อาจรู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ พวกเขาจะไม่ทำอะไรเพื่อหยุดมันเลย เพราะว่า...&lt;/p&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;&lt;strong&gt;มลพิษจากเอไอ คือโศกนาฏกรรมทรัพยากรร่วมดูแล (tragedy of the commons)&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="982" data-end="1037"&gt;คำว่า “โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแล” นี้ มีต้นกำเนิดจากขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เริ่มก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็กลายเป็นแนวคิดพื้นฐานที่นำไปสู่การออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอากาศในเมืองให้ปลอดจากหมอกควัน หรือการทำให้แม่น้ำยังคงใสสะอาด&lt;/p&gt;&lt;p data-start="428" data-end="660"&gt;&lt;a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Garrett_Hardin"&gt;แกร์เร็ต ฮาร์ดิน&lt;/a&gt; (Garrett Hardin) นักนิเวศวิทยาและชีววิทยา บัญญัติคำนี้ขึ้นในบทความชื่อ &lt;em data-start="529" data-end="559"&gt;“The Tragedy of the Commons”&lt;/em&gt; ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร &lt;a href="https://math.uchicago.edu/~shmuel/Modeling/Hardin,%20Tragedy%20of%20the%20Commons.pdf"&gt;&lt;em data-start="580" data-end="589"&gt;Science&lt;/em&gt;&lt;/a&gt; เมื่อปี 1968 และบทความนั้นก็ยังคง “ทันสมัย” อย่างน่าขนลุกจวบจนวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p data-start="662" data-end="681"&gt;ฮาร์ดินเขียนไว้ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote data-start="683" data-end="856"&gt;&lt;p data-start="685" data-end="856"&gt;&lt;em data-start="685" data-end="856"&gt;"สมมติฐานที่แฝงอยู่เกือบทุกครั้งในการอภิปรายทั้งในวารสารวิชาการและกึ่งวิชาการ (semipopular) คือการเชื่อว่าปัญหาที่กำลังพูดถึงนั้น 'จะมีทางแก้ทางเทคนิค' เสมอ..."&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="685" data-end="856"&gt;เขาอธิบายต่อไปถึงปัญหาหลายประเภทที่ไม่มีทางแก้ทางเทคนิค เพราะเมื่อแต่ละคนต่างใช้เหตุผลเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนเอง (rational actors) ระบบส่วนรวมก็จะถูกผลักดันไปสู่หายนะ&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p data-start="685" data-end="856"&gt;โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแลดำเนินไปในลักษณะเช่นนี้ ลองจินตนาการถึงทุ่งหญ้าเปิดโล่งที่ทุกคนสามารถนำวัวของตนมาเลี้ยงได้ โดยธรรมชาติแล้ว ผู้เลี้ยงวัวแต่ละคนก็ย่อมพยายามเพิ่มจำนวนวัวให้มากที่สุดเท่าที่จะเลี้ยงได้ การจัดการเช่นนี้อาจดำรงอยู่ได้อย่างสมดุลเป็นเวลาหลายศตวรรษ ด้วยข้อจำกัดจากสงครามระหว่างเผ่า การลักขโมย หรือโรคระบาด ที่ทำให้จำนวนทั้งคนและวัวไม่เกินขีดจำกัดของผืนดิน แต่ถึงวันหนึ่ง วันที่สังคมบรรลุถึงเสถียรภาพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ตรรกะที่ฝังอยู่ในระบบของทรัพยากรร่วมดูแลก็จะเริ่มแสดงฤทธิ์อย่างไม่ปรานี และความพินาศก็ตามมาในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="685" data-end="856"&gt;หนึ่งในตัวอย่างที่ฮาร์ดินยกมาได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p data-start="685" data-end="856"&gt;"...โศกนาฏกรรมของทรัพยากรร่วมดูแลปรากฏตัวอีกครั้งในปัญหาด้านมลพิษ คราวนี้ไม่ใช่การแย่งชิงทรัพยากรออกไปจากทรัพยากรร่วม แต่เป็นการนำสิ่งสกปรกใส่เข้าไป ทั้งน้ำเสีย สารเคมี กากกัมมันตรังสี และของเสียจากความร้อนที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ หรือควันพิษและไออันตรายที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หรือแม้แต่ป้ายโฆษณาที่เกะกะสายตาและรบกวนทัศนียภาพ การคำนวณผลได้ผลเสียในกรณีนี้ก็ยังเป็นไปในแนวทางเดิม มนุษย์ผู้มีเหตุผล (rational man) แต่ละคนจะพบว่า ค่าใช้จ่ายในการบำบัดของเสียก่อนปล่อยออกไปนั้น สูงกว่าภาระที่เขาต้องแบกรับหากปล่อยของเสียโดยไม่บำบัด เพราะต้นทุนที่แท้จริงถูกกระจายไปทั่วสาธารณะ และเมื่อทุกคนต่างคิดเช่นเดียวกัน เราจึงติดอยู่ในระบบที่ทำลาย 'รังของตัวเอง' โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบเท่าที่เรายังคงประพฤติตัวในฐานะผู้ประกอบการอิสระที่ใช้เหตุผลส่วนตนเป็นหลัก"&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p data-start="96" data-end="137"&gt;เรากำลังทำลายรังของตัวเองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตขับเคลื่อนด้วยยอดการมองเห็นและจำนวนคลิก ความสามารถใหม่ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ตามจากที่ไหนก็ได้สามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพต่ำได้อย่างไร้ขีดจำกัดผ่านเอไอก็กำลังสร้าง (generating) โศกนาฏกรรมอย่างไร้ความปรานี&lt;/p&gt;&lt;p