<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>Warong</title>
	
	<link>http://www.jongblog.com</link>
	<description>เขียนบล็อก 101</description>
	<lastBuildDate>Mon, 05 Mar 2012 15:59:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Warong" /><feedburner:info uri="warong" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/fFTvJxZGrCA/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2012 20:46:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1341</guid>
		<description><![CDATA[การปะทะกันระหว่างความสัมพันธ์แบบ สหาย กับความสัมพันธ์แบบ บ้าน ในละคร น่าจะเป็นความความเข้มข้นที่ละครจับใจคนดูทั่วไปส่วนใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนดูมารับฟังชุดคำอธิบายทางอุดมการณ์ที่อาจชวนหงุดหงิดใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1352" class="wp-caption aligncenter" style="width: 543px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home-restage-533x800.jpg" alt="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" title="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" width="533" height="800" class="size-large wp-image-1352" /><p class="wp-caption-text">วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)</p></div>
<p>ในการพูดคุยประเด็นทางการเมืองครั้งหนึ่ง (ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์) เมื่อวงสนทนาเริ่มตึงเครียดและความขัดแย้งในวงได้ทวีความเข้มข้นขึ้น ผู้เข้าร่วมสนทนาหญิงได้ตั้งคำถามที่มีนัยโจมตีผู้ร่วมสนทนาอีกท่าน โดยการอิงเหตุการณ์ในอดีตบางมิติเข้ากับเหตุกาณ์ในปัจจุบัน เธอตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้เข้าร่วมสนทนาท่านนั้น ทั้งที่เคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตช่วง 6 ตุลา 2519 มาแล้ว ทำไมจึง <em>ไม่ลุกขึ้นมาดีเฟนด์ศพของเพื่อนๆ</em> (ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ)</p>
<p>การตั้งคำถามของเธอมีประเด็นน่าสนใจ ถ้าเราถือว่าการเมืองในความหมายกว้างๆ ทั่วไปเป็นความสัมพันธ์ระดับสาธารณะ เธอกำลังพร่าขอบเขตนี้ลงไปยังอาณาบริเวณความสัมพันธ์ระดับส่วนบุคคล (<em>การปกป้องเพื่อนพ้อง ความมีน้ำใจ การเจ็บแค้นแทนเพื่อนฝูง</em>)</p>
<p>เช่นเดียวกับในวงเสวนาครั้งหนึ่ง ในช่วงตั้งคำถาม ผู้ฟังท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อวิทยากรหญิง (ที่คนทั่วไปทราบประวัติดีว่าเธอเคยเข้าร่วมต่อสู้ในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ว่าเหตุใด ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ (ซึ่งวิทยากรท่านนั้นออกจากป่ามานานแล้ว) เธอกลับสร้างผลงานบางชิ้น ซึ่งในทรรศนะของผู้ฟังท่านนั้นเห็นว่าเป็นผลงานเพื่อเชิดชูบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของเพื่อนๆ เธอในอดีต</p>
<p>คำตอบของวิทยากรเพิ่มความน่าสนใจต่อการตั้งคำถามลักษณะนี้ยิ่งขึ้น เมื่อเธอได้เล่าถึงอดีตบางด้านในป่า (ที่เธอว่าคนทั่วไปไม่ค่อยทราบนัก) ว่าเธอเองนั่นแหละที่ต้องสูญเสียเพื่อนใกล้ชิดของเธอคนหนึ่งไป <em>เพราะ</em> ผู้นำในป่าขณะที่เธอยังร่วมต่อสู้ในขบวนการอยู่</p>
<p>คำตอบของเธอน่าจะแสดงให้เห็นความยอกย้อนของการตัดสินการกระทำโดยการอิงกับมุมมองจากความสัมพันธ์ระดับบุคคลหรือส่วนตัว โดยเฉพาะการพยายามโยงมันไปยังระดับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือการเมืองในความหมายกว้าง</p>
<p>หากเรามีตาข่ายความสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นบุญคุณความแค้น ความรักชังระหว่างผู้คน ตาข่ายนี้คงซับซ้อนอย่างมากจนอาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะนำมาใช้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องราวระดับการเมืองหรือสาธารณะ</p>
<p>ท่านที่นับถือบางท่านจึงได้ระมัดระวังอย่างยิ่งในการอภิปรายประเด็นสาธารณะ และพยายามแยกขาดกับการยกเหตุผลข้อถกเถียงที่มาจากวิธีมองจากความสัมพันธ์ระดับส่วนตัว</p>
<p><em>แต่เรื่องราวจำพวกนี้สามารถแยกขาดจากกันได้จริงๆ หรือ?</em></p>
<p>คำตอบในละคร <em>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</em> คงเป็นคำตอบว่า <strong>ไม่ได้</strong> อีกทั้งยังอาจทำให้เราเข้าใจได้ว่า เพราะการไม่ทิ้งการมองระดับส่วนตัวของมนุษย์กระมัง ที่ทำให้เราพอจะเข้าใจผู้คนต่างๆ ในช่วงความขัดแย้งระดับอุดมการณ์ได้</p>
<div id="attachment_1351" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home-640x428.jpg" alt="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" title="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" width="640" height="428" class="size-large wp-image-1351" /><p class="wp-caption-text">วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)</p></div>
<p>แม้ละคร <em>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</em> จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่ช่วงเวลาหลังการประกาศนโยบาย 66/23 (ที่ทำให้กลุ่มผู้จับอาวุธในป่าบางส่วน <em>กลับบ้าน</em>) จนถึงบรรยากาศช่วงก่อนหน้านั้นจากการเล่าเหตุการณ์ย้อนเวลาในละคร แต่คำพูดจากปากตัวละครและความขัดแย้งต่างๆ ในละครเรื่องนี้ ดูจะไม่ได้เน้นไปที่การถกเถียงกันทางอุดมการณ์ทางการเมือง (ในความหมายของความคิดที่กำหนดกรอบในการมองโลก) เท่าไหร่นัก</p>
<p>ความเข้มข้นทางการถกเถียงแง่นี้ในละคร เห็นจะมีเพียงคำพูดจากปากตัวละครหญิงที่ชี้ให้เห็นว่าแม่ของพายุ (ตัวเอกของเรื่อง) กำลังใช้เงินจากเงินเดือนราชการ ซึ่งมีที่มาจากภาษีประชาชน</p>
<p>แต่นอกจากนั้น ดูๆ ไปแล้ว ความขัดแย้งหลักๆ ในละครมาจากการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมที่มีความแตกต่างกันไปเสียมากกว่า ระหว่างความสัมพันธ์แบบ <em>สหาย</em> (สหายคือคนที่ตายแทนกันได้) กับความสัมพันธ์ของ <em>บ้าน</em> (พ่อ แม่ พี่ น้อง)</p>
<p>การปะทะกันระหว่างความสัมพันธ์แบบ <em>สหาย</em> กับความสัมพันธ์แบบ <em>บ้าน</em> นี้เอง ที่น่าจะเป็นความความเข้มข้นที่ละครจับใจคนดูทั่วไปส่วนใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนดูมารับฟังชุดคำอธิบายทางอุดมการณ์ที่อาจชวนหงุดหงิดใจ เราจะพบคำพูดที่คนดูส่วนใหญ่คุ้นชินจากประสบการณ์ชัวิตประจำวัน จนสามารถแทนที่ตัวเองเข้าไปในความขัดแย้งที่คล้ายกับมีการเมืองเป็นพื้นหลังได้ไม่ยากนัก (<em>พวกมันทำเราก่อน</em> <em>พวกมันไม่ยอมหยุด</em> ฯลฯ)</p>
<p>และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญนักที่คนดูบางกลุ่มซึ่งคาดหวังมากกว่านี้ ก็คงมีประเด็นที่ไม่โดนใจจากละครอยู่บ้าง</p>
<p><em>และถ้าเป็นเช่นนั้น ละครเรื่องนี้เลือกจะสนับสนุนความสัมพันธ์แบบใด?</em></p>
<p>ละครเริ่มต้นด้วยเพลงแนวเพื่อชีวิต และจบลงด้วยเพลงลูกกรุง หากเราดูชื่อเรื่อง วันที่ <em>สหาย</em> พายุกลับ <em>บ้าน</em> ก็คงน่าจะพอบอกอะไรได้ บทสรุปของละคร คงไม่ใช่บทสรุปที่ชวนประหลาดใจ และแน่นอนว่าอาจไม่ถูกใจแฟนๆ หลายท่าน</p>
<p>อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ละครคงจะบอกเราได้ก็คือ เรื่องการเมือง แนวคิดอุดมการณ์ ประเด็นสาธารณะ กับเรื่องราวที่เป็นความสัมพันธ์ในแง่ส่วนบุคคลของผู้คน คงไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปสามารถแยกขาดจากกันได้ง่ายนัก และเส้นแบ่งนั้นก็เลือนลางเกินกว่าคนเราจะไม่นำมาปะปนกันในการคิดการพูด ขณะเดียวกันมันก็คงช่วยให้คนส่วนใหญ่พอจะสัมผัสหรือเข้าใจผู้คนที่ต่างอุดมการณ์กันได้บ้างในบางกรณี</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/fFTvJxZGrCA" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=the-day-comrade-storm-comes-home</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ปีที่แล้ว 2554</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/UBBnQEJ6kFY/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 18:45:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1308</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้อัพบล็อกมาหลายเดือน ปีนี้คงต้องกลับมาบันทึกอะไรเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว เพราะไปรับปากคนเค้าไว้ด้วยว่าจะหาเวลามาเขียน ก็น่าจะเริ่มต้นที่ช่วงปีใหม่นี้อ่ะนะ &#8211; -&#8221; ปีที่แล้วได้ใช้เวลาในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกับต้องเข้าสำนักงานแบบคนทั่วไปในบางงานเอาเสียด้วย ส่งผลให้แย่งเวลาในการหาความบันเทิงใจส่วนตัว (แบบที่เคยใช้เวลาส่วนใหญ่ก่อนหน้าไปในทางนี้เสียมาก) ซึ่งผลจากการห่างเหินเพื่อใช้เวลาในสำนักงาน ทำให้ช่วงนึงรู้สึกว่าสภาพจิตใจตกต่ำเอาพอควรเลยทีเดียว แต่ครั้นลองตรวจสอบยอดเงินในธนาคารดู ก็รู้สึกว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ปฏิเสธได้ยากนั่นแหละ อยากได้เงิน อยากจะใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ ก็คงต้องเลือกแบ่งเวลาและข้อจำกัดเอา ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่รู้สึกดีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน เข้าไปช่วยในบริษัทดิจิตัลเอเยนซี่ งานที่ต้องเข้าสำนักงานคืองานนี้แหละ คือ บริษัทสามย่าน ที่เค้าเปิดตัวในปีนี้ ถึงแม้จะเข้าไปช่วยแบบห่างๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าทีมเค้าดีนะ คนฝีมือดี เอาการเอางาน ให้ความสำคัญกับกำหนดเวลาและการวางแผนแบบมืออาชีพ ถึงแม้วิธีคิดหลายๆ อย่างต้องการการทำความเข้าใจกันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นทีมที่มีศักยภาพสูงในสายงานของเค้า ที่ดีมากคือทำให้มีเงินในบัญชีช่วงปลายปีแบบตกใจเล็กน้อย (เพราะปรกติไม่ค่อยมีเงินเก็บได้เท่าไหร่) ไม่น่าเล่า เพื่อนๆ ที่จบจากที่เรียนด้วยกันมา และมุ่งมั่นจะวิ่งไปในเส้นทางนี้อย่างเต็มกำลัง ถึงได้มีความมั่นคงและออกดอกออกผลในช่วงนี้กันอย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีช่วงน้ำท่วมปลายปีอาจสบายกว่านี้เรื่องเงินมากเลย ช่วยงานเว็บไซต์สื่อใหม่สองเจ้า ถ้ามองว่าหลังจากจบมา ก็ทำงานด้านอินเทอร์เน็ตมาตลอด และบางช่วงก็ไปทำงานด้านไอทีให้องค์กรด้านสื่ออยู่แล้วด้วย ก็น่าจะถือได้ว่างานนี้ตรงความชอบและมีประสบการณ์อยู่พอสมควร ปีนี้ได้เข้าไปช่วยเว็บ สยามอินเทลลิเจนซ์ และ ไทยพับลิก้า ในช่วงเติบโตของเว็บแรก และช่วงเริ่มต้นตั้งตัวของเว็บหลัง งานกับสยามอินเทลลิเจนซ์เป็นงานต่อเนื่องจากปีก่อนโน้น (2553) มองย้อนไปในเวลานี้ ช่วงตอนพยายามลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางด้วยกันแบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้อัพบล็อกมาหลายเดือน ปีนี้คงต้องกลับมาบันทึกอะไรเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว เพราะไปรับปากคนเค้าไว้ด้วยว่าจะหาเวลามาเขียน ก็น่าจะเริ่มต้นที่ช่วงปีใหม่นี้อ่ะนะ &#8211; -&#8221;</p>
