<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>Warong</title>
	
	<link>http://www.jongblog.com</link>
	<description>เขียนบล็อก 101</description>
	<lastBuildDate>Thu, 23 May 2013 12:11:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Warong" /><feedburner:info uri="warong" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ (อีก 2 ปีต่อมา) จอดำ Thailand’s Got Talent และชีวิตที่กสทช.</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/GocUusIylWQ/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2012/07/talking-with-supinya-2-years-later/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Jul 2012 08:36:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช.]]></category>
		<category><![CDATA[จอดำ]]></category>
		<category><![CDATA[สุภิญญา กลางณรงค์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1388</guid>
		<description><![CDATA[คุยกับคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ในบทบาทกรรมการกสทช. ทั้งเรื่องราวจอดำ Thailand's Got Talent และอื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจจากสาธารณะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสองปีที่แล้ว ผมมีโอาสได้<a href="/?page_id=981">พูดคุยกับคุณสุภิญญา กลางณรงค์</a> แต่เมื่อเธอยังทำงานเป็นกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) จนตอนนี้ เธอไปทำงานเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว</p>
<p>ด้วยความที่ห่างเหินไปนาน ประกอบกับช่วงนั้นข่าวคราวเกี่ยวกับกสทช.เป็นประเด็นในสังคมบ่อยครั้ง ทั้งกรณี &#8220;จอดำบอลยูโร&#8221; และ &#8220;Thailand&#8217;s Got Talent&#8221; ผม <a href="http://www.ipattt.com">คุณพัชร</a> และ <a href="http://www.lewcpe.com">คุณลิ่ว</a> จึงหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนเธออีกครั้ง เพื่อซักถามข้อสงสัยที่มี และติดตามข่าวคราวความเป็นไปในบทบาทที่กสทช.ของเธอ หลังจากไม่ได้พบปะพูดคุยกันมาพักใหญ่</p>
<p>และคุณสุภิญญาก็ได้แจกแจงรายละเอียดข้อสงสัยได้อย่างดีเช่นเดิม <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<p>(เราคุยกับคุณสุภิญญาครั้งนี้ในวันที่ 26 มิถุนายนที่กสทช. ขอบคุณคุณณัฐเมธี สัยเวช ที่ช่วยถอดความและเรียบเรียงจากบันทึกเสียงได้อย่างยอดเยี่ยมครับ)</p>
<div id="attachment_1416" class="wp-caption aligncenter" style="width: 565px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/07/supinya-555x800.jpg" alt="หน้าห้องทำงานที่กสทช." title="หน้าห้องทำงาน" width="555" height="800" class="size-large wp-image-1416" /><p class="wp-caption-text">หน้าห้องทำงานที่กสทช.</p></div>
<p><strong>คำถาม:</strong> เรื่องบอลยูโร (2012) เท่าที่ฟังมามีหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งคือ มีคนเสนอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณี ?จอดำ? ของฟุตบอลยูโรครั้งนี้เป็นปัญหาของระบบลิขสิทธิ์ จริงๆ แล้วนี่เป็นปัญหาเดิมๆ ของเรื่องนี้ แต่แฟนบอลที่ผ่านมาอยู่ในด้านที่ถูกเอาใจมาตลอด</p>
<p>ทีนี้ การเรียกร้องปัญหาในส่วนนี้ ถ้าไม่สนใจถึงปัญหาจริงๆ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของการตั้งคำถามกับระบบลิขสิทธิ์ ก็จะยังเป็นแค่การเรียกร้องบนฐานที่ว่าเป็นลูกค้าก็ต้องได้อย่างที่อยากได้ วันหนึ่งข้างหน้า ก็จะไปเรียกร้องในกรณีอื่นอีก โดยไม่ได้ไปแตะหลักการเลย นี่คือประเด็นหนึ่งที่มีคนเสนอมา</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> เรื่องแบบนี้เมื่อก่อนไม่มีปัญหาเพราะผู้แข่งน้อยราย ฟรีทีวีก็ใช้วิธีทีวีพูล รวมตัวกันประมูลมาได้ในราคาที่ถูกกว่าแข่งกันซื้อ ทุกคนก็ได้ดู แต่เดี๋ยวนี้ผู้แข่งมากขึ้น ผู้แข่งก็ต้องหาตลาดเฉพาะ (niche market) ซึ่งถ้าทำให้เฉพาะไปเลยคือขายแต่กล่องและช่องที่มากับกล่องอย่างเดียว แบบนั้นก็จะไม่มีปัญหา ที่มีปัญหาขึ้นมาก็เพราะไปผูกเอาฟรีทีวีมากับกล่องด้วย แล้วอย่างกรณีนี้ก็ไม่ได้มีการให้ข้อมูลกันก่อน ว่าฟรีทีวีในช่วงเวลาที่มีการถ่ายทอดนี่ดูได้เฉพาะผ่านการส่งสัญญาณแบบอนาล็อก ได้เฉพาะผ่านเสาก้างปลา เสาหนวดกุ้ง แต่ทีนี้ ปัญหามันก็ไปตกอยู่กับคนที่ดูทีวีโดยรับสัญญาณผ่านจานดำ PSI ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็ไม่ได้ดูไปด้วย ซึ่งตอนซื้อจานก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ในเมื่อเดี๋ยวนี้การซื้อเสาก้างปลาติดหลังคากับซื้อจานมันราคาพอๆ กัน ไม่ต้องจ่ายค่ารายเดือนเหมือนกัน แต่ติดจานแล้วมีช่องให้ดูมากกว่า ซื้อมาก็ดูได้ปรกติ ใครๆ ก็คงอยากติดจานมากกว่า แต่พอวันหนึ่งเกิดมีเงื่อนไขที่ทำให้ดูไม่ได้ขึ้นมา ตรงนี้เป็นความผิดของใคร คือ คนรับฟรีทีวีก็ไม่เคยรู้มาก่อน ว่ามีการถ่ายทอดสัญญาณสองระบบ คือ ดิจิทัลกับอนาล็อก ถ้ามีการให้ข้อมูลกันก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีปัญหาแบบนี้ ในขณะที่ทางด้านทรูเอง ลูกค้าทรูควรจะต้องรู้สิทธิ์ ว่าที่จ่ายเงินไปแล้วจะได้หรือไม่ได้อะไร</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ตรงนี้ควรเป็นหน้าที่ของฟรีทีวีหรือทางผู้ขายจาน ที่จะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็สองส่วนนะ เพราะที่ผ่านมาฟรีทีวีก็ยอมให้คนขายจานใช้สิทธิ์ไป ฟรีทีวีส่งสัญญาณขึ้นสู่ดาวเทียมเพื่อกระจายสู่สถานีฐานของตัวเอง จานดำก็ ?