data-start="96" data-end="137"&gt;ทางออก ตามที่ฮาร์ดินชี้ไว้แต่แรก ไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค เราไม่สามารถตรวจจับผลงานที่สร้างด้วยเอไอได้อย่างน่าเชื่อถือ (ซึ่งเป็นสัญญาข้อแรกๆ ที่ OpenAI เองก็&lt;a href="https://www.thetimes.co.uk/article/openai-ai-detection-tool-writing-chatgpt-creator-d907jwgkh"&gt;เลิกพยายามไปแล้ว&lt;/a&gt;) บริษัทต่างๆ ไม่มีแรงจูงใจจะควบคุมตัวเอง เมื่อมีผลประโยชน์ทางการเงินมหาศาลเป็นเดิมพัน สิ่งที่เราต้องการ คือกฎหมายที่เปรียบได้กับพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Act) กฎหมายเพื่อสร้างอินเทอร์เน็ตที่สะอาด (Clean Internet Act) เราไม่สามารถนั่งนิ่งเฉย แล้วปล่อยให้วัฒนธรรมมนุษย์ถูกฝังกลบไปต่อหน้าต่อตาได้&lt;/p&gt;&lt;p data-start="99" data-end="161"&gt;โชคดีที่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในจุดพลิกผันไปสู่เทคโนโลยีสุดล้ำที่เอไอสัญญาไว้ อีกไม่นาน GDP ของเราก็จะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วแหละน่า อีกไม่นาน เราจะรักษาได้ทุกโรค แม้กระทั่งความแก่ชรา เราจะมีหุ่นยนต์พ่อบ้าน รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า และความบันเทิงส่วนบุคคลความคมชัดสูง ใครจะไปสนล่ะว่า เด็กวัยหัดเดินจะต้องดูเนื้อหาน่าหวาดผวาไร้หัวใจเป็นเวลาหลายพันล้านชั่วโมง เพื่อให้อนาคตอันงดงามเหล่านี้เป็นจริง มันก็คุ้มแล้วนี่ ใช่ไหมนะ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="99" data-end="161"&gt;รออีกนิดเถอะ รออีกเพียงนิดเดียว ยูโทเปียก็จะมาถึงแน่นอน.&lt;/p&gt;&lt;p data-start="99" data-end="161"&gt;แปลจาก Erik Hoel "Here lies the internet, murdered by generative AI" (https://www.theintrinsicperspective.com/p/here-lies-the-internet-murdered-by)&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;เอไอ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/chatgpt" hreflang="th"&gt;ChatGPT&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;เทคโนโลยี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/openai" hreflang="th"&gt;OpenAI&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/commons" hreflang="th"&gt;commons&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ทรัพยากรร่วมดูแล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Tue, 29 Apr 2025 22:20:02 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6773 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6773#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>ยินดีต้อนรับสู่ปี 2030, อีดา เอาเคน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6771</link>
  <description>&lt;span&gt;ยินดีต้อนรับสู่ปี 2030, อีดา เอาเคน&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-blog-cover field--type-image field--label-hidden field-item"&gt;  &lt;img loading="lazy" src="http://blogazine.pub/sites/default/files/styles/picture_cover/public/folder_blog_cover/2025/2025-04/download.png?itok=JB4qmul4" width="1200" height="600" alt class="image-field"&gt;


&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-04-29T18:49:46+07:00" title="Tuesday, April 29, 2025 - 18:49"&gt;Tue, 04/29/2025 - 18:49&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ยินดีต้อนรับสู่ปี 2030 ฉันไม่เป็นเจ้าของสิ่งใด ไม่มีความเป็นส่วนตัว แต่ไม่เคยมีความสุขเท่านี้เลย, อีดา เอาเคน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/large_fsjf6wrygBW8vFxOKFOXMpPPy6Zxedrk-qZEqttU7Oc.jpg" width="1008" height="435" data-entity-type="file" data-entity-uuid="70604e22-6414-4925-a4bb-8a25636c6ffb" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="89" data-end="303"&gt;ยินดีต้อนรับสู้ปี 2030 ขอต้อนรับสู่เมืองของฉัน - หรือควรจะพูดว่า "เมืองของพวกเรา" มากกว่า ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใดเลย ไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่ได้เป็นของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p data-start="305" data-end="650"&gt;มันอาจดูแปลกสำหรับคุณ แต่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วสำหรับพวกเราในเมืองแห่งนี้ ทุกสิ่งที่คุณเคยมองว่าเป็นสินค้า ปัจจุบันได้กลายเป็นบริการ เราสามารถเข้าถึงการเดินทาง ที่พัก อาหาร และสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นบริการฟรีไปทีละอย่าง จนในที่สุดการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p data-start="652" data-end="1115"&gt;เริ่มแรก การสื่อสารกลายเป็นแบบดิจิทัลที่ทุกคนใช้ฟรีได้ ต่อมา เมื่อพลังงานสะอาดกลายเป็นของฟรี ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงมหาศาล รถยนต์ส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะเราเพียงแค่เรียกรถไร้คนขับหรือรถบินได้สำหรับการเดินทางระยะไกลได้ภายในไม่กี่นาที เราเริ่มเดินทางไปไหนมาไหนกันได้อย่างมีระบบและประสานงานกันได้ดีกว่าเดิม เมื่อระบบขนส่งสาธารณะกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า และสะดวกกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว ตอนนี้ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ครั้งหนึ่งพวกเราเคยยอมรับสภาพรถติดและมลพิษทางอากาศจากเครื่องยนต์สันดาป พวกเราคิดอะไรกันอยู่?