<p>ปีที่แล้วได้ใช้เวลาในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกับต้องเข้าสำนักงานแบบคนทั่วไปในบางงานเอาเสียด้วย ส่งผลให้แย่งเวลาในการหาความบันเทิงใจส่วนตัว (แบบที่เคยใช้เวลาส่วนใหญ่ก่อนหน้าไปในทางนี้เสียมาก) ซึ่งผลจากการห่างเหินเพื่อใช้เวลาในสำนักงาน ทำให้ช่วงนึงรู้สึกว่าสภาพจิตใจตกต่ำเอาพอควรเลยทีเดียว</p>
<p>แต่ครั้นลองตรวจสอบยอดเงินในธนาคารดู ก็รู้สึกว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ปฏิเสธได้ยากนั่นแหละ อยากได้เงิน อยากจะใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ ก็คงต้องเลือกแบ่งเวลาและข้อจำกัดเอา</p>
<p>ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่รู้สึกดีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน</p>
<h2>เข้าไปช่วยในบริษัทดิจิตัลเอเยนซี่</h2>
<p>งานที่ต้องเข้าสำนักงานคืองานนี้แหละ คือ <a href='http://samyarn.com/'>บริษัทสามย่าน</a> ที่เค้าเปิดตัวในปีนี้ ถึงแม้จะเข้าไปช่วยแบบห่างๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าทีมเค้าดีนะ คนฝีมือดี เอาการเอางาน ให้ความสำคัญกับกำหนดเวลาและการวางแผนแบบมืออาชีพ</p>
<p>ถึงแม้วิธีคิดหลายๆ อย่างต้องการการทำความเข้าใจกันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นทีมที่มีศักยภาพสูงในสายงานของเค้า</p>
<p>ที่ดีมากคือทำให้มีเงินในบัญชีช่วงปลายปีแบบตกใจเล็กน้อย (เพราะปรกติไม่ค่อยมีเงินเก็บได้เท่าไหร่) ไม่น่าเล่า เพื่อนๆ ที่จบจากที่เรียนด้วยกันมา และมุ่งมั่นจะวิ่งไปในเส้นทางนี้อย่างเต็มกำลัง ถึงได้มีความมั่นคงและออกดอกออกผลในช่วงนี้กันอย่างเต็มที่</p>
<p>ถ้าไม่มีช่วงน้ำท่วมปลายปีอาจสบายกว่านี้เรื่องเงินมากเลย</p>
<h2>ช่วยงานเว็บไซต์สื่อใหม่สองเจ้า</h2>
<p>ถ้ามองว่าหลังจากจบมา ก็ทำงานด้านอินเทอร์เน็ตมาตลอด และบางช่วงก็ไปทำงานด้านไอทีให้องค์กรด้านสื่ออยู่แล้วด้วย ก็น่าจะถือได้ว่างานนี้ตรงความชอบและมีประสบการณ์อยู่พอสมควร ปีนี้ได้เข้าไปช่วยเว็บ <a href='http://www.siamintelligence.com'>สยามอินเทลลิเจนซ์</a> และ <a href='http://www.thaipublica.com'>ไทยพับลิก้า</a> ในช่วงเติบโตของเว็บแรก และช่วงเริ่มต้นตั้งตัวของเว็บหลัง</p>
<p>งานกับสยามอินเทลลิเจนซ์เป็นงานต่อเนื่องจากปีก่อนโน้น (2553) มองย้อนไปในเวลานี้ ช่วงตอนพยายามลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางด้วยกันแบบ DIY นั้น ถือเป็นช่วงน่าตื่นเต้นจริงๆ ตั้งแต่ร่วมกับทีมลองเพื่อลองผลักดันและหาแนวทางของบทความ<a href='http://www.siamintelligence.com/king-naresuan-3-review/'>แบบที่ไม่เคยทำ</a> ไปจนถึงช่วงเลือกตั้งที่<a href='http://www.siamintelligence.com/thai-general-election-2011/'>คนเข้าเว็บแบบถล่มทลายอย่างไม่คาดหมาย</a> (เพราะเวิร์ดเพรซช่วย) จนรวบยอดมาเป็น<a href='http://www.siamintelligence.com/letter-to-democrat-party/'>บทความหลังเลือกตั้ง</a>ที่ออกมาแบบถูกที่ถูกจังหวะ ส่งผลกระทบในวงกว้างกว่าที่คาดเอาไว้</p>
<p>เป็นช่วงสนุกสนานจริงๆ เวลาเห็นอะไรมันเข้าเป้า (แบบกึ่งโชคดึ่งฝีมืออ่ะนะ)</p>
<p>ส่วนของไทยพับลิก้านั้นไปช่วยด้านเทคนิคอย่างเดียว เพราะที่นี่เป็นอีกแนวทางนึง จากสายพี่นักข่าวที่มาจากสื่อมวลชนตามระบบ (สื่อสิ่งพิมพ์) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานและต้นทุนทางสังคมพรักพร้อมแล้ว ครั้นเปลี่ยนมาเป็นข่าวบนเว็บ วิธีคิด ทรัพยากร และแนวทางของเค้านั้นก็ยังชัดเจน</p>
<p>การช่วยที่ไทยพับลิก้าทำให้ได้โอกาสได้ไปดูงานที่มาเลเซียกับพี่นักข่าว และต้องยอมรับนับถือฝีมือและความกล้าของสำนักข่าวมาเลเซีย <a href='http://malaysiakini.com'>Malaysiakini</a> เค้า</p>
<div id="attachment_1314" class="wp-caption aligncenter" style="width: 550px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/253647_10150201473534499_716684498_7185554_6660176_n.jpeg" alt="คุณเปรม มาเลเซียกินี่" title="คุณเปรม มาเลเซียกินี่" width="540" height="720" class="size-full wp-image-1314" /><p class="wp-caption-text">คุณเปรม มาเลเซียกินี่</p></div>
<h2>จัดงานเสวนา</h2>
<p>เนื่องจากได้ไปแวะเวียนเยี่ยมชมตามงานเสวนาที่โน่นที่นี่หลายที่อยู่เหมือนกัน เมื่อมีโอกาสทำงานกับ<a href='http://thainetizen.org'>ไทย เน็ตติเซ่น</a>และสยามอินเทลลิเจนซ์ เลยลองเสนอจัด<a href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307357742'>งานเสวนา</a>ให้เค้าดูบ้าง ซึ่งแต่แรกนึกว่าแค่เสนอความคิดไปก็คงพอ ไปๆ มาๆ ต้องลงมาลุยเอง เหนื่อยดีแท้</p>
<p>แต่คิดว่างานออกมาน่าพอใจนะ คนมาร่วมฟังก็เยอะ ได้รู้ได้ฟังคนเก่งๆ หลายคนเหมือนกัน</p>
<div id="attachment_1313" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/243577_10150194431404499_716684498_7110003_7423780_o-640x480.jpg" alt="งานเสวนาที่ร้านก็องดิด" title="งานเสวนาที่ร้านก็องดิด" width="640" height="480" class="size-large wp-image-1313" /><p class="wp-caption-text">งานเสวนาที่ร้านก็องดิด</p></div>
<p>น่าเสียดายที่ช่วงต่อมา ด้วยความจำกัดด้านเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสมาสานต่อ ทั้งในแง่ความคิดหรือด้านความสัมพันธ์กับคนที่ได้รู้จักกันเพราะงานนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็น่าประทับใจ</p>
<p>ก็เป็นไปได้ตามข้อจำกัดล่ะนะ</p>
<h2>ลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับศิลปะคอร์สแรก</h2>
<p>เพราะได้เงินจากการทำงานในสำนักงานมากช่วงต้นปี (เมื่อเปรียบช่วงก่อน) ช่วงปลายปีเลยไปลงเรียน <a href='http://www.facebook.com/events/166288393450961/'>วิชาเกี่ยวกับศิลปะ</a> ดู</p>
<p>ก็เพิ่งจะรู้ว่าเค้ามีหลักวิชาทางปรัชญากันแบบเป็นระบบอ่ะนะ รู้ได้เลยว่าที่ผ่านมาซึ่งไม่เคยเรียนอะไรพวกนี้นี่เป็นการคิดแบบมั่วมางูๆ ปลาๆ ตลอดมาแน่ๆ</p>
<p>งานนี้น่าจะป็นความประทับใจสูงสุดในรอบปีเลย เวลาเรียนกับคนเก่งๆ มันช่วยอะไรได้มากกว่าการทู่ซี้อ่านเอาเองเยอะมาก คอร์สนี้ทดแทนการห่างเหินจากการหาความบันเทิงใจในช่วงต้นถึงกลางปีได้เลย หลังจากนี้ เวลาดูหนังฟังเพลง หรือได้เห็นได้ฟังสิ่งที่ผ่านหูผ่านตา จะไม่สามารถมองหรือรับรู้อะไรแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว และการเขียนถึงหนังที่ได้ดู ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เท่าไหร่แล้วเช่นกัน &#8211; -&#8221;</p>
<p>และส่งผลต่อเนื่อง อารมณ์ค้างไปถึงข้อถัดไป</p>
<h2>น้ำท่วม ไปเชียงใหม่ ตะลุยฟังเสวนา</h2>
<p>ช่วงที่คนกรุงเทพฯ ตื่นตระหนกกับข่าวน้ำท่วม และลุ้นกันอย่างถึงอารมณ์ว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม ช่วงนั้นได้โอกาสไปช่วยเค้าทำเว็บให้ร้านหนังสือ <a href='www.bookrepublic.org'>Book Re:public</a> ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านหนังสือของกลุ่มปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวกลุ่มนึงเค้ามารวมกันเปิดพื้นที่จัดงานเสวนาให้นักวิชาการท่านต่างๆ รวมทั้งจัดเป็นร้านขายหนังสือด้วย ครั้นได้ฤกษ์เปิดตัว จึงได้ไปเชียงใหม่ฟังงานเสวนาที่เขาจัด</p>
<p>แผนเดิมคืออยากจะหลบความโกลาหลและพลังด้านลบของคนกรุงเทพที่ปลดปล่อยกันออกมาอย่างสยดสยอง ยังนึกในใจว่าหากน้ำท่วมก็ถือโอกาสเที่ยวเชียงใหม่ไปด้วยในตัวก็น่าจะดี</p>
<p>แล้วบ้านก็น้ำท่วมจริงๆ ไม่ใช่ท่วมธรรมดา แต่ท่วมหนัก (แถมนานเกินกว่าคิดไว้มาก) ทุกอย่างจึงโกลาหลตามประสา</p>
<p>แต่นอกไปจากความโกลาหลจากที่บ้านแล้ว การมาอยู่เชียงใหม่ช่วงนั้นน่าประทับใจจริงๆ มีทั้งที่ทำงานแบบชิลชิล มีงานเสวนาความรู้ชวนฟัง มีร้านหมูสะเต๊ะที่น้องคนขายสวยยังกะนางฟ้า และอากาศก็ดีมากๆ</p>
<p>เมื่อถึงคราต้องกลับมากรุงเทพ ด้วยความที่อินกับบรรยากาศ และเพิ่งผ่านคอร์สเรียนแนววิธิคิดด้านศิลปะ จึงยังติดพัน พยายามไปฟังงานเสวนาที่เชียงใหม่เกือบทุกอาทิตย์ <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>คนจัดเค้าเก่งมากจริงๆ งานเสวนาที่เคยจัดเองแค่สองงานที่เล่าถึงข้างต้น เสร็จงานแล้วประทับใจแค่ไหนก็ยังเหนื่อยเกินกว่าที่จะอยากเข้าไปยุ่งหรือผลักดันงานอื่นต่อ แต่ร้านนี้เค้าจัดกันเกือบทุกสัปดาห์ ไม่ทราบว่าเอาพลังมาจากไหนเหมือนกัน</p>
<div id="attachment_1312" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/328289_10150360882404499_716684498_8383245_1745090475_o-640x359.jpg" alt="บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก" title="บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก" width="640" height="359" class="size-large wp-image-1312" /><p class="wp-caption-text">บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก</p></div>
<p>แต่แน่นอน ด้วยความชิล และเค้าก็ยุ่งกันมาก เว็บเลยไม่เสร็จซะที &#8211; -&#8221;</p>
<h2>สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน</h2>
<p>หวังว่าคงได้พบกันได้บ่อยกว่าเดิม</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/UBBnQEJ6kFY" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=looking-back-2011</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/pBT2GBOpD9A/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 21:03:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1235</guid>
		<description><![CDATA[นิทรรศการไม่ได้อำพรางความหมายการเชื่อมโยงปัจจุบันและอดึตของบางเหตุการณ์ในกรุงเทพ ภาพกิจกรรมประจำวันที่ดูแสนสามัญธรรมดา อาทิภาพเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติงาน มวลชนที่มาชุมนุมกันในสนามกีฬา ผู้คนระเบิดอารมณ์ระหว่างเชียร์มวย ภาพเหล่านี้ อารมณ์เหล่านี้ ในบางจังหวะและบริบท สามารถปะทุขึ้นมาจนเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายทางการเมืองที่เราๆ ท่านๆ เคยได้อ่านหรือฟังมา นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงตัวดำรงอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ในภาพชีวิตประจำวันที่แสนปรกติคุ้นเคย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1243" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/03/170678_188319071187041_179574168728198_590748_3372733_o-640x179.jpg" alt="A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ" title="a-ripe-volcano" width="640" height="179" class="size-large wp-image-1243" /><p class="wp-caption-text">A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</p></div>