สอย? เอาสัญญาณนั่นไปออกอากาศ ซึ่งฟรีทีวีก็ไม่ได้มีการปิดกั้นการกระทำตรงนั้น ไม่ได้มีการทำสัญญาอะไรต่อกัน ทั้งที่ถ้าคิดว่าไม่ถูกต้องก็ควรแย้งแต่แรก แต่นี่สมยอมเพราะได้ประโยชน์จากโฆษณาที่จะเข้ามา และจำนวนผู้ชมผ่านจานก็สามารถเอาไปรวมให้เห็นว่ามียอดผู้ชมขนาดนี้ ก็เป็นประโยชน์ต่อการขายเวลาโฆษณา ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้บริโภคถึงโวยขึ้นมา คือตอนขายเวลาโฆษณา คุณเอายอดผู้ชมผ่านดาวเทียมไปขายด้วย แต่พอเป็นเรื่องบอลยูโร คุณทอดทิ้งผู้ชมผ่านดาวเทียม</p>
<p>แต่ในอนาคต ถ้าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกกฎให้ผู้ขายจาน PSI ต้องมาขึ้นทะเบียนกับ กสทช. ผู้ขายก็ต้องชี้แจงรายละเอียดเรื่องสิทธิ์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ เช่น การซื้อจานไปแล้วไม่ได้หมายความว่าจะดูได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้คนขายจาน PSI ลอยตัวเพราะไม่มีกฎหมายจะไปถึงได้ การกำกับของ กสทช. ยังไปไม่ถึง มันมีสภาพเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดทั่วไป PSI ตอนนี้ก็เหมือน Grammy ที่ขายกล่อง GMMZ คือยังไม่มีกฎระเบียบรองรับให้ กสทช. ไปออกคำสั่งกับเขาได้ ต่างจากฟรีทีวีซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานไป ที่เรามีคำสั่งไปถึงได้</p>
<p>สภาพทุกวันนี้คือ ถ้าจะเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม เช่น กรณีของไทยคม แบบนี้ต้องมาขออนุญาตกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพราะบอร์ด กทค. จะดูแลกิจการดาวเทียมและโทรคมนาคมทั้งหมด ซึ่งหากอนุญาตก็จะได้ทั้งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และใบประกอบกิจการ แต่สถานีรายการต่างๆ ที่จะออกอากาศในช่องสัญญาณดาวเทียมที่เช่าไปต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการกับ กสทช. ซึ่งตอนนี้เรายังร่างเกณฑ์ไม่เสร็จ ทำให้ช่องสถานีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ASTV, Asia Update, Bluesky Channel อะไรก็ตามที่ออกอากาศอยู่ยังไม่มีใบอนุญาต แต่จะไปบอกว่าเถื่อนก็ไม่ได้ เพราะเรายังทำเกณฑ์ในการอนุญาตไม่เสร็จ เขาก็อยากขออนุญาตกัน ก็รอเราไปอนุญาตอยู่ แต่เรายังร่างไม่เสร็จ ซึ่งตามแผนแม่บทจะต้องเสร็จสิ้นในปีนี้</p>
<p>แต่ทีนี้ ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ อย่างกรณีของไทยคม ในเมื่อไทยคมขอใบอนุญาตทำกิจการดาวเทียม แล้วเอาโครงข่ายนั้นไปให้คนอื่นเช่าต่อเพื่อทำช่องสถานีต่างๆ แบบนี้ควรจะต้องให้ไทยคมมาขออนุญาตกับ กสทช. ในฐานะ &#8220;ผู้ให้บริการโครงข่าย (platform provider)&#8221; ด้วยหรือไม่ เพราะในส่วนร่างประกาศใบอนุญาตของ กสทช. ก็มีประเภทผู้ให้บริการโครงข่ายด้วย เนื่องจากในอนาคต เมื่อเราจะปูทางให้กับการส่งคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล เรามีแนวจะเปิดให้มีคนเข้ามาประมูล โดยคิดว่าจะให้มีผู้วางโครงข่ายเพียงไม่กี่ราย อาจจะ 2-3 ราย ซึ่งผู้ประมูลเหล่านี้จะต้องเป็นผู้วางโครงข่าย ถือใบอนุญาตในฐานะผู้วางโครงข่าย แล้วให้ผู้อื่นมาเช่าทำสถานีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการประมูลนี้ก็ต้องออกแบบให้ดี ผู้ที่ได้ใบอนุญาตในการวางโครงข่ายไปก็ต้องมีพันธกิจเชิงสาธารณะด้วย คือจะวางแต่เมืองใหญ่ๆ ไม่ลงไปในเมืองเล็กหรือในตรอกซอกซอยโดยอ้างว่าไม่คุ้มก็ไม่ได้ นี่จะเป็นโจทย์ที่ต้องกำกับดูแลในการให้ใบอนุญาต รัฐให้คุณทำ แต่คุณก็ต้องคำนึงถึงพื้นที่ห่างไกลด้วย ไม่ใช่แบบ 3G ที่เงื่อนไขไม่เข้ม ห้าปีแล้วยังบอกว่าเพิ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ คนในบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้น นอกจากราคาประมูล นี่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดู</p>
<p>กลับมาที่เรื่องบอลยูโร มันก็คือประเด็นแบบนี้ คู่สัญญาสัมปทานของฟรีทีวีไม่เคยจี้ผู้มาเช่า ว่าต้องวางโครงข่าย เพราะระบบสัมปทานเป็นระบบต่างตอบแทน ตราบใดที่ยังจ่ายกันก็จบ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล แต่ถ้า กสทช. มาแล้วยังไม่ทำตรงนี้อีก คนก็จะมองว่าไม่มีประโยชน์อะไร</p>
<div id="attachment_1404" class="wp-caption aligncenter" style="width: 630px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/07/gmmz-euro-2012.jpeg" alt="GMMz กับการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และกรณีปัญหา (ภาพจาก Siam Intelligence)" title="GMMz กับการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และกรณีปัญหา (ภาพจาก Siam Intelligence)" width="620" height="237" class="size-full wp-image-1404" /><p class="wp-caption-text">GMMz กับการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และกรณีปัญหา (ภาพจาก Siam Intelligence)</p></div>