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img src="http://blogazine.pub/sites/default/files/u311/ygNQMDsjtnoU0sCDwWcvoa20HvcyA1zie8u8IKu44tU.jpg" width="1024" height="678" data-entity-type="file" data-entity-uuid="40037b4b-98c4-4215-9b15-700a63ca5556" alt loading="lazy"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บางครั้งฉันก็ขี่จักรยานไปเยี่ยมเพื่อนๆ ฉันชอบทั้งการออกกำลังกายและความเพลิดเพลินระหว่างทาง มันเหมือนกับว่าจิตวิญญาณของเราถูกพาออกเดินทางไปด้วย น่าประหลาดใจที่บางสิ่งดูเหมือนไม่เคยสูญเสียเสน่ห์ของมันเลย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การปั่นจักรยาน การทำอาหาร การวาดภาพ หรือการปลูกต้นไม้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเหตุผลในตัวเอง และเตือนใจเราถึงต้นกำเนิดของวัฒนธรรมที่เกิดจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="493" data-end="537"&gt;&lt;strong data-start="493" data-end="537"&gt;"ปัญหาสิ่งแวดล้อมดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันอีกต่อไป"&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="539" data-end="735"&gt;ในเมืองของเรา เราไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัย เพราะมีคนอื่นเข้ามาใช้พื้นที่ว่างของเราทันทีที่เราไม่ได้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นของฉันจะถูกใช้เป็นห้องประชุมทางธุรกิจในช่วงเวลาที่ฉันไม่อยู่&lt;/p&gt;&lt;p data-start="737" data-end="1032"&gt;บางครั้ง ฉันก็เลือกทำอาหารเอง ซึ่งง่ายมาก เพราะอุปกรณ์ทำอาหารที่จำเป็นสามารถจัดส่งมาถึงหน้าประตูบ้านภายในไม่กี่นาที ตั้งแต่การเดินทางกลายเป็นเรื่องฟรี เราก็เลิกเก็บข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้รกบ้าน ทำไมเราต้องเก็บเครื่องทำพาสต้า หรือเตาทำเครปไว้ในตู้ให้เปลืองที่ เมื่อเราสามารถสั่งใช้ได้เมื่อต้องการ&lt;/p&gt;&lt;p data-start="1034" data-end="1441"&gt;สิ่งนี้ยังช่วยให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เติบโตได้ง่ายขึ้นด้วย เมื่อสินค้ากลายเป็นบริการ ไม่มีใครมีแรงจูงใจที่จะผลิตสิ่งของที่อายุการใช้งานสั้น ทุกอย่างจึงถูกออกแบบให้คงทน ซ่อมแซมได้ และรีไซเคิลได้ วัสดุต่างๆ ไหลเวียนอย่างรวดเร็วในระบบเศรษฐกิจ และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่าย ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงดูเหมือนจะห่างไกล เพราะเราทุกคนใช้พลังงานสะอาด และผลิตสิ่งของด้วยวิธีการที่ไม่ก่อมลพิษ อากาศสะอาด น้ำก็สะอาด และไม่มีใครกล้าแตะต้องพื้นที่ธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครอง เพราะมันมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรา ในเมืองก็มีพื้นที่สีเขียวมากมาย ต้นไม้และพืชพรรณขึ้นอยู่ทั่วไป ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าในอดีต เราเคยปล่อยให้จุดว่างเปล่าในเมืองเต็มไปด้วยคอนกรีตไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p data-start="1034" data-end="1441"&gt;&lt;strong&gt;อวสานการช้อปปิ้ง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="119" data-end="387"&gt;ช้อปปิ้งเหรอ? ฉันแทบจำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไร สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ การช้อปปิ้งเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการเลือกสิ่งของที่ต้องการใช้ บางครั้งฉันก็สนุกกับการเลือกเอง แต่บางครั้งฉันก็ปล่อยให้อัลกอริทึมเลือกให้ เพราะตอนนี้มันรู้จักรสนิยมของฉันดียิ่งกว่าตัวฉันเองเสียอีก&lt;/p&gt;&lt;p data-start="389" data-end="785"&gt;เมื่อปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนเราส่วนใหญ่ เราก็มีเวลามากขึ้นสำหรับการกินอาหารดีๆ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ และการใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารัก แนวคิดเรื่องชั่วโมงเร่งด่วนจึงกลายเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะงานที่เราทำสามารถทำได้ทุกเวลา ฉันเองก็ไม่แน่ใจแล้วด้วยซ้ำว่าจะยังเรียกสิ่งที่ทำว่างานดีไหม