<blockquote><p>A RIPE VOLCANO คือภาพอุปมากรุงเทพมหานคร ยามกลายเป็นสถานที่แห่งการระเบิดทางอารมณ์ ผ่านการจำลองสังเวียนแห่งการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและมโนคติ ด้วยการย้อนไปเยือนโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในบริบทซึ่งเคยเป็นสถานที่บูชายัญของอำนาจเผด็จการ และสนามมวยราชดำเนิน ในส่วนเสี้ยวเวลาของการเผชิญกับนักล่าดึกดำบรรพ์ สัตว์ป่าในร่างของมนุษย์ แววตาที่หิวกระหาย และรสหวานล้ำของโลหิตแดงฉานจากกายของผู้พลาดพลั้งใจกลากรุงเทพมหานคร จึงดูจะไม่ต่างจากป่าดงพงไพรมืดทึบของกาลเวลา มันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวที่มิเคยได้รับการเยียวยาและพลังอำนาจที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ปะทุปะทั่งความกราดเกรี้ยวเดือดดาลของมันอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p><em>คำอธิบายงาน A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</em>
</p></blockquote>
<p>งาน <em>A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ)</em> เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของ <em>ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์</em> (วีดีโอ) และ <em>ยาสุฮิโร่ โมรินากะ</em> (เสียง) ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ งานชุดนี้จัดแสดงในห้องมืดพื้นที่กว้างขวาง ทำให้อารมณ์ขณะดูมีส่วนคล้ายคลึงการดูหนังไม่น้อย แต่การจัดฉายเป็นจอคู่แสดงภาพร้อมๆ กันไป และสถานที่จัดก็เอื้อต่องานด้านเสียงได้ดีมาก</p>
<p>จากคำอธิบายตัวงานข้างต้น น่าจะช่วยแนะแนวทางได้บ้าง ผมจำรายละเอียดและลำดับของภาพคู่ทุกภาพไม่ได้นะครับ เท่าที่จำได้ ภาพในจอด้านขวาและด้านซ้ายจะบันทึกเหตุการณ์สถานที่เดียวกัน และหลายๆ ภาพก็น่าจะเป็นเวลาเดียวกันด้วย ส่วนบางภาพอาจจะเป็นคนละเวลา แต่ก็จะมีความเชื่อมโยงทางเหตุการณ์ในเชิงคล้ายคลึงกันอยู่ ภาพที่แสดงในจอทั้งคู่มีส่วนล้อกันทั้งระยะภาพและมุมมองไปตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<p>ผมชอบการไหลของอารมณ์และความหมายภาพในช่วงต่างๆ มากครับ จากตอนเริ่มต้นที่เป็นเพียงภาพไอจาก <em>ภูเขาไฟ</em> ค่อยๆ แปรมาเป็นภาพสถานที่ใน <em>โรงแรม</em> ที่ดูนิ่งเนิบ หากแต่มีเงาเคลื่อนแฝงอยู่ที่พื้นหลังเป็นระยะๆ</p>
<p>จากเงาเคลื่อนไหวค่อยกลายมาเป็นภาพจับต้องได้ขององคาพยพมนุษย์ และเริ่มเคลื่อนไหวแบบจะแจ้งขึ้นจนเป็นกิจกรรมของมนุษย์ ต่อเนื่องไปสู่การปะทุทางอารมณ์ใน <em>สนามมวย</em> และทวีความน่าตื่นตาขึ้นเมื่อภาพกลายไปเป็นคลื่นมหาชนใน <em>สนามกีฬา</em></p>
<p>ในท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวนี้คงอยู่ แต่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของมนุษย์อีกแล้ว แต่เปลี่ยนรูปเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะทำงานของวัตถุเครื่องมือ ภาพสุดท้ายเป็นภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ <em>บันทึกความทรงจำ</em></p>
<p>งานด้านเสียงก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ บางครั้งคล้ายเสียงธรรมชาติ แต่ส่วนมากเป็นเสียงสังเคราะห์ขึ้น</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือสถานที่ในช่วงแรกนั้น ดูจะระบุได้ไม่ยาก (อย่างน้อยก็ตามคำอธิบายนิทรรศการว่าคือ <em>โรงแรมรัตนโกสินทร์</em> และ <em>สนามมวยราชดำเนิน</em>) แต่ในภาพช่วงท้าย ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสถานที่สาธารณะที่รู้จักกันดี ซึ่งนิทรรศการก็ไม่ได้บอกไว้</p>
<p>นิทรรศการไม่ได้อำพรางความหมายการเชื่อมโยงปัจจุบันและอดึตของบางเหตุการณ์ในกรุงเทพ ภาพกิจกรรมประจำวันที่ดูแสนสามัญธรรมดา อาทิภาพเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติงาน มวลชนที่มาชุมนุมกันในสนามกีฬา ผู้คนระเบิดอารมณ์ระหว่างเชียร์มวย ภาพเหล่านี้ อารมณ์เหล่านี้ ในบางจังหวะและบริบท สามารถปะทุขึ้นมาจนเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายทางการเมืองที่เราๆ ท่านๆ เคยได้อ่านหรือฟังมา</p>
<p>นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงตัวดำรงอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ในภาพชีวิตประจำวันที่แสนปรกติคุ้นเคย</p>
<p>ในสมัยหลังจากช่วงความชุลมุนวุ่นวายทางการเมืองของกรุงเทพปีหลังๆ นี้ นิทรรศการนี้น่าสนใจมากนะครับ</p>
<blockquote><p>งาน <a href="http://www.facebook.com/ripevolcano?v=info">A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ)</a> เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของ<em>ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์</em> (วีดีโอ) และ <em>ยาสุฮิโร่ โมรินากะ</em> (เสียง) จัดแสดงตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2554 ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</p></blockquote>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/pBT2GBOpD9A" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=a-ripe-volcano</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Blue Valentine ความลวงของอารมณ์รัก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/K5twAnWRofM/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2011 13:57:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1184</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1190" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/02/Blue_Valentine_01.jpg" alt="" title="blue-valentine" width="640" height="426" class="size-full wp-image-1190" /><p class="wp-caption-text">Blue Valentine ภาพยามคู่รักยังหวานชื่น</p></div>
<p>หนังเรื่องนี้เพื่อนๆ ที่นับถือกล่าวขวัญถึงกันมาก และโด่งดังในเทศกาลหนังระดับนานาชาติเอาเลยทีเดียว แม้ความโด่งดังส่วนหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจคนดูบางกลุ่มอาจจะมาจากฉากเพศสัมพันธ์ที่โจ่งแจ้ง และประเด็นเรื่องเรทหนังที่ออกจะอื้อฉาว แต่ตัวหนังเองมีเรื่องราวน่าสนใจมากอยู่ในตัว</p>
<p>หนังเอ็กซเรย์ <em>อารมณ์รัก</em> และ <em>การดำเนินไปของความสัมพันธ์</em> ได้อย่างน่าทึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกเร้ารึงอ่อนโยนยามหวาน และความชืดชาแหนงหน่ายยามจืดจาง โดยไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยดูแคลนแม้แต่น้อย</p>
<p>ขณะที่หนังบางเรื่องที่สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ มีท่าทีสั่งสอนผู้คนหรือเย้ยหยันแกมขบขันยามคู่รักจีบกัน บ้างก็ว่าเลื่อนลอย หรือดูจอมปลอม ครั้นพอถึงช่วงชืดชาต่อกัน ก็ว่านี่แหละโฉมหน้าที่แท้จริงของความรักหรือชีวิตคู่</p>
<p>แต่ Blue Valentine กลับไม่มีท่าทีเยอะเย้ยเช่นนั้น ในตอนหวานกัน เราจะสัมผัสแง่มุมอ่อนโยนน่ารักได้ <em>จริงๆ</em> ครั้นพอชืดชา ก็ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมดชวนใจหาย <em>จริงๆ</em></p>
<p>พระเอกนางเอกไม่ได้ละเลยต่อกัน หรือเบื่อหน่ายจนคร้านที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาใจใส่ ตรงกันข้าม ทั้งคู่พยายามเต็มที่แล้วที่จะรักษาประคับประคองความสัมพันธ์ให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งการเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ สามีที่ให้เวลาและเป็นพ่อที่ดี</p>
<p>ในจุดที่เกือบเข้่าสู่วิกฤตของความสัมพันธ์ หนุ่มสาวพยามยามต่ออายุชีวิตคู่ของตนด้วยการหาเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน และไปลงเอยที่โมเต็ลแห่งหนึ่ง ทั้งสองพยายามนำเพลงที่มีความหมายครั้งก่อน ที่เคยเป็นความหลังบันดาลใจ กลับมาใช้เพื่อดึงเอาโมงยามช่วงอ่อนหวานกลับคืนมา แต่ก็ปราศจากผล ราวกับบางสิ่งบางอย่างมันสูญไปแล้ว หรือหล่นหายไประหว่างทาง ไม่ว่าทั้งคู่จะชะแง้หาความอ่อนโยนที่หายไปนั้นอย่างไร จะอาศัยของที่ระลึกจากความทรงจำแสนหวาน เงาอันสวยงามจากอดีตก็ไม่สามารถประคองความว่างเปล่าในปัจจุบันให้ผ่านไปได้ ไม่ว่าจะทางบทเพลงหรือเพศสัมพันธ์ก็แล้วแต่</p>
<p>ถ้าเช่นนั้น ปัญหาความสัมพันธ์คู่นี้มีที่มาจากไหน?</p>
<blockquote><p>How do you trust your feelings when they can just disappear like that</p></blockquote>
<p>หนังได้แย้มปูมหลังของพระเอกนางเอกว่าต่างก็มาจากครอบครัวที่มีปัญหา นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังต่างกันทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิตและสังคม แต่ปัญหาใจกลางหลัก น่าจะเป็นการสับสนและทึกทักเอาว่า <em>อารมณ์รัก</em> และ <em>ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์</em> เป็นสิ่งเดียวกัน</p>
<p>หนังตัดสลับประกอบเรื่องราวทั้งสองช่วงเวลายามแรกรักและยามปัญหา ให้ภาพเชิงเปรียบเทียบเพื่อเล่าเรื่องและนำพาอารมณ์พระเอกนางเอกมาให้เห็นแง่มุมตลอดทั้งเรื่อง ในคำพูดของตัวละครที่แย้มออกมาเป็นระยะๆ เราจะพบกับคำพูดที่น่าสนใจ เช่นของพระเอก ตอนก่อนจะได้พบนางเอก และคุยกับเพื่อนเรื่องความรัก</p>
<blockquote><p>I feel like men are more romantic than women. When we get married we marry, like, one girl, &#8217;cause we&#8217;re resistant the whole way until we meet one girl and we think I&#8217;d be an idiot if I didn&#8217;t marry this girl she&#8217;s so great. But it seems like girls get to a place where they just kinda pick the best option&#8230; &#8216;Oh he&#8217;s got a good job.&#8217; I mean they spend their whole life looking for Prince Charming and then they marry the guy who&#8217;s got a good job and is gonna stick around. </p></blockquote>
<p>ในคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าในทรรศนะของพระเอกดูมีความสับสนอยู่ในทีระหว่าง <em>ความโรแมนติค</em> <em>การแต่งงาน</em> และ <em>ชีวิตการงานดี</em></p>
<p>กับอีกตอนหนึ่งที่แสนชัดเจน ในช่วงความสัมพันธ์ของเขากับนางเอกเริ่มมีปัญหากันแล้ว</p>
<blockquote><p>I didn&#8217;t want to be somebody&#8217;s husband and I didn&#8217;t want to be somebody&#8217;s dad, that wasn&#8217;t my goal in life. But somehow it was. I work so I can do that.