<p><strong>คำถาม:</strong> ปัจจุบันมีแต่ตัวเลขปริมาณการใช้งาน ไม่มีตัวเลขการเข้าถึง</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ข้อมูลที่แท้จริงยังไม่มี นี่คือหน้าที่ที่เราต้องทำ ตอนนี้ยังไม่มี จากนี้ต้องสำรวจเอง มีอยู่ในแผนแม่บท เพราะจะเกี่ยวพันกับแผน ?ยูโซ่ (USO: Universal Service Obligation &#8211; แผนการจัดให้มีบริการสาธารณะพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อบริการสังคม)? ซึ่งก่อนจะทำให้ทุกคนเข้าถึงเราก็ต้องรู้ก่อนว่าใครยังเข้าไม่ถึง ซึ่งแผนแม่บทกำหนดไว้ด้วยว่าภายใน 5 ปีคน 99 เปอร์เซ็นต์จะต้องเข้าถึงได้ จำนวนการเข้าถึงตรงนี้คือรวมทุกโครงข่าย ไม่แยก</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ประเด็นยูโร ที่ กสทช. ต้องเข้าไปเกี่ยวเพราะทรูมีภาระผูกพันต้องรับผิดชอบต่อสมาชิกตามกฎหมายตามสัญญาใช้บริการ ส่วนในด้านฟรีทีวีก็ต้องเกี่ยวข้องในแง่ของบริการสาธารณะ คือ เมื่อผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงฟรีทีวีได้ดีพอแล้วใครจะต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นด้วยไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็จะมีเรื่องลิขสิทธิ์ ว่า กสทช. มีสิทธิ์กำหนดให้ไปร่วมกันประมูลไหม มีคนเสนอว่า ถ้าให้เอกชนไปรวมกันประมูล ทุกคนได้ดูหมด แต่จะไม่เกิดการแข่งขันหรือเปล่า เพราะรายใหม่ๆ อาจจะเจาะตลาดไม่ได้ ตรงนี้ กสทช. ก็ต้องคิด ว่าเราจะไปไกลแค่ไหน ต้องคิดว่าอะไรที่คนไทยทุกคนควรได้ดู คือมันคงไม่ได้ทุกอย่าง แต่อย่างฟุตบอลโลกหรือกีฬาโอลิมปิกก็คงได้ เพราะเป็นกีฬาโลก อย่างในอังกฤษก็ไม่ปิดกั้นกีฬาโอลิมปิก ในขณะที่ทางยุโรปก็จะไม่ปิดกั้นบอลยูโร แต่ถ้าเอเชียนเกม ซีเกม เขาก็อาจจะปิดกั้น อยากดูก็ต้องจ่าย ในขณะที่อย่างของเรา ยูโรนี่ยังตีความลำบาก เพราะมันไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้แข่ง ก็น่าจะปิดกั้นได้ อยากดูก็ซื้อกล่อง แต่มันก็มาติดตรงที่ผ่านฟรีทีวี เลยมีปัญหา</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ในแง่ของคุณสุภิญญานี่คือแกรมมี่ไม่ผิด เพราะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มีสิทธิ์เต็มที่อยู่แล้ว</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็อาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ในแง่ของการแข่งขันในตลาด การทุ่มตลาดรายเดียวแบบนี้มันก็รุนแรงเหมือนกัน แล้วเคยคุยกับยุ้ย (สฤณี อาชวานันทกุล &#8211; นักเขียน นักวิชาการอิสระ) ยุ้ยมองว่านอกจากทุ่มตลาดหวังให้คนมาซื้อกล่องแล้ว GMM ก็ยังอยากได้โฆษณาด้วย ก็เป็นการหวังรายได้ 2 ทาง</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> หรือเป็นความผิดตรงความสัมพันธ์ระหว่างโทรทัศน์ธรรมดากับดาวเทียม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> จริงๆ ตอนนี้มันคงไม่มีใครผิด เพราะยังไม่มีกติกา แต่ในเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว มันก็อยู่ที่ว่าใครจะช่วยกันรับผิดชอบ</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> แม้จะมีการตัดสินปรับทรูวันละ 20,000 บาทไปจนกว่าจะทำให้ผู้บริการรับชมฟรีทีวีได้ดังเดิม<a href="#footnote-1"><sup>1</sup></a> แต่ก็ยังไม่เห็นแนวทางในระยะยาว ที่ทรูจะจัดการกับการปิดกั้นตรงนี้ได้อีก</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็ถ้ามีการออกกฎ Must Carry<a href="#footnote-2"><sup>2</sup></a> บังคับให้ฟรีทีวีสามารถออกอากาศได้ในทุกช่องทาง ซึ่งหมายความว่าซื้อลิขสิทธิ์อะไรมาก็ต้องออกอากาศได้ทุกช่อง แกรมมี่ก็อาจจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มให้ทาง UEFA เพราะมีคนดูจำนวนมากขึ้น หรือไม่ก็เลือกไม่ออกอากาศผ่านช่องฟรีทีวีไปเลย แล้วขายกล่องอย่างเดียว เพราะเป็นกีฬาที่ต้องจ่ายเงินถึงได้ดู แต่แบบนี้ก็จะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ดี เกิดฟรีทีวีไปซื้อลิขสิทธิ์รายการอื่นๆ จากเมืองนอกเข้ามา แล้วลิขสิทธิ์กำหนดว่าห้ามออกอากาศผ่านจานดำ ก็จะมีปัญหาอีก</p>
<p>แต่กฎ Must Carry นี่เมืองนอกก็ไม่ได้กำหนดให้ใช้กับทุกช่อง บางที่ก็กำหนดแค่กับช่องที่เป็นทีวีสาธารณะ ช่องการศึกษา</p>
<p>จริงๆ แล้ว Must Carry นี่ สำหรับฟรีทีวีแล้ว ถึงจะทำให้อาจไม่ได้ถ่ายทอดกีฬาที่คนดูเฉพาะเลยเพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ แต่น่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะจะทำให้ขายเวลาโฆษณาได้</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ทำไมฟรีทีวีถึงมีพันธกิจทางสาธารณะมากกว่าทีวีอื่น</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> เพราะแม้จะนำคลื่นไปใช้เพื่อการทำการค้า แต่สิทธิที่ฟรีทีวีได้ไปคือสิทธิในการใช้คลื่นสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญระบุว่าทุกคนควรเข้าถึงได้ เป็นทรัพยากรสาธารณะ</p>
<div id="attachment_1405" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/07/thailands-got-talent-640x480.jpeg" alt="รายการ Thailand&#039;s Got Talent กับการใช้หน้าอกวาดรูป" title="รายการ Thailand&#039;s Got Talent กับการใช้หน้าอกวาดรูป" width="640" height="480" class="size-large wp-image-1405" /><p class="wp-caption-text">รายการ Thailand&#8217;s Got Talent กับการใช้หน้าอกวาดรูป</p></div>