มันเหมือนกับเป็นเวลาคิด เวลาสร้างสรรค์ และเวลาพัฒนาตัวเองเสียมากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p data-start="787" data-end="1043"&gt;ช่วงหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความบันเทิง ผู้คนหลีกเลี่ยงปัญหาที่ยุ่งยาก และเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่คิดอะไรมาก จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย เราจึงเริ่มตระหนักได้ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่าแค่การฆ่าเวลา&lt;/p&gt;&lt;p data-start="87" data-end="126"&gt;&lt;strong data-start="87" data-end="126"&gt;"พวกเขาใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งนอกเมือง"&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p data-start="128" data-end="553"&gt;สิ่งที่ฉันกังวลที่สุด คือผู้คนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองของเรา คนที่เราสูญเสียไประหว่างทาง คนที่รู้สึกว่าทั้งหมดนี้มันมากเกินไป เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ คนที่รู้สึกหมดความหมายและไร้ประโยชน์เมื่องานจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ คนที่ผิดหวังกับระบบการเมืองและลุกขึ้นต่อต้าน พวกเขาใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งนอกเมือง บางกลุ่มรวมตัวกันตั้งชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ ส่วนบางคนก็เลือกอยู่ในหมู่บ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 19&lt;/p&gt;&lt;p data-start="128" data-end="553"&gt;บางครั้งฉันก็รู้สึกหงุดหงิดกับข้อเท็จจริงที่ว่า เราไม่มีความเป็นส่วนตัวจริงๆ เลย ฉันไม่สามารถไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน ฉันรู้ดีว่าทุกอย่างที่ฉันทำ คิด และฝัน จะถูกบันทึกไว้ที่ใดที่หนึ่ง แค่หวังว่าจะไม่มีใครใช้ข้อมูลพวกนี้มาเล่นงานฉัน&lt;/p&gt;&lt;p data-start="555" data-end="967"&gt;โดยรวมแล้ว ชีวิตตอนนี้ถือว่าดีมาก ดีกว่าเส้นทางที่เราเคยเดินมา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเราไม่สามารถดำเนินตามรูปแบบการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป เราเคยเผชิญกับปัญหามากมาย สารพัดโรคจากวิถีชีวิตที่ทำร้ายสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตผู้ลี้ภัย การทำลายสิ่งแวดล้อม เมืองที่แออัดเกินไป มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ ความไม่สงบในสังคม และการว่างงาน เราสูญเสียผู้คนมากเกินไป ก่อนที่เราจะรู้ตัวว่าเราสามารถเลือกเส้นทางที่แตกต่างได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;*บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ของ World Economic Forum ในปี 2016 ก่อนจะถูกถอดออกไปหลังจากนั้น ต้นฉบับบทความถูกเก็บไว้ใน &lt;a href="https://oznifs74ogxfonq2rblhwjqtjsm2ch77jtm5vm5fc73nkovo7unq.arweave.net/dlqCy_xxrlc2GohWeyYTTJmhH_9M2dqzpRf21Tqu_Rs"&gt;Arweave&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;เทคโนโลยี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ปัญญาประดิษฐ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ความเป็นส่วนตัว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;ยูโทเปีย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Tue, 29 Apr 2025 11:49:46 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6771 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6771#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>ความจริงของมายาคติของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา, เควิน คาร์สัน</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6770</link>
  <description>&lt;span&gt;ความจริงของมายาคติของอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา, เควิน คาร์สัน&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-04-10T22:24:51+07:00" title="Thursday, April 10, 2025 - 22:24"&gt;Thu, 04/10/2025 - 22:24&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ตามการตีความของ&lt;a href="https://thenextrecession.wordpress.com/2024/09/12/saving-european-capital-its-an-existential-challenge/"&gt;ไมเคิล โรเบิร์ตส์&lt;/a&gt; &lt;a href="https://commission.europa.eu/document/download/97e481fd-2dc3-412d-be4c-f152a8232961_en"&gt;รายงาน&lt;/a&gt;ที่เสนอต่อสหภาพยุโรปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา นำไปสู่การตั้งคำถามครั้งใหญ่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการลงทุนของกลุ่มก้อนการเมืองสายอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดยืนหลักของกลุ่มอิสรเสรีนิยมฝ่ายขวา คือการมองว่าแรงงานต้องพึ่งพิงการลงทุน