</p></blockquote>
<p>อารมณ์รักที่พวยพุ่งและโหยหากันจนมิอาจแยกจากได้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และการเติมความหวานด้วยอารมณ์รักท่วมท้นล้นปรี่ก็สามารถช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ผ่านเรื่องราวอุปสรรคนานาในเบื้องแรกมาได้ แต่อามรณ์รักที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมมีวันเหือดหายมอดลง ในช่วงที่มันดับลงแล้ว ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์นั้นเองที่จะรับช่วงต่อเพื่อให้คู่รักดำเนินต่อไปได้</p>
<p>ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต</p>
<p>หนังเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากกว่าการพยายามเล่าเรื่องหรือการสร้างความเข้มข้นด้วยบทสนทนา และทำได้น่าตื่นเต้น ในแต่ละฉาก แต่ละตอนส่งผ่านอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วขณะทั้งสุขทั้งเศร้า แฝงไว้ทั้งความมุ่งหวังลึกๆ และความใฝ่ฝันของตัวละครได้อย่างดี</p>
<p>ลองดูฉากน่ารักที่แสดงความหวานชื่นยามแรกรักของทั้งคู่ได้ในคลิปนี้ของ youtube ครับ</p>
<p><span class='embed-youtube' style='text-align:center; display: block;'><iframe class='youtube-player' type='text/html' width='640' height='390' src='http://www.youtube.com/embed/QDZZACxB1tg?version=3&amp;rel=1&amp;fs=1&amp;showsearch=0&amp;showinfo=1&amp;iv_load_policy=1&amp;wmode=transparent' frameborder='0'></iframe></span></p>
<p>หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/K5twAnWRofM" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=blue-valentine</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/nNFpP-0AJD8/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 14:15:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1170</guid>
		<description><![CDATA[ธรรมดาแล้วลูกชายจะเป็นผู้ฝังศพพ่อ แต่สงครามทำให้พ่อต้องฝังศพลูกชาย.. สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และทำสงครามเพื่อสันติภาพ สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม สันติภาพคือสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ คือความสงบ คือความวางใจ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยอ่านจดหมายฉบับนึงจากผู้รักวรรณกรรม เขียนเล่าความประทับใจต่อรายการโทรทัศน์ในอิตาลีที่โรแบร์โต เบนีญญีเป็นผู้ดำเนินรายการเดี่ยว ซึ่งในรายการได้พูดถึงบทกวีของดันเต้ เขียนส่งมาถึงสนามหลวง</p>
<p>ผมชอบจดหมายฉบับนี้มาก และตอนนี้ยิ่งนึกถึง คิดว่าเข้ากับบรรยากาศดีจังครับ</p>
<p><em>(ตัดแปะจากคอลัมน์ &#8220;สิงห์สนามหลวง&#8221; หลายปีก่อนครับ)</em></p>
<div id="attachment_1173" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/02/Henry_Holiday_-_First_Meeting_Of_Dante_and_Beatrice-640x443.jpg" alt="" title="Henry_Holiday_-_First_Meeting_Of_Dante_and_Beatrice" width="640" height="443" class="size-large wp-image-1173" /><p class="wp-caption-text">Henry Holiday - First Meeting of Dante and Beatrice (ที่มา: วิกิพีเดีย)</p></div>
<p><strong>นันธวรรณ์ : อิตาลี</strong></p>
<p><strong>ถ</strong> &#8211; จากแดนไกล ถึง สิงห์สนามหลวง </p>
<p>จดหมายฉบับนี้ไม่มีคำถาม เพียงอยากเล่าเรื่องสู่กันฟัง (สิงห์ฯอ่านนิยายเรื่อง <em>Vivir para Contarla</em> หรือ <em>อยู่เพื่อเล่า</em> ของ <em>Marquez</em> หรือยัง เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในอิตาลีตอนนี้) </p>
<p>เมื่อค่ำวานนี้ <em>RAI UNO</em> ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของรัฐบาลอิตาลีได้ถ่ายทอดรายการพิเศษ ชื่อ <em>L&#8217;ultimo del paradiso</em> หรือ<em> เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์</em> เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ที่พิเศษคือรายการนี้ดำเนินรายการ (หรือจะเรียกว่า &#8216;ฉายเดี่ยว&#8217; ก็ได้ ) โดย <em>Roberto Benigni</em> นักแสดงตลกผู้สร้างและแสดงหนังเรื่อง <em>La vita e bella (Life is beautiful)</em> และ <em>Pinocchio</em> รายการ เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์ นี้กินเวลาสองชั่วโมงเต็ม และที่สำคัญ <em>ไม่มีโฆษณา</em> </p>
<p>ในรายการ เบนีญญีจะมาพูดถึงตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของกวีนิพนธ์<em> La divina commedia</em> หรือ <em>The Divine Comedy</em> ของ <em>Dante Alighieri</em> ( Firenze 1265-Ravenna 1321) กวีเอกชาวฟลอเรนซ์และบิดาแห่งภาษาอิตาลี ด้วยว่าภาพลักษณ์ของเบนีญญีคือนักแสดงตลก ไม่ใช่กวี บรรยากาศของรายการจึงแตกต่างจากงานอ่านบทกวีโดยทั่วไป เปิดฉากด้วยวงออร์เคสตราบรรเลงเพลงมาร์ชครึกครื้น เบนีญญีสืบเท้าตามจังหวะเพลงออกมาหน้าเวที กล่าวทักทายและขอบคุณผู้ชม มีความตอนหนึ่งว่า </p>
<blockquote><p>วันนี้จะได้อ่านสิ่งที่สวยงามที่สุดที่เคยรู้จัก เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์ผู้หนึ่งได้ให้เรามาเป็นของขวัญ ควรที่เราจะรักกวีผู้นี้ กวีสอนให้เรารัก สอนให้เราพูด สอนให้เราแสดงความรู้สึก ทำให้โลกไม่เหมือนโลกใบเดิม กวีมองโลกเช่นชายหนุ่มมองหญิงสาว.. กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะมีความหมายหรือว่างเปล่า.. หากว่านักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น.. </p></blockquote>
<p>ครึ่งชั่วโมงแรกของรายการเป็นการหยอกล้อนักการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมุมมองของมุขตลกอันหลักแหลม เบนีญญีเรียกเสียงฮา เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือได้อย่างเกรียวกราว </p>
<p>หลังจากคั่นรายการด้วยการร้องเพลงร่วมกับเด็กๆ ประกอบดนตรีที่บรรเลงสดโดยวงออร์เคสตรา ซึ่งตั้งวงบนเวที เบนีญญีจะเริ่มอ่านบทกวีของดันเต แต่แล้วเขาก็วกเข้าเรื่องสงคราม และได้กล่าวความตอนหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ </p>
<blockquote><p>สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก ประการแรก ธรรมดาแล้วลูกชายจะเป็นผู้ฝังศพพ่อ แต่สงครามทำให้พ่อต้องฝังศพลูกชาย.. สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และทำสงครามเพื่อสันติภาพ สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม สันติภาพคือสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ คือความสงบ คือความวางใจ..</p></blockquote>
<p>เริ่มเข้าสู่ตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของ <em>La divina commedia</em> ซึ่งเป็นตอนที่ดันเตได้พบพระเจ้า เบนีญญีก็เกริ่นว่า </p>
<blockquote><p>การพูดถึงพระเจ้าคือการเป็นพระเจ้า ดันเตพูดถึงพระเจ้า เพราะฉะนั้นดันเตคือพระเจ้า เมื่อสิ่งที่ดันเตพูดนั้นสัมผัสและกระทบหัวใจของเรา เราก็คือพระเจ้า พระเจ้าคือเรา.. ความงามของบทกวีไม่ได้อยู่ในตัวผู้ประพันธ์ แต่อยู่ในตัวเราผู้ได้ยิน ฉะนั้นพระเจ้าจึงอยู่ในตัวเรา และเราคือกวี..
</p></blockquote>
<p>เบนีญญีอ่านและตีความ <em>La divina commedia</em> อย่างดื่มด่ำ ทั้งที่งานประพันธ์ชิ้นนี้เขียนด้วยภาษาโบราณ ยากยิ่งนักที่เราๆ ท่านๆ โดยทั่วไปจะอ่านแล้วเข้าใจ สุดท้ายเมื่อตีความให้ผู้ชมฟังจนเสร็จสิ้น เขาก็ร่ายปากเปล่าทั้งหมดอย่างเคลิบเคลิ้ม ที่เคยได้ยินมาว่าโรแบร์โต เบนีญญีจำ <em>La divina commedia</em> ได้จนขึ้นใจนั้น ได้เห็นของจริงก็คราวนี้เอง ผู้คนในห้องส่งลุกขึ้นปรบมือดังสนั่น แต่เขาดูจะอิ่มเอิบกับบทกวีมากกว่ากับเสียงปรบมือ เขาเชิญ Maestro ผู้ประพันธ์ดนตรีสำหรับงานนี้ขึ้นมาเล่นเปียโนให้เขาร้องเพลงคลอ เป็นบทเพลงรักที่ลึกซึ้งกินใจ วรรคสุดท้ายของบทเพลงกล่าวว่า </p>
<blockquote><p>Nell&#8217;amor le parole non contano, conta la musica.. </p>
<p>สำหรับความรัก คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือดนตรี..