<p><strong>คำถาม:</strong> กรณี Thailand&#8217;s Got Talent<a href="#footnote-3"><sup>3</sup></a> นี่ช่องสามผิดกฎหมายอะไร และบางคนบอกว่า กสทช. ล้ำเส้น</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> อย่างที่บอกว่า กสทช. กำกับในส่วนผู้ได้รับใบอนุญาต เราไม่ใช่ตำรวจหรือกระทรวงวัฒนธรรม เราก็ต้องไปที่ผู้ได้รับใบอนุญาต เมื่อมีการร้องเรียนกรณีรายการ Thailand&#8217;s Got Talent เข้ามา เราก็ต้องเรียกช่องสามมา ซึ่งช่องสามไม่แก้ต่างอะไรเลย เหมือนมายอมจำนน ยอมรับว่าใช้ดุลยพินิจผิดพลาด มันก็เหมือนการรับสารภาพกับตำรวจ เหมือนรับสารภาพในชั้นศาล เราจะไม่ลงโทษแล้วปล่อยไปก็ไม่ได้ ก็ต้องปรับไปตามกฎ ก็พิจารณาตามดุลพินิจบนฐานต่างๆ ผู้ชมจำนวนมาก ออกอากาศในเวลาไพรม์ไทม์ ห้าโมงเย็น เด็กเยาวชนได้ดู ถ้าไปออกอากาศผ่านทีวีดาวเทียมตอนดึกๆ ก็อาจปรับในอีกอัตราหนึ่ง ต่างจากทรูซึ่งตั้งทนายมาสู้ กสทช. แบบนั้นก็ต้องหาช่องกฎหมายมาสู้กันไป</p>
<p>ถามว่ากรณี Thailand&#8217;s Got Talent นี่ กสทช. ไปเกี่ยวอะไร ล้ำเส้นหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ เพราะมีคนร้องเรียนเข้ามา และเป็นการไปตรวจสอบรายการที่ออกอากาศไปแล้ว ซึ่งเป็นการออกอากาศโดยผ่านดุลยพินิจของผู้ได้รับใบอนุญาต แต่ถ้ามีคนร้องเรียนว่าช่องสามกำลังจะออกอากาศเทปหนึ่ง เราไปตรวจสอบเนื้อหาก่อนออก แล้วเราห้ามฉาย แบบนี้จะถือว่าล้ำเส้น เพราะหน้าที่ในการเซ็นเซอร์ตรงนั้นเป็นของช่อง</p>
<p>หน้าที่ของ กสทช. ก็จะสิ้นสุดแค่การปรับผู้ได้รับใบอนุญาต ส่วนกรณีที่ไปขุดกันต่อ ว่าผู้เข้าแข่งขันถูกจ้างมา นี่ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องไปดูในข้อกฎหมาย ว่าเป็นอย่างไร จะเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเราหรือไม่ ก็ต้องเรียกช่องสามมาอยู่ดี ซึ่งกรณีการจ้างนี้ ในส่วนของบริษัทเวิร์คพอยท์เราก็เรียกมาได้ โดยไม่ใช่เรียกมาคุยในแง่การปกครอง แต่เป็นการพูดคุยในเรื่องจริยธรรม ซึ่งจริยธรรมไม่มีโทษทางกฎหมาย เป็นโทษทางสังคม</p>
<p>เรามีความคิดที่จะเชิญผู้จัดเกมโชว์ต่างๆ มาคุยเรื่องมาตรฐานจรรยาบรรณ หน้าที่ของ กสทช. คือทำให้เกิดเกณฑ์จรรยาบรรณ แล้วให้เขาไปกำกับกันเอง ตรงนี้เราเชิญบริษัทผู้จัดรายการต่างๆ มาคุยได้ เพราะเป็นวิชาชีพของเขา ต้องมีจรรยาบรรณ แต่เราออกคำสั่งทางปกครองไปถึงเขาไม่ได้ เพราะคำสั่งทางปกครองของ กสทช. จำกัดแค่ผู้ได้รับใบอนุญาต</p>
<p>ตรงนี้เป็นอย่างหนึ่งที่ต่างจากอินเทอร์เน็ต กรณีอินเทอร์เน็ต เราจะไม่ผลักภาระไปให้ตัวกลางอย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP-Internet Service Provider) ผู้สร้างเว็บไซต์ (webmaster) หรือเจ้าของเว็บไซต์ เพราะอินเทอร์เน็ตนั้นใครจะเผยแพร่อะไรเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้องผ่านการตรวจสอบตัวกลาง และด้วยความกว้างขวางรวดเร็วของอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้ทุกคนสามารถผลิตเนื้อหาออกมาในตอนไหนก็ได้ ตัวกลางเหล่านั้นย่อมไม่สามารถไปตรวจสอบตลอดเวลา ว่าใครจะเผยแพร่เนื้อหาอะไรออกมาในเวลาไหน การเอาผิดกับตัวกลางมากเกินไปจะเป็นภาระกับตัวกลาง แต่กรณีการออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ ทางสถานีจะต้องมีการตรวจสอบเนื้อหาของสิ่งต่างๆ ที่จะออกอากาศก่อนอยู่แล้ว</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> แต่ถ้าเป็นรายการสด สมมติไปออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ คุยๆ กันอยู่ผู้ร่วมรายการก็ควักรูปโป๊ออกมาโชว์</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็ต้องพิจารณาในฐานะรายการสดและต้องตามที่เจ้าของสถานีผู้รับอนุญาตแต่ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีรายการสดร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ต่อให้เป็น live concert ก็ไม่ live จริง มันเอามาตัดต่อกันได้อยู่แล้ว ต่างจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันสดจริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราเอาผิดเวิร์คพอยท์ไม่ได้ ต้องเอาผิดกับช่องสามแทน เพราะช่องสามใช้ดุลยพินิจก่อนปล่อยออกอากาศแล้ว</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ทำไมหลายฝ่ายดูจะมาฝากความคาดหวังกับ กสทช. อะไรๆ ก็เอามาลงที่ กสทช.</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> อาจเพราะเป็นองค์กรใหม่ ใครๆ ก็เลยอยากมาลองของบ้าง เห่อบ้าง คาดหวังบ้าง ผสมๆ กัน เรื่องไหนอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ทำได้เราก็ทำ เรื่องไหนไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่เราก็บอกว่าทำไม่ได้</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> กรณีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็คงเป็น แต่มันก็ต้องเปรียบเทียบกันนะ เช่น ถ้าไพรม์ไทม์เหมือนกัน มาตรฐานระหว่างทีวีทั่วไปกับทีวีที่รับชมผ่านดาวเทียมมันก็ต้องต่างกัน เพราะระดับของการเข้าถึงมันต่างกัน</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> หลายคนไม่เข้าใจ ว่ากรณีนี้ กสทช. ได้รับการร้องเรียนมาเลยต้องเข้าไปยุ่ง เข้าใจว่าอยู่ๆ ก็เข้าไปจัดการเอง ทำให้มองต่อไปว่า ทีวีดาวเทียมมีเนื้อหาที่ยิ่งกว่านี้อีก ทำไมไม่ไปจัดการ</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> อย่างที่บอกว่าเรายังไม่ได้กำกับทีวีดาวเทียม เขายังไม่ได้มีสถานะเป็นผู้รับใบอนุญาต และทางเราก็ยังไม่มีเกณฑ์ออกมา เราก็เลยยังไม่ไปยุ่งกับใครเลย รอให้มีเกณฑ์ก่อนถึงจะเข้าไปจัดการให้เข้าสู่กติกาเดียวกัน แต่การจะไปกำกับทีวีดาวเทียมกำกับเคเบิลก็ต้องดูเป็นพิเศษด้วย เพราะมันเป็นตลาดเฉพาะ ต่างจากฟรีทีวีที่คนดูทุกเพศทุกวัย ทำให้เราต้องหาสมดุลระหว่างเด็ก ผู้ใหญ่ อนุรักษนิยม เสรีนิยม แต่เคเบิลหรือดาวเทียมคงต้องผ่อนคลายกว่า เพราะผู้ใช้เขาก็ได้พยายามจะไปหาช่องทางรับชมของเขาเองแล้ว โดยเฉพาะช่องรายการพิเศษเฉพาะด้านมากมาย เช่น ช่องแฟชั่น ช่องขายของ</p>