การลงทุนไม่ว่าจะในรูปของเครดิตหรือตราสารทุนล้วนแต่มีที่มาจากการสั่งสมทุนในอดีต ส่วนกำไรและดอกเบี้ยก็คือผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุน เป็นผลตอบแทนจากการที่นายทุนงดเว้นจากการใช้เงินก้อนนั้น เป็นผลิตภาพส่วนเพิ่มของทุน หรือเป็นอะไรบางอย่างที่ปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเหล่านี้เล็กๆ น้อยๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สองร้อยกว่าปีที่แล้ว โธมัส ฮอดจ์สกิน นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษ ผู้เป็นทั้งนักเสรีนิยมสายคลาสสิกและนักสังคมนิยมในยุคต้นๆ เขียนไว้หนังสือเรื่อง &lt;a href="https://archive.org/details/naturalartificia0000hodg"&gt;&lt;em&gt;The Natural and Artificial Right of Property Contrasted&lt;/em&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;ว่า เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ ณ ที่ดินผืนนั้น (absentee land ownership) ที่ดินที่สร้างผลิตผลได้เพียงพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของครอบครัวหนึ่งๆ จึงไม่ถูกใช้งาน เว้นแต่เมื่อมันสามารถสร้างผลิตผลเพียงพอที่จะจ่ายเป็นค่าเช่าให้กับเจ้าของที่ดินด้วยเท่านั้น ทำนองเดียวกัน เขาเขียนไว้ใน &lt;a href="https://archive.org/details/popularpolitica01hodggoog"&gt;&lt;em&gt;Popular Political Economy&lt;/em&gt;&lt;/a&gt; ว่า “มีผู้กล่าวอ้าง…ว่ากำลังแรงงานไม่ก่อให้เกิดผลผลิต และที่จริงแล้วแรงงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเลย เว้นแต่ว่าเมื่อแรงงานของเขาไม่เพียงชดเชยสิ่งที่เขาใช้หรือบริโภคไปและเลี้ยงดูตนเองให้สุขสบายได้ แต่ยังต้องสร้างกำไรให้กับนายทุนได้ด้วย…”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เอกสารของสหภาพยุโรปดูเหมือนจะสนับสนุนหลักการดังกล่าว รายงานฉบับนี้ (ชื่อว่า “อนาคตของความสามารถในการแข่งขันของยุโรป”) จัดทำโดย มาริโอ ดรากี อดีตนายธนาคารของโกลด์แมน แซคส์, อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี, อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป และอดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ตามคำร้องขอของคณะกรรมาธิการยุโรป และเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานชิ้นนี้พบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปที่ลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากความล้มเหลวในการเพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำก็ “มีสาเหตุหลักมาจากระดับการลงทุนที่ต่ำในภาคเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลผลิตโดยตรง โดยเฉพาะในเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่องว่างของสัดส่วนการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตต่อ GDP ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ต่อปี” การลงทุนที่ต่ำนี้เกิดจาก “อัตราผลตอบแทนของทุนในยุโรปที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ” ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากต้นทุนของการจัดหาเงินทุนภาคเอกชนที่สูงกว่านั่นเอง และเนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่ต่ำนี้ การลงทุนจึงไม่สามารถให้ “ผลตอบแทนที่ภาคทุนในยุโรปต้องการเพื่อนำไปเพิ่มการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตได้ ต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางการเงิน” (เน้นโดยผู้เขียน)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โรเบิร์ตส์ตั้งข้อสังเกตว่า “ทางออกของดรากีก็คือการสนับสนุนภาคธุรกิจแบบเดิมๆ นั่นเอง กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องออกมาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังเพื่อ ‘กระตุ้น’ ให้นายทุนยอมลงทุน” การลดต้นทุนการจัดหาเงินทุนภาคเอกชน เช่น ผ่านโครงการสหภาพตลาดทุน (Capital Markets Union) เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ “แรงจูงใจทางการคลังที่สามารถปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชน” ควบคู่ไปกับ การลงทุนโดยตรงจากภาครัฐ&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณสาธารณะเพิ่มเติม แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นตามมา เพราะรัฐบาลของหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปกลางและตะวันตก มีแรงกดดันอย่างมากที่จะต้อง “รักษาสมดุลงบประมาณ” ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ และไม่ขึ้นภาษีมากเกินไป ทั้งยังติดข้อจำกัดของกฎระเบียบทางการคลังของสหภาพยุโรปที่ “ฝ่าฝืนไม่ได้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดรากีเสนอให้มีการ “กู้ยืมร่วมกัน” (joint borrowing) มากขึ้น กล่าวคือให้สหภาพยุโรปออกพันธบัตรที่สหภาพยุโรปเป็นผู้ค้ำประกัน (EU-backed debt) เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่างๆ แต่แนวคิดนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสหภาพยุโรปเอง…&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดรากียังเสนอให้เพิ่มภาษีในระดับสหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มขนาดของคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งในปัจจุบันมีขนาดเล็กและมุ่งเน้นการใช้จ่ายในด้าน “การสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคม” (social cohesion) การให้เงินอุดหนุนระดับภูมิภาคและภาคเกษตรกรรม มากกว่าจะใช้งบประมาณเพื่อ “การลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิตโดยตรง” ดรากีต้องการปรับลดงบประมาณสาธารณะในด้านเหล่านี้ แล้วโยกย้ายเงินไปลงทุนในเทคโนโลยีแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานฉบับนี้ยังมีกราฟที่แสดงให้เห็นว่า งบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ของสหภาพยุโรปมีขนาดมากกว่าของรัฐบาลกลางสหรัฐถึงระดับหลักสิบเท่า&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;โดยสรุปก็คือ ผู้ที่ถือครองความมั่งคั่งในระบบทุนนิยมจะไม่ยอมใช้ทรัพยากรของตนไปกับการเพิ่มการผลิตที่แท้จริง หากอัตรากำไรยังไม่สูงพอ พวกเขาจะนำเงินไปลงในเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เน้นการเก็งกำไร เช่น การเงิน ประกันภัย และอสังหาริมทรัพย์ (ที่เรียกรวมกันว่า FIRE economy) ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกับที่เจ้าของที่ดินที่ไม่ได้อาศัย ณ ที่ดินของตน ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าเพื่อการเก็งกำไรจนกว่าจะได้รับผลตอบแทนที่สูงพอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สังเกตให้ดี เงินของพวกเขานั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเขาไม่ได้ใช้เงินเหล่านั้นสร้างเครื่องจักรผลิตสินค้า กระบวนการผลิตทั้งหมดเกิดขึ้นจากแรงงานมนุษย์ทั้งสิ้น และแม้แต่ทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือของยังชีพที่แรงงานต้องใช้ ต่างก็เป็นผลผลิตของแรงงานมนุษย์ที่นำของขวัญจากธรรมชาติมาแปรรูปทั้งสิ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กิจการที่เป็นของแรงงานและบริหารโดยแรงงานเองสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและเครื่องจักรระหว่างกัน พร้อมกับใช้เพียงแค่หน่วยบัญชีที่อิงกับเงินดอลลาร์ เพื่อใช้ติดตามยอดคงเหลือที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละกิจการและแต่ละบุคคลภายในเครือข่ายเครดิต แต่ระบบนี้กลับเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตและเงินทุนของธนาคาร ล้วนตั้งอยู่บนมายาคติที่ว่า เครดิตจะถูก “ปล่อยกู้” ได้ก็ต่อเมื่อมีเงินออมจากอดีตมารองรับ ดังนั้น หน้าที่ในการปล่อยกู้จึงกลายเป็นสิทธิผูกขาดทางกฎหมายของผู้ถือครองความมั่งคั่งที่สั่งสมมา ความมั่งคั่งที่สั่งสมมานี้ไม่ใช่อะไรนอกเสียจากกองกระดาษที่ใช้อ้างสิทธิ์ในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผลผลิตของแรงงานมนุษย์ที่นำของขวัญจากธรรมชาติมาแปรรูปทั้งสิ้น แต่เพราะการอ้างสิทธิ์ในการจัดสรรทรัพยากรนี้เอง ชนชั้นผู้ให้เช่า (rentier classes) จึงได้รับอำนาจให้ผูกขาดการกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรในสังคมอย่างถูกกฎหมาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเพราะระบบนี้ แม้จะมีทักษะ แรงงาน และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิตพร้อมใช้งานอยู่ครบถ้วน ขาดเพียงแค่เครดิตเพื่อขับเคลื่อนมันเท่านั้น การผูกขาดเครดิตตามกฎหมายกลับเปิดช่องให้กลุ่มชนชั้นนำผู้มั่งคั่งสามารถจับทรัพยากรทั้งหมดไว้เป็นตัวประกัน จนกว่าจะได้รับค่าไถ่หรือผลตอบแทนที่สูงพอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก &lt;a href="https://c4ss.org/content/60137"&gt;A Right-Libertarian Myth Meets Reality&lt;/a&gt; | C4SS | เผยแพร่ครั้งแรกใน &lt;a href="https://c4ss.org/content/60307"&gt;https://c4ss.org/content/60307&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/kevin-carson" hreflang="th"&gt;Kevin Carson&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;ทุนนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;อิสรเสรีนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B" hreflang="th"&gt;สหภาพยุโรป&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;ฝ่ายขวา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 10 Apr 2025 15:24:51 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6770 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6770#comments</comments>
    </item>
<item>
  <title>เทคโนศักดินา มือขวาแห่งสงคราม, ยานิส วารูฟากิส</title>
  <link>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6769</link>