</p></blockquote>
<p>ช่างเป็นการจบที่ประทับและตรึงใจนัก </p>
<p><strong>ต</strong> &#8211; ลัดคิวเอาจดหมายของคุณลงก่อน เพราะมีคำกล่าวของเบนิญญีเนื่องในวาระปีใหม่ น่าจะเตือนสติไปถึงมันผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาใด ที่ชอบเห็นว่า สงครามเป็นเรื่องสวยงาม ผมเห็นด้วยกับคำเตือนสติของเบนิญญี และมนุษยชาติทั้งปวงก็คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของเขาที่บอกว่า &#8216;สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก&#8217; &#8216;สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำสงครามเพื่อสันติภาพ&#8217; &#8216;สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม&#8217; ถ้อยคำเหล่านี้ตรงใจและถูกใจผมมาก นักแสดงตลกก็สามารถมีอะไรมากกว่าการเป็น &#8216;นักแสดงตลก&#8217; ได้เสมอ &#8211; ถ้าหากเขามีกึ๊นส์พอ ตัวอย่างแบบนี้ ชาลี แชปปลินเคยทำมาก่อน และภาพลักษณ์ของเบนิญญีก็น่าจะเป็นทำนองนั้น แม้ผมจะไม่ค่อยถึงใจกับหนังเรื่อง <em>Life is beautiful</em> ของเขานัก แต่เขาก็คงจะเป็นขวัญใจของคนอิตาลีอย่างที่คุณว่ามาจริงๆ ดังนั้น ผมจึงอยากเห็น โน้ต อุดม เป็นได้ถึงเช่นนั้นเข้าสักวัน ส่วนการเป็นตลกแบบของ แอ๊ด คาราบาว นั้น ผมรู้สึกว่าพอแล้ว! </p>
<p>โปสการ์ดภาพจิตรกรรมชื่อ <em>The Meeting of Dante with Beatrice</em> ที่ส่งมาให้ดูนั้น ผมเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่จำไม่ได้ว่าจิตรกรผู้วาดเป็นใคร ดูภาพสีน้ำมันภาพนี้แล้วทำให้นึกจินตนาการไปถึงวันที่ Dante กวีหนุ่มได้พบรักอมตะกับสาวงามนาม Beatrice และ ณ ตรงนั้นกระมังที่ &#8216;บทกวี&#8217; ได้บังเกิดเกิดขึ้น เป็นถ้อย เป็นคำ เป็นมนตรา เป็นยาวิเศษทางจิตวิญญาณที่สอนมนุษย์ให้รู้จักอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักมองโลกด้วยสายตาที่เห็นว่าสวยงาม และคำว่า &#8216;ความงาม&#8217; นั้น เป็นเรื่องตรงข้ามกับคำว่า &#8216;สงคราม&#8217; อย่างสิ้นเชิง </p>
<p>ดังนั้น ที่เบนิญญีกล่าวไว้จึงเป็นจริง </p>
<blockquote><p>..กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี </p>
<p>ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า </p>
<p>ไม่ว่าจะดีหรือร้าย.. </p>
<p>หากนักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น..</p></blockquote>
<p>นักการเมืองไทยอ่านบทกวีกันบ้างหรือเปล่า เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูล และไม่เคยมีใครทำโพลล์! </p>
<p>นวนิยายเรื่องใหม่ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เก๊ซ ที่ให้ชื่อมานั้น ผมยังไม่เคยเห็น ไม่ทราบว่ามีแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง </p>
<p>เมื่อจบจดหมายฉบับนี้ ผมภาวนาขอให้โลกใบเดียวของเรายังอยู่รอดปลอดภัย แม้เมืองฟลอเร้นซ์ กับทุ่งรังสิตจะห่างไกลกัน แต่ผมก็ขอให้พระเจ้าจงอยู่ในตัวเราทุกคน และให้เราทุกคนเป็นกวี เพื่อจะได้ยินเสียงกระทบใจที่ดังอยู่ภายในพร้อมๆ กัน </p>
<blockquote><p>คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ </p>
<p>สิ่งสำคัญคือดนตรี</p></blockquote>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/nNFpP-0AJD8" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูตภาค 1</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/wwyiVCRcteI/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 13:25:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1127</guid>
		<description><![CDATA[หนังแฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อนเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายโดยแบ่งเป็นสองภาค แต่ละฉาก แต่ละซีนในหนัง ทั้งสวยเนียนและละเอียดประณีต เหนือชั้นกว่ามาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดทั่วไปมาก ภาพที่ออกมาดูจางๆ เสริมอารมณ์ค่อนไปทางนิ่งเนิบของตัวเรื่องในหนังสือได้ดี แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายที่เดินทางไปสู่ความเติบโต เป็นความสำเร็จของหนังสือและของหนังจริงๆ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1137" class="wp-caption alignnone" style="width: 434px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-book-cover.jpg" alt="" title="harry-potter-and-the-deathly-hallows-book-cover" width="424" height="640" class="size-full wp-image-1137" /><p class="wp-caption-text">ปกหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูต</p></div>
<p>หนังแฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อนเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว โดยหนังตอนสุดท้ายนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค ผมไม่ได้ติดตามข่าวบันเทิงใกล้ชิดนัก เมื่อแรกที่ทราบว่าหนังตอนสุดท้ายปรากฏออกมาในรูปแบบนี้ ก็คิดไปในทางลบไว้ก่อนว่าสงสัยจะเพื่อเพิ่มพลังทางการขายของ แต่เมื่อดูหนังจบไปแล้ว คิดว่าผู้สร้างตัดสินใจถูกจริงๆ ที่เลือกแนวทางนี้</p>
<p>ในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคผ่านๆ มา เมื่อได้ดูทีไร จะรู้สึกว่าหนังดูประดักประเดิดชอบกล อาจเพราะในหนังสือเอง มีทั้งส่วนประกอบของเรื่องเล่าที่ร้อยเรียงออกมาสลับซับซ้อน แต่รอบคอบถ้วนถี่ ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนจินตนาการของเวทย์มนตร์คาถา พ่อมด แม่มด และสัตว์ประหลาดตามปรัมปราคติฝรั่ง ผสมผสานไปกับวิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในยุคสมัยใหม่ อันเป็นจุดขายที่หนังสือจะเปิดโอกาสให้หนังได้สำแดงพลังทางภาพและเสียงออกมาอย่างเต็มที่</p>
<p>แต่เมื่อต้องสร้างเป็นหนังภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด และมีสิ่งที่ต้องแสดงออกมามากมาย ทำให้ดูแล้วรู้สึกว่าหนังภาคก่อนๆ เร่งจนเกินไป และตกหล่นรายละเอียดด้านอารมณ์บางอย่างในหนังสือ จนขาดความประทับใจไปมาก</p>
<p>ในหนังสือแฮร์รี่ภาค 7 อันเป็นภาคสุดท้ายนี้ มีความแตกต่างจากภาคก่อนๆ มากทีเดียว แฮร์รี่และเพื่อนๆ ไม่ได้ผจญภัยและกินนอนในโรงเรียนฮอกวอตส์อันเป็นฉากเด่นในทุกๆ ภาคก่อนหน้า แต่กลับพเนจรไปในสถานที่ต่างๆ ภายนอก เต็มด้วยฉากธรรมชาติกว้างใหญ่หลากหลาย ทั้งภูเขา ต้นไม้ ทะเลสาบ ไปจนถึงชายทะเล และหิมะ ที่คุณ <a href="http://laughable-loves.blogspot.com/2007/07/j-k-rowlings-harry-potter-and-deathly.html">รักชวนหัวตั้งข้อสังเกต</a> ไว้ว่า คุณโรวลิงเธอคงชอบใช้องค์ประกอบหิมะขาวโพลนในหนังสือของเธอ เพราะเขียนตอนแบบนี้ออกมาทีไร น่าประทับใจจริงๆ</p>
<p>ซึ่งที่จริงแล้ว ในภาค 6 ก็เริ่มมีแนวโน้มเช่นที่ว่ามานี้ แฮร์รี่จะเหินห่างจากชีวิตในโรงเรียนมากขึ้น มีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับดัมเบิลดอร์ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพรักมากขึ้น และแว่บไปในสถานที่ห่างไกลมากขึ้น จะเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ก็สุดจะเดา แต่หนังแฮร์รี่ภาค 6 เป็นภาคแรกที่ผมประทับใจในตัวหนังชุดนี้เลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อเรื่องราวในหนังสือออกไปในทางเนิบช้า และให้ความสำคัญกับบรรยากาศและอารมณ์ที่ตัวละครสัมพันธ์กับฉากที่นิ่งสงัด เมื่อหนังได้อิสระทางความยาว จึงส่งผลดีอย่างมหาศาล ทั้งด้วยไม่ต้องพะวงกับการเล่าเรื่อง หนังจึงเดินไปอย่างช้าๆ ค่อยๆ เก็บรายละเอียดทางอารมณ์สะท้อนผ่านทางภาพออกมาได้งดงามจริงๆ</p>
<div id="attachment_1142" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene.png"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene.png" alt="" title="harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene" width="640" height="272" class="size-full wp-image-1142" /></a><p class="wp-caption-text">Harry Potter and the Deathly Hollows ฉากเดินทางในป่า</p></div>
<p>ผมไม่ทราบว่าผู้กำกับคนนี้เป็นใคร แต่ผมประทับใจเขามากในภาค 6 ดูเค้าให้ความสำคัญกับการสร้างความตื่นเต้นหรือจากการเร้าอารมณ์จากตัวเรื่องน้อยลง และพยายามให้ภาพนำพาอารมณ์จากข้างในมากขึ้น แต่ละฉาก แต่ละซีนในหนัง ทั้งสวยเนียนและละเอียดประณีต เหนือชั้นกว่ามาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป ภาพที่ออกมาดูจางๆ เสริมอารมณ์ค่อนไปทางนิ่งเนิบของตัวเรื่องในหนังสือได้ดี การเลือกสถานที่ต่างๆ การใช้สีของภาพ การใช้เสียงที่เปิดทางให้ความเงียบ ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากที่มีงานสร้างก็ไปไกลกว่าแค่ทำให้คนดูตื่นตะลึง แต่ทั้งสวยงาม ทั้งนำความรู้สึกประทับใจลึกๆ (เช่นฉากในกระทรวงเวทย์มนตร์) นับเป็นภาคที่ลงตัวจริงๆ</p>
<p>แม้หนังจะเคร่งครัดกับรายละเอียดในหนังสือ แต่ก็มีจุดต่างอยู่บ้างเล็กน้อย ในหนังสือจะพบความผิดพลาดของตัวแฮร์รี่เอง ที่นำไปสู่สถานการณ์ลำบากบ่อยครั้ง แต่ในหนังกลับเกลื่อนให้เป็นความบังเอิญสุดวิสัยจากปัจจัยอื่น ถ้าจะว่าเอาตามความรู้สึกที่อ่านจากหนังสือ ผมเสียดายอยู่บ้าง เพราะคิดว่าภาคนี้ใช้การเดินทาง การเปลี่ยนสถานที่ เปรียบเปรยกับการเติบโตทางจิตใจของตัวละคร ทั้งของแฮร์รี่ ของเพื่อนๆ และยังเปรียบเปรยอีกชั้นไปกับดัมเบิลดอร์ในวัยเยาว์ด้วย</p>
<p>ยิ่งเดินทางไปเรื่อย ผิดพลั้งไปเรื่อย ตัวละครก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในตอนสุดท้าย จะรู้สึกได้ไม่ยากว่าตัวละครโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสงบภายใน เป็นคนละคนกับที่รู้จักตอนแรกยามเด็กหรือวัยรุ่น</p>
<p>ผมได้ดูหนังในโรง iMax จอขนาดยักษ์ ทำให้ประทับใจหนังและสัมผัสอารมณ์ทางภาพได้อย่างเต็มที่ เอ็มม่า วัตสันในภาคนี้ราวกับนางฟ้า ฉากที่แฮร์รี่ปลอบโยนเฮอร์ไมโอนี่ด้วยการจูงมือเธอมาเต้นรำด้วยกัน เป็นฉากที่อบอุ่นอ่อนโยน คงประทับใจแฟนๆ ได้ไม่ยาก</p>
<p>แนะนำแฟนๆ ที่ประทับใจหรืออินกับบรรยากาศในหนังสือนะครับ ว่าหากมีโอกาสดูในโรง iMax ได้เลย เพราะภาพเค้าสวยจริงๆ</p>
<p>อย่างไรก็ดี มีคำวิจารณ์ไม่น้อยว่าหนังน่าเบื่อ นี่อาจจะเป็นจุดด้อยที่พอจะพูดได้จุดหนึ่ง คือหนังอาจละเลยความสำคัญของเรื่องเล่าในบางจุด ทำให้คนที่ไม่ได้อินกับหนังสือหรือไม่ได้อ่านมาก่อน อาจจะไม่ทันตระหนักว่าเหตุใด พระเอกและเพื่อนจึงต้องออกเดินทางตามลำพัง เหินห่างจากผู้คนและเพื่อนๆ ในโรงเรียน</p>
<p>โดยส่วนตัว คิดว่าอารมณ์ที่สำคัญในแฮร์รี่ภาคนี้ ก็คือความโดดเดี่ยวลำพังและความรู้สึกประหนึ่งไร้ทิศทางเช่นนี้แหละ ตามท้องเรื่องก็คงมาจากการกระจัดกระจายพลัดพรากไปของมิตรสหายและความสุข อันเนื่องมาจากถูกจอมมาร ความชั่วร้ายคุกคาม</p>
<p>แต่ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้ก็คือคุณลักษณะของการเติบโต และสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยเด็ก แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายที่เดินทางไปสู่ความเติบโต เป็นความสำเร็จของหนังสือและของหนังจริงๆ</p>
<p>หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/wwyiVCRcteI" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=harry-potter-and-the-deathly-hallows</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>The 8th World Film Festival of Bangkok</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/u6EvG5x9dJU/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Nov 2010 20:59:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1087</guid>
		<description><![CDATA[เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพเริ่มแล้วนะครับ หนังเหล่านี้ ไม่ได้ดูก็คงไม่ตาย และดูไปแล้วก็อาจไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผลอะไร แต่หากคุณอยากจะรู้ว่าหนังในโลกนี้นำคุณไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดได้บ้าง เทศกาลเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับคุณเสมอครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1091" class="wp-caption alignnone" style="width: 524px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/8th-world-film-festival-of-bangkok-poster.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/8th-world-film-festival-of-bangkok-poster.jpg" alt="" title="8th-world-film-festival-of-bangkok-poster" width="514" height="720" class="size-full wp-image-1091" /></a><p class="wp-caption-text">เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพครั้งที่ 8</p></div>
<p><a href="http://www.worldfilmbkk.com/">เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ</a> เริ่มแล้วนะครับ ปีนี้จัดกันสองที่คือ <a href="http://www.majorcineplex.com/paragoncineplex/">พารากอน ซีนีเพล็กซ์</a> และ <a href="http://www.majorcineplex.com/">เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เอกมัย</a> สถานที่หลังนี้ คาดเดาว่ามาแทนที่ <a href="http://www.sfcinemacity.com/index.php/th/cinema/location/SFW">เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัล เวิร์ลด์</a> อันเป็นสถานที่จัดเดิมคู่กันกับ สยามพารากอน แต่มาประสบภัยเอาในปีนี้</p>
<p>ในวันนี้มีงานเปิดเทศกาลและฉายหนังเปิดเทศกาลเรื่อง <em>ที่รัก (2553, ศิวโรจณ์ คงสกุล)</em> ที่สยามพารากอน ความเป็นไปได้ของการเลือกดูแบบเต็มเวลาคือประมาณ 45 เรื่องหนังความยาวปรกติ แต่หนังมีฉายในเทศกาลนี้มีประมาณ <a href="http://www.worldfilmbkk.com/theprograms_sections.php">150 เรื่อง</a> นำมาซึ่งความปวดเศียรเวียนเกล้าของคนดูหนังที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>เทศกาลภาพยนตร์ในเมืองไทยคงจะมีมานานพอดูแล้ว แต่การจัดที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมและสื่อมวลชนมากพอ จนกลายมาเป็นงานอีเวนต์มีพลังเพียงพอจนจัดเป็นประจำได้ทุกๆ ปีนั้น เห็นทีจะมีไม่เกิน 15 ปี</p>
<p>ผมรู้จักเทศกาลหนังในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้น ผมยังจำได้ถึงความเห็นจากคนดูหนังนักวิจารณ์สมัยนั้นถึงความเป็นห่วงเป็นใย รวมทั้งประสบการณ์ฝันร้ายซึ่งก็คือความทรงจำต่อเทศกาลหนังที่จัดแล้วล้มเหลวที่ผ่านมา จนหลายท่านนึกขยาดล่วงหน้าแทนผู้จัดงานเอาด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่จะด้วยเหตุผลหรือเหตุประจวบเหมาะอะไรก็ตามแต่ ดูเหมือนเทศกาลหนังในเมืองไทยกลับสามารถดำรงคงอยู่ได้ และหาตำแหน่งแห่งที่ของตนจนเป็นงานทางวัฒนธรรมอันมีผู้คนจำนวนมาก ต่างติดตามข่าวสารให้ความสนใจเรื่อยมา และผมก็โชคดีพอที่จะได้เข้าร่วมและพบเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเทศกาลหนังเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น</p>
<blockquote><p>ตั้งแต่ยุคสมัยที่เทศกาลหนังในเมืองไทย แต่มีคนดูฝรั่งอยู่เกินครึ่ง จนผมยังนึกประหลาดใจอยู่ว่าชื่อเทศกาลซึ่งมีคำ <em>ประเทศไทย</em> หรือ <em>กรุงเทพ</em> ห้อยท้ายอยู่นั้น ช่างดูแปลกพิกล</p>
<p>ช่วงเริ่มแรก เราสามารถดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้สบายๆ หากเรายินดีให้เวลากับมันมากพอ </p>
<p>การที่หนังทุกเรื่องมีแต่คำบรรยายภาษาอังกฤษ และการเรียกร้องให้มี <em>คำบรรยายไทย</em> จากคนดูนั้น พิสดารราวกับเป็นเรื่องเหนือจริง</p>
<p>และสถานที่จัดงานถูกจัดอยู่ในโรงภาพยนตร์ของห้างสรรพสินค้า <em>เอ็มโพเรียม</em> ในยุคสมัยซึ่งยังไม่มีการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นการบอกอย่างนัยๆ รวมทั้งคำอธิบายว่าเหตุใดคนมาดูหนังในเทศกาลจึงมีแต่ฝรั่ง!</p></blockquote>
<p>แต่ในวันนี้ เราจะได้พบกับเทศกาลหนังที่มีคนไทยจำนวนมากแวะเวียนมาชม และถ้าคุณมาบ่อยสักหน่อย คุณจะพบเพื่อนคนไทยผู้ยินดีแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องหนังได้อย่างออกรส นอกจากนั้นยังมีบางเทศกาลที่จัดฉายหนังโดยทุกเรื่องมีคำบรรยายภาษาไทย อีกทั้งคนดูที่ช่างเลือกสรรจะต้องปวดหัวกับการวางแผนล่วงหน้า เพราะไม่มีทางดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้!!</p>
<p>และ <em>บรรยากาศเคลิบเคลิ้มชวนฝัน</em> หลังเสร็จจากการดูหนังในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมืองอย่าง <em>สยามพารากอน</em> แล้วเดินครุ่นคิดถึงหนังที่เพิ่งดูจบไป เลียบทางเดินลอยฟ้า เพื่อไปยังโรงภาพยนตร์อีกแห่งในศูนย์การค้า <em>เซ็นทรัลเวิร์ลด์</em> ซึ่งก็อุทิศโรงเพื่อร่วมจัดฉายหนังในเทศกาลเดียวกัน</p>
<p>กระทั่งบางเทศกาล ก็ไปจัดในสถานที่อย่าง <a href="http://dsiff.tumblr.com/">ดอยสะเก็ด</a></p>
<div id="attachment_1096" class="wp-caption alignnone" style="width: 490px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/IMG_0013.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/IMG_0013.jpg" alt="" title="ceylan" width="480" height="640" class="size-full wp-image-1096" /></a><p class="wp-caption-text">ผู้กำกับ Ceylan ที่ได้รางสัลปีนี้</p></div>
<p>เรียกได้ว่าตอนนี้ งานเทศกาลหนังในเมืองไทยเติบโตก้าวไกลไปแล้วมากมาย คำถามว่าเมืองไทยจะมีเทศกาลหนังได้หรือไม่นั้นคงเป็นคำถามที่ล้าสมัยไปแล้ว</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจ กลับน่าจะเป็นคำถามง่ายๆ สำหรับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการหนัง ไม่ใช่นักวิจารณ์ ไม่ใช่คนในวิชาชีพ ซึ่งก็คือ</p>
<blockquote><p>ทำไมต้องไปดูหนังในเทศกาลเหล่านี้? ที่ฉายกันอยู่ในโรงตอนนี้ไม่พออีกหรือ?</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าคำตอบที่ผมชอบ คือคำพูดของคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ผู้เคยบอกว่า</p>
<blockquote><p>ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่</p></blockquote>
<p>หนังเป็นอะไรได้มากกว่าความบันเทิง หากคุณอยากทราบว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่เพียงไร ความเป็นไปได้ของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นั้น มีได้มากแค่ไหน</p>
<p>คุณจะมีโอกาสได้พบกับคนและวัฒนธรรมอีกโฉมหน้าหนึ่งของบางประเทศ ซึ่งเดิมทีคุณอาจจะรู้จักได้เพียงการเป็นนักท่องเที่ยว หรืออ่านตามหนังสือคู่มือเดินทาง</p>
<p>ยังไม่รวมไปถึงบางประเทศที่แม้แต่ฝันที่วิตถารที่สุดของคุณยังอาจจินตนาการไปไม่ถึงว่า มันมีอยู่ในโลกนี้ (อย่าว่าแต่คุณอยากจะนึกไปเยี่ยมเยียนเลย)</p>
<p>ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ นานาเหล่านี้ มีบางเส้นทางที่เปิดกว้างกว่า บางประตูที่เชื้อเชิญให้คุณมาทำความรู้จักมากกว่า บางห้วงขณะที่คุณสัมผัสกับมันได้มากกว่าหนังที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าทั่วไป</p>
<p>แน่นอนทีเดียวว่าหนังเหล่านี้ ไม่ได้ดูก็คงไม่ตาย และดูไปแล้วก็อาจไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผลอะไร</p>
<p>แต่หากคุณอยากจะรู้ว่าหนังในโลกนี้นำคุณไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดได้บ้าง</p>
<p>เทศกาลเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับคุณเสมอครับ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/u6EvG5x9dJU" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=the-8th-world-film-festival-of-bangkok</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/iDnlW1tLANQ/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Oct 2010 08:38:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1078</guid>
		<description><![CDATA[ใครว่า Facebook ทำให้เราละเลยคนรอบข้าง โดยส่วนตัวผมว่าหลงประเด็นนะ ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้ ความสัมพันธ์กันในนี้ ผมว่ามันเอื้อให้เรารักษาระยะห่างได้อย่างที่เราพอใจ และผมว่าการคุมระยะที่ว่าไม่ได้ มันเป็นปัญหาของความสัมพันธ์แบบ Face to Face เลยแหละ จากความเห็นของเพื่อนที่นับถือท่านหนึ่งใน Facebook หลังๆ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีเดียว พบความเห็นน่าสนใจ คงพอใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เหมือนกันแฮะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ใครว่า Facebook ทำให้เราละเลยคนรอบข้าง โดยส่วนตัวผมว่าหลงประเด็นนะ ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้</p>
<p>ความสัมพันธ์กันในนี้ ผมว่ามันเอื้อให้เรารักษาระยะห่างได้อย่างที่เราพอใจ และผมว่าการคุมระยะที่ว่าไม่ได้ มันเป็นปัญหาของความสัมพันธ์แบบ Face to Face เลยแหละ</p>
<p><em>จากความเห็นของเพื่อนที่นับถือท่านหนึ่งใน Facebook</em></p></blockquote>
<p>หลังๆ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีเดียว พบความเห็นน่าสนใจ คงพอใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เหมือนกันแฮะ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/iDnlW1tLANQ" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=on-relationship</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/fZBJ9XbFbmM/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jun 2010 13:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=981</guid>