<p>อย่างทีวีดาวเทียมหรือวิทยุชุมชน ก็มีคนร้องเรียนมามากในเรื่องอาหารและยา ซึ่งก็อย่างที่บอกไปว่าด้วยความที่ยังไม่มีเกณฑ์และยังไม่มีการจดทะเบียนกับเรา เราก็เลยยังจัดการเองไม่ได้ แต่จะปล่อยไปก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสุขภาพประชาชน เราก็เลยไปกระตุ้นทาง อย. ให้เขาไปจัดการตามเกณฑ์ของเขาอีกต่อหนึ่ง ในขณะที่ทาง อย. ก็ต้องพึ่งเรามาก เพราะหาช่องที่ผลิตเนื้อหาพวกนี้ไม่เจอ ซึ่งข้อมูลพวกนี้อยู่กับไทยคม เราก็ต้องไปกดดันทางไทยคม ไทยคมก็บอกเดี๋ยวจะส่งให้ ก็ยื้อกันไปมาอยู่อย่างนี้ แต่ต่อไป ถ้ามาลงทะเบียนกับเราแล้วเราก็จะมีข้อมูลตรงนี้ในมือ</p>
<p>หน้าที่ของ กสทช. คือการจัดสรรและกำกับ ซึ่งการกำกับก็มีสองแบบ คือจะกำกับตลาดยังไง จะแบบเสรีคือไม่กำกับมาก หรือจะออกกติกามากำกับเยอะ และยังมีเรื่องของการกำกับการให้บริหารบริการเนื้อหาอีก แต่ในเรื่องเนื้อหา ต่อไปนี้รัฐธรรมนูญบอกแล้วว่าห้ามเซ็นเซอร์ เราไม่มี กบว. แล้ว กสทช. ก็ไม่มีสิทธิ์ไปเซ็นเซอร์อะไรใคร แต่พอเนื้อหาถูกเผยแพร่ออกไปแล้วมีผลตามมา เราก็เข้ามาจัดการตามกรอบของหน้าที่และกฎหมาย เรียกมาชี้แจง ถ้าจะสู้ก็สู้กัน</p>
<p>และคำตัดสินของ กสทช. ก็ไม่สิ้นสุดในตัวมันเอง ถ้าไปดูในภาคของโทรคมนาคม ยังไม่เคยปรับใครได้ เพราะทางนั้นเขาสู้ตายจนถึงศาลสูงสุด แต่อย่างภาคกระจายเสียงอย่างช่องสามนี่อาจจะใหม่ เขาไม่เคยถูกกำกับมาก่อน อาจจะอยากให้จบๆ ไป เพราะมีผลทางสังคมเยอะกว่าภาคโทรคมนาคม เพราะโทรคมนาคมเป็นเรื่องของการใช้บริการ ซึ่งการปรับจะโยงต่อไปถึงเรื่องการชดเชยเยียวยา เม็ดเงินจะเยอะ นั่นคงเป็นเหตุผลที่สู้ทุกเม็ด</p>
<p>หลายกรณีที่ กสทช. ตัดสินไปก็ยังไม่จบ มันขึ้นอยู่กับคำสั่งของศาลสุดท้าย ยังไม่เป็นผลจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีมติ อย่างเรื่องโทรศัพท์เติมเงิน กสทช. มีมติไปแล้วว่าไม่ควรจำกัดวันหมดอายุ แต่ก็ยังยื้อกันไปยื้อกันมา ไม่จบ ถ้า กสทช. เข้มแข็ง ก็คือต้องหาจุดสมดุลให้เอกชนคำนึงถึงสิทธิผู้บริโภคตรงนี้หน่อย</p>
<p>อย่างภาคกระจายเสียง จริงๆ ถ้าเป็นประเด็นเรื่องสัมปทานเขาก็คงสู้ยิบตา เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของเขา เหมือนที่ภาคโทรคมนาคมสู้ แต่กรณีช่องสามกับ Thailand&#8217;s Got Talent นี่มันเป็นเรื่องผลกระทบทางสังคม มันมีต้นทุนทางสังคมที่ทางช่องแบกไว้ คงทำให้คิดว่ายอมดีกว่า ไม่สู้ดีกว่า จะได้จบเร็ว เพราะถ้าสู้ในศาลมันก็ไม่จบ ประเด็นมันก็จะกลับมาเรื่อยๆ ในขณะที่ถ้าจบเลยเขาก็ไม่เสียอะไรมากไปกว่านี้ แต่ในอนาคต ถ้าเรามีมติอะไรที่ส่งผลต่อธุรกิจสัมปทานของเขา เขาก็คงสู้ยิบตา</p>
<div id="attachment_1403" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/07/interview-supinya-640x480.png" alt="สุภิญญา กลางณรงค์ในห้องทำงาน" title="สุภิญญา กลางณรงค์ในห้องทำงาน" width="640" height="480" class="size-large wp-image-1403" /><p class="wp-caption-text">สุภิญญา กลางณรงค์ในห้องทำงาน</p></div>
<p><strong>คำถาม:</strong> ด้วยงานที่มากมาย ทำให้ดูเหมือน กสทช. จัดระเบียบเรื่องงานไม่ได้ ดูเหมือนงานเยอะไป</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็แบ่งกัน ถ้าเรื่องสังคมผู้บริโภคก็จะมาทางนี้ (สุภิญญา) เยอะ เพราะเป็น กสทช. ด้านนี้ ทุกเรื่องเรารับหมด ทำได้แค่ไหนแค่นั้น อย่าง ดร.นที (พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ &#8211; รองประธาน กสทช.) ก็จะไม่รับเรื่องนี้ เขาก็จะดูเรื่องโทรทัศน์ดิจิทัลเรื่องอะไรของเขาไป เรามีห้าคนก็แบ่งๆ กันไป แต่จะเห็นหน้าสุภิญญาเยอะหน่อย เพราะเราอยู่ในทวิตเตอร์ อย่างเรื่อง Thailand&#8217;s Got Talent เป็นเรื่องกำกับเนื้อหา ซึ่งตัวเองไม่ได้ดูในส่วนนั้น งานที่รับผิดชอบโดยตรงคือเรื่องผู้บริโภค ก็จะดูเรื่องสัญญาการบริการ หรือภาพรวมโฆษณา แต่ถ้าเรื่องเนื้อหา เช่น ละคร ข่าว ก็จะอยู่อีกชุดหนึ่ง ซึ่ง กสทช.พีระพงษ์ รับผิดชอบ(พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ) เราแบ่งงานกันทำ ใครทำส่วนไหนก็ทุ่มเทกับส่วนนั้น</p>
<p>เรื่องการออกใบอนุญาตก็เป็นเรื่องที่สำนักงานชงลูกมา ซึ่งจะออกเกณฑ์ก็ไม่ใช่มีกันแต่บอร์ดนะ ทำกันเป็นสำนักงาน ค้นคว้าด้านต่างๆ แล้วร่างมา ผ่านการปรึกษาอนุกรรมการ สุดท้ายจะมาถึงเราก่อนที่จะผ่าน แต่ก่อนจะมาถึงเราๆ ก็ต้องศึกษาไปเองด้วย เพราะเมื่อเขาส่งมาถึงเราแล้วเราจะได้ใช้ดุลยพินิจได้ ว่ามีอะไรขาดตกหล่นหายไปหรือไม่ ซึ่งส่วนของการประกาศก็จะเป็นหน้าที่ของบอร์ด เลยดูเหมือนทำหน้าที่เยอะ งานที่ต้องรับเรื่องร้องเรียนรายวันก็มี ก็รับบ้างตีกลับบ้าง แต่งานแต่ละวันจริงๆ เป็นงานสำนักงาน ก็ทำกันไปในทุกประเด็นที่ต้องทำ</p>