  <description>&lt;span&gt;เทคโนศักดินา มือขวาแห่งสงคราม, ยานิส วารูฟากิส&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;a title="View user profile." href="http://blogazine.pub/users/apolitical"&gt;Apolitical&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2025-03-26T03:41:35+07:00" title="Wednesday, March 26, 2025 - 03:41"&gt;Wed, 03/26/2025 - 03:41&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เอเธนส์&amp;nbsp;– ตะวันตกกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงคราม รัฐบาลเยอรมนีกำลังพัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้คนค้นหาหลุมหลบภัยที่ใกล้ที่สุด ในสวีเดน มีการ&lt;a href="https://archive.is/o/I5jO3/https:/www.theguardian.com/world/2024/nov/29/would-you-survive-72-hours-germany-and-the-nordic-countries-prepare-citizens-for-possible-war"&gt;เผยแพร่&lt;/a&gt;แผ่นพับยาว 32 หน้าชื่อ&amp;nbsp;“ถ้าวิกฤตหรือสงครามเกิดขึ้น” (If Crisis or War Come)&lt;em&gt;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;ในฟินแลนด์ มีการดาวน์โหลดแผ่นพับคล้ายๆ กันเป็นจำนวนมาก หนังสือพิมพ์ชื่อดัง&lt;a href="https://archive.is/o/I5jO3/https:/www.ft.com/content/6beab2fe-224a-4c6c-afc6-51a10cdfadf4"&gt;ตีพิมพ์&lt;/a&gt;สถานการณ์การจำลองสงครามที่รัสเซียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน บุกหมู่เกาะอาร์กติกของนอร์เวย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในสหภาพยุโรป เจ้าหน้าที่ระดับสูง&lt;a href="https://archive.is/o/I5jO3/https:/www.consilium.europa.eu/en/press/press-releases/2023/01/16/going-big-for-eu-industry-op-ed-article-by-president-charles-michel/"&gt;ถกเถียง&lt;/a&gt;กันว่า กุญแจสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนในยุโรปซึ่งตกต่ำมาอย่างยาวนานก็คืออุตสาหกรรมอาวุธ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พูดติดตลกถึงการยึดกรีนแลนด์และคลองปานามา ยิ่งไปกว่านั้น พายุคุกคามกำลังปะทุขึ้นเหนือไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และทะเลจีนใต้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรัมป์และคู่แข่งทางการเมืองเห็นต่างกันในแทบทุกเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันคืออเมริกากำลังตกอยู่ในสิ่งที่&lt;a href="https://archive.is/o/I5jO3/https:/www.project-syndicate.org/columnist/graham-allison"&gt;เกรแฮม อัลลิสัน&lt;/a&gt; แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเรียกว่า&amp;nbsp;“กับดักธูซีดิดิส” (Thucydides Trap) อันหมายถึงชะตากรรมของมหาอำนาจที่กำลังเผชิญหน้ากับประเทศที่กำลังเติบโตอย่างจีน ขณะเดียวกัน โลกตะวันตกก็กำลังเสี่ยงจะตกลงไปในกับดักโอดิปุส (Oedipus trap) เมื่อการพยายามป้องกันวิกฤตกลับยิ่งซ้ำเติมให้วิกฤตเลวร้ายลง เหมือนที่โอดิปุสสังหารพ่อของตัวเองคือ ไลอุส เพียงเพราะไลอุสใช้ไม้แข็งในการพยายามขัดขวางคำทำนายของเดลฟีที่ว่าเขาจะตายด้วยน้ำมือของลูกชายตัวเอง กับดักทั้งสองอาจเป็นชนวนให้เกิดสงครามอันใหญ่โตตามมาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน &lt;strong&gt;เรากำลังถูกครอบงำโดยทุนคลาวด์ (cloud capital) มากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ทุนรูปแบบใหม่นี้ ประกอบด้วยเครื่องจักรที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย ซึ่งทำงานตามอัลกอริทึมที่เราฝึกให้รู้จักเรามากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราต้องการและขาย[ความต้องการเทียมนี้]ให้กับเราได้โดยไม่ต้องอาศัยตลาดที่แท้จริงแต่อย่างใด&lt;/strong&gt; ในขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลและหุ่นยนต์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยการผลิตที่มนุษย์ผลิตขึ้น ทุนคลาวด์กลับผลิตความสามารถอันสูงลิบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ และมอบอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับ เหล่าเจ้าขุนมูลนายแห่งศักดินาเทคโนโลยีผู้เป็นเจ้าของทุน สถานการณ์นี้ทำให้กับดักธูซีดิดิสและกับดักโอดิปุสยิ่งซับซ้อนขึ้นในสี่ทางด้วยกัน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่ง เมื่อเสริมด้วยความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ ทุนคลาวด์ลดเพดานของการใช้ศาสตราวุธทำลายล้างมหาศาล แม้จะเป็นการทำลายล้างอย่างพุ่งเป้าก็ตาม การส่งฝูงบินโดรนขนาดเล็กที่ติดตั้งระบบจดจำใบหน้าด้วย&amp;nbsp;AI ไปยังพื้นที่เมืองเพื่อกำจัดเป้าหมายที่กำหนดตัวไว้แล้วโดยอัตโนมัติ มีราคากถูกกว่าการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเป็นอย่างมาก วิธีนี้ยังช่วยให้ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีสร้างความเชื่อมั่นทางศีลธรรมในการสั่งการได้ง่ายกว่าด้วย