		<description><![CDATA[ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรเอกชนอย่าง คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง หนัง และ หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ @supinya ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_993" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong.jpg"><img class="size-full wp-image-993" title="supinya-klangnarong" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong.jpg" alt="สุภิญญา กลางณรงค์" width="640" height="480" /></a><p class="wp-caption-text">สุภิญญา กลางณรงค์</p></div>
<p>ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ <a href="http://thainetizen.org/">เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network)</a> ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรเอกชนอย่าง <a href="http://www.media4democracy.com/th/index.php">คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ)</a> ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง <a href="http://www.extravirginco.com/the-truth-be-told-the-cases-against-supinya-klangnarong/13.html">หนัง</a> และ <a href="http://www.extravirginco.com/the-truth-be-told-the-cases-against-supinya-klangnarong/13.html">หนังสือ</a> ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา</p>
<p>แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ <a href="http://twitter.com/supinya">@supinya</a> ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ</p>
<p>โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้<a href="http://www.ipattt.com/2010/3g-thai-problem/">เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง</a> (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ</p>
<p><strong>ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน</strong></p>
<p>ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. (ปี 2) และสืบเนื่องต่อมาถึงเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 (ปี 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองเหล่านี้คงจะช่วยบ่มเพาะความคิดและทำให้สนใจทางข่าวคราวด้านการเมือง และทำกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นชนชั้นกลางต่อต้านทหารมาก บรรยากาศช่วงนั้นที่มีการเสนอข่าวด้านเดียวของทหาร ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารจึงเป็นเจ้าของวิทยุและโทรทัศน์?</p>
<p>หลังเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานใน <a href="http://www.payai.com/payai/main/main/main.php">บริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น</a> ทำรายการสารคดี <em>ริมระเบียง</em> ที่บางจากเป็นสปอนเซอร์ เป็นคนเขียนบท และ Producer ซึ่งทำให้รู้จักปัญหาสังคมกว้างขึ้น เช่นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านปากมูล แต่แม้รายการจะประสบความสำเร็จได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เมื่อปรับผังรายการ รายการกลับถูกปรับออก </p>
<p>ต่อมาบริษัท ป่าใหญ่ มาได้เวลาจากช่องสาม ก็ตามไปทำรายการ <em>เช้าวันหนึ่ง</em> ที่ช่องสามด้วย แต่ก็ทำได้แค่สามเดือน รายการก็ถูกปลดออกจากผังอีกครั้ง</p>
<p>ตอนนั้นไฟแรงมาก อยากทำรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาหนัก แต่เมื่อถูกปลดออกจากผังรายการติดๆ กันก็เสียใจ จึงไม่ได้สนใจทำรายการโทรทัศน์ต่อ</p>
<p><strong>สู่แวดวงองค์กรเอกชน</strong></p>
<p>ในช่วงนั้นมีกระแสปฏิรูปการเมือง (ราวปี 2538-2539) และองค์กรเอกชน (NGOs) เรื่มมีพลังทางสังคมไทยมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็สนใจเข้ามาทดลองทำงานใน NGOs เริ่มต้นที่ <em>มูลนิธิอาสาสมัครเพืิ่อสังคม</em> ก็ได้ได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ เช่น <em>พิภพ ธงไชย</em> <em>สุริยะใส กตศิลา</em> ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่ NGOs มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น</p>
<p>การปฏิรูปการเมือง นำไปสู่รัฐรรมนูญฉบับปี 2540 อันมีมาตรา 40 ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ด้วยความสนใจอยู่แล้ว จึงได้ร่วมก่อตั้ง <em>คณะทำงานติดตามมาตรา 40</em> ซึ่งได้กลายมาเป็น <em>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)</em> เรียกได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหว (Activists) และเริ่มมีบทบาททางการวิจารณ์การเมือง</p>
<p>ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ขึ้น จากการร่วมติดตาม เมื่อเห็นปัญหาด้านการสรรหา <em>คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)</em> จึงได้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนพี่พิทยา ว่องกุลฟ้องศาลปกครองกรณีการคัดสรร กสช. จนทำให้การจัดตั้งกสช. ที่มีปัญหาครั้งนั้นล้มไป ซึ่งการจัดตั้งกสช. นี้เองที่มีปัญหามาตลอด แม้จนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายก การจัดตั้ง กสช.ก็ยังไม่สำเร็จเสียที</p>
<p>ระหว่างนี้เอง ได้โอกาสไปเรียนต่อเรื่องนโยบายเกี่ยวกับโทรคมนาคมที่อังกฤษ กลับมาก็ร้อนวิชา  เขียนบทความวิจารณ์กลุ่มชิน คอร์ปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ <em>ไทยโพสต์</em> ได้คัดบางส่วนไปลงพิมพ์และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม</p>
<p>น่าจะถือว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ เลยที่เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้านกิจการโทรคมนาคมของคุณทักษิณ ทำให้เกิดปฏิกริยาจากกลุ่มชิน ได้ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นคดีความทั้งแพ่งและทางอาญา ในปี 2546</p>
<p>คดีแพ่งนั้นเรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ดังที่เป็นข่าวในช่วงนั้น</p>
<div id="attachment_1014" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong-1.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong-1.jpg" alt="" title="supinya-klangnarong-1" width="640" height="480" class="size-full wp-image-1014" /></a><p class="wp-caption-text">ตอนนั้นมันกระทบทั้งเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัว</p></div>
<p><strong>จุดสนใจในความขัดแย้ง</strong></p>
<p>เวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีการแบ่งสีเป็นเหลืองเป็นแดงอย่างทุกวันนั้น รัฐมักจะมองว่า NGOs เป็นภัยต่อความมั่นคง ตอนที่รณรงค์ช่วงนั้นจะมีสันติบาลติดตามอยู่ตลอด แต่ก็ได้สะสม profile ของตัวเองเอาไว้ ครั้นเกิดคดีนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นข่าวโด่งดัง มันก็กระทบกับชีวิตค่อนข้างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนที่คบอยู่ด้วย เพราะบางครั้งเราควบคุมอารมณ์รับกับสถานการณ์ได้ไม่ตลอด ทางบ้านก็เป็นห่วงมาก</p>
<p>แต่ในแง่ความรับรู้จากสังคมภายนอก ลักษณะจะออกไปทางดราม่านะ แบบผู้หญิงที่ถูกรังแก ช่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักมากทั้งในและต่างประเทศ ได้ไปต่างประเทศบ่อย มีคนขอความเห็น คำวิจารณ์ของเราไปลง ประกอบกับช่วงต่อมาก็มีกระแสต่อต้านคุณทักษิณขึ้น ความเห็นในสังคมมันเริ่มเข้าข้างเรา</p>
<p>ในปี 2549 ศาลยกฟ้องคดีอาญา คำตัดสินว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ส่วนคดีแพ่งนั้น กลุ่มชินได้ถอนฟ้องไปเอง กระแสต่อต้านคุณทักษิณยิ่งแรงขึ้น ตอนนั้นก็ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร จนต่อมาเกิดรัฐประหาร ก.ย. 2549</p>
<p><strong>ห่างการเมือง สู่พลเมืองเน็ท</strong></p>
<p>หลังเกิดรัฐประหารก็ผิดหวังมาก เพราะเราคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ และเริ่มมีการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นฝักฝ่ายกันอย่างรุนแรง และมีการเหวี่ยง ทำให้บางครั้งเราเองก็จะห่างๆ กับเพื่อนๆ บางคนไป และก็จะถูกวิจารณ์แรงๆ มากขึ้น บางครั้งก็จากกลุ่ม NGOs ด้วยกันที่ถือว่าอยู่คนละขั้ว</p>
<p>ช่วงนั้นเองจะเริ่มเว้นว่างทางกระแสการเมือง มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่พักนึง สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกับการเมือง ที่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมก็ในช่วงนี้ด้วย เป็นสำนักวิปัสสนาโกเอ็นก้า </p>
<p>ครั้นสอนหนังสือเป็นพนักงานของรัฐได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเรา</p>
<p>ก็ลาออกมา เลยว่างอยู่พักนึง จนประมาณปี 51 ได้มีการก่อตั้ง <em>กลุ่มพลเมืองเน็ท</em> ขึ้น พอมีคนชวนมาร่วมงานด้วย เลยได้มาทำงานกับคนในอินเทอร์เน็ท</p>
<p>กลุ่ม Thai Netizen แปลกไปจาก เพื่อนๆ NGOs เพราะคนที่ Netizen อาจจะดูชิล ไม่ค่อยแสดงตนเป็นการรวมกลุ่มระดมกำลัง แบบ NGOs ที่เวลาเคลื่อนไหวจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่นมีการลงชื่อเป็นกลุ่มก้อน เป็นจำนวน (เช่น 129 นักวิชาการ 30 องค์กร) อาจเพราะในอินเทอร์เน็ทมันมีความเป็น &#8220;ปัจเจก&#8221; อยู่มากกว่า</p>
<p>แล้วก็มีคนมาสอนเล่น Facebook และ Twitter ก็ในช่วงนี้</p>
<p><strong>ความคิดฝัน</strong></p>
<p>ที่เราอยากทำ อยากตั้งสถาบันสื่อเป็น Think Tank คอยตรวจสอบกสทช. (องค์กรอิสระที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง) ผลักดันนโยบายด้านสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม กระจายการเข้าถึงเพื่อสิทธิเสรีภาพ</p>
<p>ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์&#8230;ตอนนี้ก็มีความรู้สึกดีดีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องใช้เวลา อยากรักได้แบบไม่มีเงื่อนไข อยากให้เปล่าแต่ก็แอบคาดหวังบ้าง ก็หวังว่าเค้าคงจะเปิดใจ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/fZBJ9XbFbmM" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=talking-with-supinya-klangnarong</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เว็บปรีดี – พูนศุขกับการออกแบบ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/DrNsTARvpZo/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/05/pridi-phoonsuk-and-web-design/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 May 2010 19:18:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=928</guid>