<p>ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานราว 200 คน แบ่งเป็นสำนักต่างๆ เช่น สำนักออกใบอนุญาต, สำนักเรื่องดิจิทัล, สำนักเรื่องจัดสรรคลื่นความถี่, สำนักเทคนิค, สำนักผู้บริโภค สำนักไหนมีหน้าที่อะไรก็ทำไป เราทำงานขั้นสุดท้าย ก็มีหน้าที่รู้ให้เท่าทันเขา อันไหนเห็นด้วย อันไหนไม่เห็นด้วย อันไหนมีอะไรเสริม บอร์ด 5 คนก็ต่างมีความคิดของตัวเอง ทุกคนสามารถมีทีมงานหน้าห้องได้ เป็นที่ปรึกษา ช่วยหาข้อมูล ช่วยประสานงาน เป็นทีมงานของเรา มาพร้อมเราไปพร้อมเรา งานไหนที่เราริเริ่มเองทีมงานหน้าห้องก็เข้ามาเสริมในส่วนนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่สำนักงานเป็นผู้ปฏิบัติงานหลัก เช่น การจัดเวทีเสวนา สัมมนา หรืออะไรที่เข้าสู่ระบบ อันนี้ต้องให้สำนักงานจัดการ เพราะเป็นเรื่องจัดซื้อจัดจ้างเชิงบุคคล ซึ่งปรกติสำนักงานจะทำในเรื่องที่ผ่านมติของบอร์ดแล้ว</p>
<p>งานหลักตอนนี้คือร่างประกาศ เป็นตั้งๆ เลย ตอนบังคับใช้จริงได้ไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่มีหน้าที่ต้องร่างตามกฎหมาย เพื่อเป็นฐานการใช้ในอนาคต แม้ กสทช.ชุดนี้จะจบไป ชุดอื่นมาต่อก็ต้องใช้ที่ร่างอยู่นี่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อยู่ในรูปโรงงานผลิตนโยบาย แต่ตอนใช้จริงนโยบายอาจอยู่ไม่ทน เพราะอาจทำอะไรไม่ได้สักอย่างก็ได้</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> แล้วบรรยากาศการทำงานเป็นยังไง</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็ต่างคนต่างที่มา ต่างคนมีจุดยืนของตัวเองการทำงานแบบนี้ เจอกันก็เห็นไม่ตรงกันบ้าง ก็เถียงกันวิจารณ์กัน คือเราทำงานเป็นทีมนะ แต่แบบฝรั่ง ก็เถียงกันแรง ในเรื่องงาน ไม่ใช่ส่วนตัว</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> มีความพยายามสนิทกัน โน้มน้าวกันนอกรอบไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> มันก็ต้องคุยกันเป็นการเป็นงาน จะมาสนิทส่วนตัวก็ไม่มีมาก ก็เป็นเพื่อนร่วมงาน อาจมีคนที่สนิทกันเองเป็นบางกลุ่มใน 11 คน แต่จะมาเป็นกลุ่มหวานแหววกันทั้ง 11 คนคงไม่ได้อยู่แล้ว จริง ๆ ก็ควรจะสัมพันธ์กันไว้ อย่างตัวเองถ้าวางตัวเป็นฝ่ายค้านตลอด การขอความรวมมือหรือขอความช่วยเหลือในบางประเด็นก็อาจจะยาก มันก็ต้องหาจุดที่สมดุล การประนีประนอมก็ต้องตั้งอยู่บนหลักการที่เรารับได้</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> รู้สึกว่าเป็นเอ็นจีโอจะวิจารณ์ได้เต็มที่กว่าไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> เป็นเอ็นจีโอวิจารณ์เสร็จเราก็กลับมาทำงานอยู่กับพวกเรา ไม่ต้องเจอกับคนที่เราวิจารณ์ แต่นี่เราเป็นทีมเดียวกัน มุมหนึ่งเราก็ต้องฟังผู้บริโภค อีกมุมเราก็เป็น กสทช. การที่เราออกมาวิจารณ์ กสทช. บ้างมันก็จะเข้าทำนองหยิกเล็บเจ็บเนื้อ ก็เหมือนด่าตัวเองด้วย แต่ถ้าเราพิทักษ์องค์กรตลอด คนที่คอยวิจารณ์เราเขาก็จะไม่รู้จุดยืนเราเหมือนกัน ตรงนี้มันก็ลำบาก การเป็นคนนอกไปเลยมันก็วิจารณ์ได้ดีกว่า แต่ที่ตัดสินใจมาทำเพราะเห็นว่า กสทช. ทำอะไรได้อีกมาก แล้วตอนนี้อยู่ในช่วงร่างนโยบาย มันสนุก เรามีส่วนที่จะถกเถียงในเกณฑ์กติกา เรื่องใหญ่ๆ อย่างแผนแม่บทเราอาจจะแพ้ เช่น แต่หลายเรื่อง เราก็สามารถผลักดันคีย์เวิร์ดบางอย่างเข้าไปได้</p>
<p>คือมันก็จะดูเทคโนแครตหน่อย เป็นการร่างนโยบาย แต่พอบังคับใช้ก็ไม่รู้จะได้แค่ไหน ซึ่งตอนนี้ที่ยังไม่เริ่มก็เพราะเกณฑ์การประกาศยังอยู่ในช่วงของประชาพิจารณ์ การจะขอคืนคลื่นได้ต้องมีเกณฑ์ก่อน ว่าทำไมต้องขอคืน อะไรคือความจำเป็น คลื่นแรกอาจจะเริ่มปีหน้า</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> มีรายชื่อเจ้าของคลื่นครบหรือยังครับ</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ครบแล้ว แต่เรากำลังจะทำด้วยการออกร่างประกาศให้ทุกคนเปิดเผยข้อมูลกับเราอย่างเป็นทางการ เป็นการบังคับให้เขาเขียนออกมาเอง ว่ามีอะไรอยู่ในครอบครองเท่าไหร่ ใครถืออยู่กี่คลื่น คลื่นไหนติดสัญญา คลื่นไหนไม่ติดสัญญา ที่ติดสัญญานี่ติดกี่ปี มีอะไรผูกพันบ้าง ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้เราก็ต้องอาศัยตัวประกาศที่ว่า ซึ่งตัวประกาศนี่เอาขึ้นเว็บไซต์แล้ว มันช้าก็เพราะต้องทำตามขั้นตอน ต้องโฟกัสกรุ๊ปก่อน เอาขึ้นเว็บไซต์ 30 วันเพื่อรับฟังความคิดเห็น ปรับแก้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้มันก็ไม่มีมิติ การออกคำสั่งทางการปกครองจะไม่ทำเรื่องอย่างการเชิญมาสัมมนา เชิญมาขอกันปากเปล่า ไม่ทำแบบนั้น เพราะแบบนั้นบังคับกันไม่ได้ แบบที่ทำอยู่นี้คือการใช้อำนาจของ กสทช. เพราะฉะนั้น รวมทุกขั้นตอนมันก็จะใช้เวลารวมประมาณ 3-4 เดือน แต่ตัวร่างประกาศก็ค่อนข้างยืดหยุ่นนะ ค่อนข้างให้เวลาในการมาเปิดเผยกับเรา ต้องลองไปอ่านดู<a href="#foornote-4"><sup>4</sup></a></p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ในความคิดคุณสุภิญญา เท่าที่ทำงานมานี่ แนวโน้มความคิดโดยรวมของทั้ง 11 คนเป็นไปในทางไหน หมายถึงอนุรักษนิยม เสรีนิยม