นั่นคือเหตุผลที่มูลค่าตลาดของบริษัทที่เน้นทุนคลาวด์อย่าง&amp;nbsp;Palantir &lt;a href="https://archive.is/o/I5jO3/https:/www.benzinga.com/markets/equities/24/11/41891026/palantir-overtakes-lockheed-martin-in-market-cap-how-does-the-messi-of-ai-stack-up-against-the-traditional-defense-player"&gt;แซงหน้า&lt;/a&gt;บริษัทขนาดใหญ่ดั้งเดิมอย่าง Lockheed Martin&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอง เพื่อให้ได้รายได้สูงสุด ทุนคลาวด์ที่ขับเคลื่อนสื่อสังคมออนไลน์ของเราอยู่จึงได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มเอเกจเมนต์ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการทำให้เราโกรธ เกลียดชัง และพูดจารุนแรงต่อกัน โมเดลธุรกิจแบบนี้บ่อนทำลายการถกเถียงอย่างเป็นเหตุเป็นผลในพื้นที่สาธารณะ นำไปสู่การกัดกร่อนสถาบันประชาธิปไตยที่เคยมีความสามารถในการจำกัดการกระทำของนักการเมืองและนายพลที่บ้าสงคราม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สาม ทุนคลาวด์ทำให้ยุโรปอ่อนแอลงจนไม่สามารถรับบทตัวกลางเหมือนในสมัยสงครามเย็น สาเหตุเป็นเพราะทุนคลาวด์ส่วนใหญ่กระจุกตัวในสหรัฐฯ และจีน เมื่อการกระจุกตัวของทุนคลาวด์กลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ยุโรปจึงตกอยู่ในสถานะที่ไม่สำคัญโดยเปรียบเทียบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สี่ ทุนคลาวด์ของจีนได้ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจเกือบผูกขาดของสหรัฐอเมริกาในระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ แต่ไหนแต่ไหนมา อำนาจเกือบผูกขาดนี้เองที่ทำให้สหรัฐฯ สามารถคว่ำบาตรประเทศหรือบุคคลใดๆ ได้ตามใน ประเด็นนี้สำคัญยิ่งกว่าความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ ที่เกิดจากการเกิดขึ้นของ DeepSeek&amp;nbsp;บริษัท&amp;nbsp;AI&amp;nbsp;ของจีน ซึ่งทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกลงไปกว่า&amp;nbsp;1 ล้านล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายหลักของจีนมาจากความไม่สมดุลอย่างลึกซึ้งที่มีต่อสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเลย กล่าวคือ วอลล์สตรีทมองว่าซิลิคอนวัลเลย์เป็นคู่แข่งที่อาจเข้ามาฉกฉวยรายได้ทางการเงินของตน โดยในการต่อสู้ครั้งนี้ ฝ่ายวอลล์สตรีทสามารถพึ่งพาการสนับสนุนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ ในทางกลับกัน ภาคการเงิน ธนาคารกลาง และบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของจีนกำลังทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างไร้รอยต่อและสามารถใช้งานได้ฟรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ตะวันตกไม่สามารถทำได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ว่าระบบการชำระเงินของจีนในปัจจุบันจะคล้ายกับทางหลวงหลายเลนไร้ข้อบกพร่องซึ่งยังมีผู้ใช้ไม่มากภายนอกประเทศ แต่ระบบการชำระเงินของจีนถือเป็นภัยคุกคามระยะยาวที่สำคัญต่อการผูกขาดของระบบการชำระเงินที่อ้างอิงค่าเงินดอลลาร์ และให้ทางเลือกแก่รัฐบาลจีนและพันธมิตรในการบรรเทาความกลัวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ วงจรของการเสริมแรงเชิงลบที่ไม่สิ้นสุดนี้จะก่อกำเนิดเป็นความมั่นใจใหม่ที่ขับเคลื่อนให้สหรัฐฯ กระตือรือร้นที่จะ&amp;nbsp;“เข้มงวด” กับจีนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทุกวันนี้กลิ่นอายสงครามอบอวลกว่าสันติภาพ สถานการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความโดดเด่นของกับดักทางยุทธศาสตร์ที่เรารู้จักกันดี แต่ยังสะท้อนถึงอำนาจศักดินาเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำลังผลักดันเราให้ติดกับ.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แปลจาก Yanis Varoufakis, "Technofeudalism Is War’s Handmaiden – Project Syndicate," 2025, https://www.yanisvaroufakis.eu/2025/02/15/technofeudalism-is-wars-handmaiden-project-syndicate/&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;วิพากษ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;ทุนนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;เทคโนศักดินา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ทุนคลาวด์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="http://blogazine.pub/category/yanis-varoufakis" hreflang="th"&gt;Yanis Varoufakis&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Tue, 25 Mar 2025 20:41:35 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Apolitical</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">6769 at http://blogazine.pub</guid>
    <comments>http://blogazine.pub/blogs/apolitical/post/6769#comments</comments>
    </item>

  </channel>
</rss>