		<description><![CDATA[วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 110 ปีชาตกาลท่านปรีดี พนมยงค์ สำหรับเรื่องราวของท่านปรีดี คงสามารถหาอ่านกันได้ตามความสนใจของแต่ละท่าน เพราะมีมากมายตั้งแต่งานวิชาการ งานเขียนตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนบล็อกเกอร์ในอินเทอร์เน็ท เอาแค่ประวัติชีวิตของท่านปรีดี ก็ดังราวกับตัวเอกในนิยายที่แต่งขึ้น ต้องเผชิญกับความผันผวนนานัปการ รวมทั้งมรสุมทางการเมืองและอคติของผู้คน นั่นคงเป็นเหตุให้ความรับรู้และภาพลักษณ์ของท่านจึงแตกต่างไปตามยุคสมัย และตามอคติของผู้อ่านผู้ฟังแต่ละท่านเช่นเดียวกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 110 ปีชาตกาลท่านปรีดี พนมยงค์ สำหรับเรื่องราวของท่านปรีดี คงสามารถหาอ่านกันได้ตามความสนใจของแต่ละท่าน เพราะมีมากมายตั้งแต่งานวิชาการ สารคดีทางการเมือง งานเขียนตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนบล็อกเกอร์ในอินเทอร์เน็ท เอาแค่ประวัติชีวิตของท่านปรีดี ก็ดังราวกับตัวเอกในนิยายที่แต่งขึ้น ต้องเผชิญกับความผันผวนนานัปการ รวมทั้งมรสุมทางการเมืองและอคติของผู้คน นั่นคงเป็นเหตุให้ความรับรู้และภาพลักษณ์ของท่านจึงแตกต่างไปตามยุคสมัย และตามอคติของผู้อ่านผู้ฟังแต่ละท่านเช่นเดียวกัน</p>
<p>ราวสองปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทำงานชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและผลงานของท่านปรีดี นั่นก็คือ <a href="http://www.pridi-phoonsuk.org">เว็บไซต์ ปรีดี &#8211; พูนศุข</a> เว็บไซต์นี้มีจุดเริ่มต้นจากโครงการของอ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริที่จัดทำโครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานของท่านปรีดีให้เป็นระบบ คุณธนาพล อิ๋วสกุลจึงได้เสนอให้ทำเว็บไซต์นี้เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วย ในแง่การเตรียมข้อมูล มีข้อมูลน่าสนใจหลายๆ ชี้นที่ยังไม่ค่อยได้เผยแพร่ในวงกว้าง เช่น <a href="http://www.pridi-phoonsuk.org/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%99/">ไฟล์เสียงคำสารภาพของนายตี๋ที่เป็นพยานเท็จในคดีกรณีสวรรคต</a> หรือ <a href="http://www.pridi-phoonsuk.org/pridi-interviewed-bbc-radio/">ไฟล์เสียงของท่านปรีดีที่ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี</a> ฯลฯ</p>
<div id="attachment_949" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-first-page.jpg"><img class="size-full wp-image-949" title="pridi-phoonsuk-first-page" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-first-page.jpg" alt="" width="640" height="341" /></a><p class="wp-caption-text">หน้าแรกเว็บไซต์ ปรีดี-พูนศุข</p></div>
<p>ในส่วนงานข้อมูลนั้นเป็นความดูแลของทีมงานอ. ชาญวิทย์และคุณธนาพล ผมเองก็เกี่ยวข้องงานระบบเว็บไซต์ และการออกแบบซึ่งเป็นฝีมือ<a href="http://www.imenn.com">คุณเม่น</a> ใน<a href="http://www.pridi-phoonsuk.org/chanvit-open/">งานเปิดตัวโครงการและเว็บไซต์</a> ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจำได้ว่าผู้มาร่วมงานวั้นนั้นชื่นชอบกันมาก และผมเองก็เช่นกัน หลังจากนั้นเมื่อผมมีโอกาสได้ไปคุยงานทำเว็บไซต์กับทีมงานออกแบบลูกค้าหลายเจ้า พอคุยกันเรื่องดีไซน์ ก็อ้างว่าอยากได้ดีไซน์แบบเว็บปรีดี-พูนศุข</p>
<p>ดูแล้วออกจะเป็นงานออกแบบที่ทุกฝ่ายพอใจกัน เมื่อผมมีโอกาสจึงลองถามเม่นดูถึงเบื้องหลังการออกแบบเว็บไซต์นี้ เม่นเริ่มต้นเล่าว่า</p>
<blockquote><p>ตอนที่ดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข ทุกอย่างมันอิสระมาก เนื่องจากไม่มีโจทย์เริ่มต้นที่เคร่งครัดในตอนแรก ตอนออกแบบร่างแรกๆ จึงมีเวลาอ่านข้อมูลหรือซึมซับภาพประกอบจากหนังสืออย่างใจเย็น</p></blockquote>
<p>หนังสือที่ได้มาจากทีมอ.ชาญวิทย์และคุณธนาพลก็คือหนังสือ <em>๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ &#8211; ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น</em> ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุขนั่นเอง</p>
<div id="attachment_960" class="wp-caption aligncenter" style="width: 510px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/phoonsuk-95-year-old-book.jpg"><img class="size-full wp-image-960" title="phoonsuk-95-year-old-book" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/phoonsuk-95-year-old-book.jpg" alt="" width="500" height="223" /></a><p class="wp-caption-text">หนังสือ ๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ – ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น</p></div>
<p>จุดน่าสนใจคือสัมผัสแรกในงานออกแบบของเม่นมาจากเรื่องราวของท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่ใช่จากท่านปรีดี สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดเด่นและความต่างของตัวเว็บไซต์นี้ตั้งแต่แรก ในช่วงระยะหลังนี้ สังคมไทยเริ่มยอมรับและกลับมายกย่องท่านปรีดีใหม่ (หลังจากสร้างภาพปีศาจทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนาน) ท่านปรีดีก็ได้รับการเชิดชูในฐานะรัฐบุรุษ ขบวนการเสรีไทย ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ (แต่อาจจะข้ามๆ เรื่องคณะราษฎรไป) เป็นเหตุให้ภาพของท่านปรีดีที่ออกมาจึงเหมือนภาพปฏิมา และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านก็สำคัญ ใหญ่โต เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงอย่าง &#8220;อภิวัฒน์&#8221;</p>
<p>แต่เมื่อเริ่มต้นที่ชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข ความรู้สึกและมุมมองเบื้องแรกจึงต่างออกไป</p>
<blockquote><p>อารมณ์หลักๆ ในตอนแรก ไม่ใช่ความประทับใจทางชีวิตการเมือง หรือผลงานของท่านปรีดี แต่ออกมาในแง่ชีวิตของสามัญชนธรรมดา คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล และได้รับการยอมรับใหม่ในภายหลัง</p></blockquote>
<p>อารมณ์เช่นนี้เอง ที่ให้ดีไซน์ออกมาอ่อนโยนลง สื่อถึงอารมณ์ที่ต่างไปจากเรื่องราวเกี่ยวกับท่านปรีดีอื่นๆ และดูเป็นของชีวิตบุคคลสามัญธรรมดา เพราะเริ่มจากภาพชีวิตในแนวหลังของท่านผู้หญิงพูนศุข</p>
<p>ในหนังสือยังมีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัว และบางแง่มุมที่น่ารักนุ่มนวล เช่นยามปัจฉิมวัยที่ทั้งคู่ลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสแล้ว ท่านผู้หญิงได้เล่าถึงการไปจ่ายตลาดเพื่อหากับข้าวที่ท่านปรีดีชื่นชอบ ในการคัดเลือกภาพเพื่อทำ ปฏิทินชีวิต ของท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข ก็พยายายามสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกแนวนี้</p>
<div id="attachment_947" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-1.jpg"><img class="size-full wp-image-947" title="pridi-phoonsuk-1" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-1.jpg" alt="" width="640" height="230" /></a><p class="wp-caption-text">คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล (ภาพ: ท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุขขณะลี้ภัยที่เมืองจีน)</p></div>
<p>อย่างไรก็ตาม ในห้วงยามที่ชีวิตการเมืองของท่านปรีดีตึงเครียด ชีวิตครอบครัวก็ย่อมประสบกับภัยคุกคามเช่นกัน ความยากลำบากที่ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องเผชิญเมื่อคราวท่านปรีดีประสบเคราะห์กรรมจากศัตรูทางการเมือง เช่น</p>
<blockquote><p>พลันได้ยินเสียงปินกลจากรถถังยิงรัวใส่ตัวตึก&#8230;&#8217;อย่ายิง! ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก&#8217; ข้าพเจ้าตะโกนร้องสวนเสียงปืนกล สักครู่ เสียงปืนสงบลง ทหารยศนายร้อย นำทหารเข้ามาในทำเนียบ &#8216;พวกเราจะเปลี่ยนรัฐบาล นายทหารผู้นั้นบอกข้าพเจ้า&#8217; ข้าพเจ้าท้วงทันที &#8216;ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนที่สภาเล่า&#8217;</p></blockquote>
<p>และภาพที่ทรงพลังและชวนประทับใจมากในตอนออกแบบคือภาพคราวท่านผู้หญิงไปขึ้นศาล</p>
<div id="attachment_948" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-2.jpg"><img class="size-full wp-image-948" title="pridi-phoonsuk-2" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/05/pridi-phoonsuk-2.jpg" alt="" width="640" height="230" /></a><p class="wp-caption-text">รูปประวัติศาสตร์: ขณะที่ตำรวจนำตัวท่านผู้หญิงพูนศุขไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง ข้อหาขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร</p></div>
<p>สิ่งเหล่านี้เป็นสัมผัสของความเอาจริงเอาจังและความมีระเบียบอันปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งเมื่อได้ซึมซับกับข้อมูลและผลงานของท่านปรีดีมากขึ้นในภายหลัง ก็เป็นจุดหนึ่งที่กำหนดทิศทางของดีไซน์เว็บนี้เช่นกัน</p>
<blockquote><p>แม้ตอนออกแบบ จะไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาจริงจัง หรือดูเป็นวิชาการ แต่ชีวิตของอ. ปรีดีเป็นชีวิตที่จริงจัง เป็นระเบียบ เมื่อได้ข้อมูลมากเข้า ประกอบกับพยายามดีไซน์ให้รองรับ ก็จะออกมาเป็นระเบียบเอง และเนื่องจากมีข้อมูลที่เป็นตัวอักษรมาก จึงพยายามออกแบบให้คนที่เข้ามารู้สึกอยากอ่าน informative และพยายามซ่อนกราฟฟิก ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการ quotations หรือ footnotes ด้วย ซึ่งมันจะต่างจากแบบเดิมๆ ที่เคยออกแบบมาแนว Apple โค้งๆ มนๆ</p>
<p>นอกจากนั้น นี่ยังเป็นถือเว็บแรกๆ ที่ออกแบบโดยพยายามดัดแปลงการทำงานพื้นฐานของ WordPress ให้รับกับโครงสร้างเนื้อหา</p></blockquote>
<p>สรุปแล้ว งานดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข มีจุดเริ่มต้นมาจากชีวิตที่ดีงาม และขั้นตอนการออกแบบได้รับอิสระ มีเวลาที่มากพอ รวมทั้งวัตถุดิบที่ดีในการซึมซับและสร้างความเข้าใจ ด้วยแรงบันดาลใจจากชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม อาจเป็นด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้จึงเป็นงานดีไซน์ที่น่าพอใจ <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=DrNsTARvpZo:O_DJ5Osof8Y:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/DrNsTARvpZo" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/05/pridi-phoonsuk-and-web-design/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/05/pridi-phoonsuk-and-web-design/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=pridi-phoonsuk-and-web-design</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>