หรือแบบไหน</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็ไปตัดสินยากนะ แต่เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่ก็คลุกคลีกับเทคโนโลยี ถ้าจะมองเรื่องอนุรักษนิยมหรือเสรีนิยม คิดว่าก็น่าจะมาในทางเปิดมากกว่า คือเท่าที่เห็นก็ไม่ถึงกับอนุรักษนิยมนะ แต่จะถึงกับหัวก้าวหน้า (progressive) หรือไม่นี่ก็คงอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องนี้ ถ้าถามเพราะคิดถึงกรณี Thailand&#8217;s Got Talent นี่จริงๆ ต้องบอกว่ามันก็ไม่ใช่งานหลักเรานะ งานของ กสทช. ไม่ใช่เรื่องควบคุมเนื้อหา แต่เป็นเรื่องจัดสรรกำกับคลื่น แต่พอมีเรื่องมาใหญ่ขนาดนี้เราก็ปฏิเสธไม่ได้ ก็ต้องมีมติไป</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> กลัวว่าสักวันการควบคุมจะกลายเป็นงานหลักไป เพราะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าฟ้องร้องได้ แล้วต่อไปอะไรๆ ทำนองนี้ก็จะมาลงที่ กสทช. เช่น มันก็จะลามไปถึงเรื่องดาราแต่งตัวโป๊ เรื่องเนื้อหาละคร อะไรทำนองนั้น</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> จริงๆ มันมีแล้วนะ มีเรื่องร้องเรียนพวกนั้นอยู่เป็นร้อยเลย เรื่องอ่านภาษาไทยไม่ชัดยังมีเลย แต่เราไม่ได้เอามาทำทุกเรื่อง เราทำแต่เรื่องที่เป็นประเด็นสาธารณะ ซึ่งก็คิดว่าสมเหตุสมผลอยู่นะ เพราะมันก็กระทบคนในวงกว้าง แต่ที่ร้องเรียนมา บางเรื่องมันไม่เข้ากรอบกฎหมาย เป็นเรื่องการกำกับกันเองทางจริยธรรม เราก็ให้เขาไปปรับจริยธรรมกันเอง เตือนกันอะไรกันก็ว่าไป</p>
<p>อย่างเรื่องภาษาไทย เราก็มีโครงการสอบใบผู้ประกาศอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ไม่ได้บังคับตามกฎหมายนะ แต่ใครอยากมาฝึกฝนเพื่อสอบให้ได้เป็นเครดิตตัวเอง กสทช. ก็ทำให้ ก็เป็นงานเรียบๆ ที่ทำไป พูดไม่ชัดก็ให้เข้ากระบวนการฝึกอบรมไป ไม่ใช่ไปออกคำสั่งทางปกครอง</p>
<p>ตามแผนทั้งหมดและตามกฎหมายแล้วงานของ กสทช. มีหลายแผนก มีแม้กระทั่งการส่งเสริมวิชาชีพให้เกิดการรวมตัวกัน กองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์อะไรก็อยู่ในกฎหมายที่กำกับเราหมด</p>
<div id="attachment_1406" class="wp-caption aligncenter" style="width: 610px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/07/interview-supinya-2.png" alt="สุภิญา กลางณรงค์ คุยกันต่อขณะทานข้าว" title="สุภิญา กลางณรงค์ คุยกันต่อขณะทานข้าว" width="600" height="800" class="size-full wp-image-1406" /><p class="wp-caption-text">สุภิญา กลางณรงค์ คุยกันต่อขณะทานข้าว</p></div>
<p><strong>คำถาม:</strong> ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก่อนหน้านี้ก็ยุ่งอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยุ่งอย่างเป็นระบบเลย ทุกวันนี้ชีวิตไม่ได้กำหนดตารางเอง เพราะมีทั้งงานประจำที่ต้องทำตลอดเวลา แถมยังมีงานเฉพาะหน้าที่เข้ามาทั้งวัน เราก็ต้องใช้เวลากับมัน แล้วเราก็ต้องออกไปพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งก็ชอบนะ ทำให้ได้เข้าใจปัญหา แล้วตัวเองทำเรื่องภัยพิบัติ เรื่องผู้บริโภค เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ 3 เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับคนเยอะ</p>
<p>นี่คืองานเฉพาะที่ตัวเองรับผิดชอบ แต่งานภาพรวมเช่นเรื่องประกาศรายวันก็ต้องทำอยู่แล้ว เป็นงานหลัก แล้วก็งานเฉพาะส่วนที่แบ่งกัน งานที่เข้ามารายวัน บางทีมีงานโทรคมนาคมเข้ามาด้วย เราก็ต้องไปตามว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว มันก็จะเยอะมาก</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> เรื่องวิทยุชุมชน ที่เคยบอกว่ามีปัญหา อย่างเรื่องที่ว่าไปรบกวนวิทยุการบิน มันก็เป็นลักษณะเดียวกับปัญหาฟรีทีวีกับทีวีดาวเทียมหรือเปล่า คือพอไม่มีกฎ ก็เลยไม่มีใครถูกใครผิด</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> แต่อย่างที่ไปรบกวนวิทยุการบินนี่เป็นข้อยกเว้นนะ คือพอทางวิทยุการบินร้องมา ว่ามันมีเสียงวิทยุแทรกเข้ามาในการสื่อสารของนักบิน แบบนี้เราก็ต้องเตือนไป ปัญหาคือคลื่นวิทยุในไทยใช้กันหลายช่อง เต็มคลื่นความถี่มาก เพราะใครทำก็ได้ ไม่ต้องขออนุญาต แล้วเวลากระจายคลื่นนี่ตัวเครื่องส่งมันไม่ได้มีตัวกรอง คลื่นมันก็จะฟุ้งกระจายไปรบกวนเวลานักบินสื่อสารกับศูนย์บังคับการบินภาคพื้นดินได้ ทำให้มีเสียงเพลงแทรกเข้ามาขณะติดต่อกัน อะไรแบบนั้น คือเรื่องวิทยุนี่เราก็พยายามเกลี่ยให้กำลังส่งเหลือ 200 วัตต์ แต่ก็ทำยาก เพราะเขาจะไม่ยอมกัน มันทำให้ส่งสัญญาณออกไปได้ไม่ไกลเท่าเดิม</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> การส่งสัญญาณคลื่นวิทยุนี่จะเป็นดิจิทัลพร้อมกับทีวีเลยไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> คงจะช้ากว่าทีวีนิดหนึ่ง จริงๆ วิทยุประเทศไทยเหมาะจะทำเป็นดิจิทัลที่สุดแล้ว เพราะคลื่นความถี่มันเยอะมาก สมควรจะเป็นระบบดิจิทัลนานแล้ว แต่มันยากตรงที่ในระดับสากลแล้วเทคโนโลยียังไม่เสถียร ไม่รู้จะใช้มาตรฐานอะไร และคนรับก็ต้องซื้อเครื่องรับวิทยุกันใหม่ ซึ่งในช่วงต้นก็อาจจะแพง</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> จากเอ็นจีโอสู่บอร์ดองค์กรอิสระนี่ชีวิตรับได้หรือครับ</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> มันก็หนักขึ้น มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะที่มีความคิดแตกต่างหลากหลาย</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> แล้วเอ็นจีโอเขามองคุณสุภิญญาว่าอย่างไร</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ส่วนใหญ่ก็ยังให้กำลังใจนะ เพราะเราก็พยายามแสดงจุดยืนที่มันสอดคล้องกัน แต่ก็อย่างที่บอกว่ามีหลายกลุ่ม ก็หลากหลาย ถ้ากลุ่มที่เราทำงานมาเดิมเราก็ยังทำกับเขาอยู่ พวกเครือข่ายผู้บริโภค เขาก็ยังไว้ใจเราอยู่ แต่เอ็นจีโอสายอื่นเขาอาจคิดว่าเราทำอะไรอยู่ไม่รู้ก็ได้</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> เรื่องเงินเดือนที่ว่าสี่แสน เขาก็ว่าไม่ควรเสนอไปตั้งแต่เริ่ม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ตั้งแต่เข้ามาทำงานจนถึงขณะนี้ได้แสนเดียวนะ ความเป็นมาของเรื่องนี้คือสำนักงานเสนอไปตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เคยได้ ไม่ได้ถามบอร์ด ไม่มีมติบอร์ด บอร์ดไม่ได้โหวต ถ้าบอร์ดได้โหวตตัวเองก็คงยั้งไว้ แต่มันไม่ได้มีการเข้าบอร์ดเป็นเรื่องเป็นราว เขาเสนอไปตอนไหนก็ไม่รู้ คือพอมีบอร์ดใหม่เข้ามา สำนักงานก็ทำหน้าที่เสนอเงินเดือนให้บอร์ดชุดใหม่ โดยให้เท่ากับที่บอร์ดเดิมเคยได้ ความจริงมันก็มีแค่นั้น</p>
<p>ตอนเสนอสำนักงานเขาก็เสนอเงินเดือนบวกโบนัสอะไรไป มันก็เลยออกมาสี่แสน สมัย กทช. ก็ได้กันหนึ่งแสนพร้อมบวกโบนัสบวกอะไรไป แต่กฎหมายใหม่ห้ามไม่ให้มีโบนัส ตอนเสนอเขาก็เลยเอาส่วนที่เคยเป็นโบนัสมารวมเป็นฐานเงินเดือน ซึ่งมันกว้างมากจนเป็นไปไม่ได้ เราก็พูดนอกรอบแล้ว แต่สำนักงานเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง</p>
<p>ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา มันอาจจะเกี่ยวกับเงินเดือนเลขาธิการด้วย เพราะสมัยที่เป็น กทช. เลขาธิการก็ได้สามแสน ถ้าพอมาเป็น กสทช. แล้วมันลดลงมามันก็ไม่ได้ แล้วถ้าถามว่าทำไมเลขาธิการได้สามแสน อันนี้ก็ไม่รู้ เพราะเขาก็ออกแบบกันมา</p>
<p>ทีนี้ พอเขาตีกลับมา ถ้าสำนักงานไม่คิดใหม่ มันก็ตีกลับไปกลับมา ก็ไม่ได้เงินเดือนกันพอดี ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เงินเดือนกันนะ เป็นเงินยืม ยืมจากสำนักงานของตัวเอง ทุกคนต้องเซ็นยืม เกิดเปลี่ยนแปลงอะไรแล้วองค์กรยุบไปนี่ต้องเอาเงินมาคืนนะ เพราะถือว่ายังไม่ได้เงินเดือนเป็นทางการ เงินเดินเป็นทางการนี่ออกได้โดยกฤษฎีกาเงินเดือนเท่านั้น ถ้ายังไม่มีมา ก็เบิกเงินเดือนไม่ได้</p>
<p>กทช. ในยุคแรกยังไม่มีคนตรวจสอบ เกณฑ์อะไรก็เลยกำหนดแบบนี้มาแต่แรก แต่พอมาเป็น กสทช. เราก็อยากให้ลดลงนะ แต่เขาก็มาแบบนี้อยู่แล้ว จริงๆ ถ้ารัฐบาลจะลดก็ใช้โอกาสนี้ลดได้ แต่โดยส่วนคิดว่ามันไม่มีทางได้ถึงสี่แสนหรอก คงประมาณสองแสน เท่ากับบอร์ดกำกับดูแลพลังงาน ไม่อย่างนั้นฐานเงินเดือนมันก็ต้องปรับกันหมด ศาล, ส.ส., ส.ว. มันต้องปรับหมดหรือเปล่า?</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> งานพวกนี้เงินเยอะเพราะเป็นค่าชดเชยการไม่เข้าสังคม คือทำงานแบบนี้ไม่ควรเข้าสังคม ต้องเว้นระยะห่าง</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> โดยส่วนตัวรักษาระยะห่างจากตัวแทนธุรกิจของบริษัทเอกชน คือเขาก็คงไม่ค่อยเข้าหาเราด้วยถ้าไม่จำเป็น อย่างเรื่องไอโฟนที่เป็นประเด็น<a href="#footnote-5"><sup>5</sup></a> เขาเอามาให้ ซึ่งเราก็ไม่รับ เพราะมันเกิน 3,000 บาท ทีนี้นักข่าวมาถามเราก็ต้องพูด ก็เลยส่งผลกระทบกับคนอื่นไปด้วย บางคนก็อาจจะคิดว่าพูดทำไม บางคนก็บอกว่าพูดไปก็ดีแล้ว</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ความที่เป็นผู้หญิงนี่เป็นประเด็นอะไรไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong>	ก็มีบ้างนะ ทั้งเป็นผู้หญิง ทั้งอายุน้อย ในเรื่องการเดินทางก็อาจมีบ้าง เช่น กลับดึก หรือไปต่างจังหวัด หรืออย่างเวลาเถียงกัน ด้วยความเป็นผู้หญิง ก็อาจทำให้ดูลดความแรงลง ที่ผ่านมายังไม่มีประเด็นอะไรใหญ่โตขึ้นมา</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> มีสังสรรค์กันบ้างไหม</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> ก็ถ้าไปต่างจังหวัด ไปเวิร์กช็อป มันก็ต้องมีอยู่แล้วนะ หรือบางทีก็อาจต้องนัดมาเตรียมการกัน งานข้างในบางทีมันก็ต้องมีการล็อบบี้เหมือนกัน ก็อาจจะเรียกว่าขายความคิด เช่น ตัวเราอยากจะผลักดันเรื่อง อย. แต่คนอื่นยังไม่เห็นความสำคัญ แล้วอยู่ๆ เราไปทะเล่อทะล่าเสนอในบอร์ดซึ่งมีเวลาประชุมแค่ 2-3 ชั่วโมง แบบนั้นมันก็ไม่ได้หรอก มันก็ต้องมีการเล่าให้ฟังกันก่อน ซึ่งคนอื่นก็เหมือนกัน เขาอยากผลักดันอะไรก็มาคุยกับเรา อันไหนเราเห็นด้วยเราก็อภิปรายช่วย อันไหนไม่เห็นด้วยเราก็ไม่เอา แต่จะยังไง สุดท้ายถ้าแนวคิดมันขัดกัน ก็ต้องโหวตกันอยู่ดี ทำงานแบบนี้ต้องอาศัยเสียงข้างมาก เราไม่เดินประเด็นคนอื่นเขาก็เดิน</p>
<p>อย่างเรื่องมาตรฐานทีวีดิจิทัล จริงๆ มันก็มีหลายแนว แต่ก็ไม่ได้คอขาดบาดตายมาก เพราะมาตรฐานยุโรปจะนอนมาอยู่แล้ว เนื่องจากดีกว่าของที่อื่นมาก แต่ถึงจะอย่างนั้น จีนกับญี่ปุ่นเขาก็พยายามล็อบบี้ขายมาตรฐานตัวเองมาตั้งแต่สมัย กทช. แล้ว ซึ่งขนาดว่ามาตรฐานต่างกันเยอะ แต่เมื่อมีตัวเลือก เราก็ยังต้องถกกัน</p>
<p>เดี๋ยววิทยุก็จะมีอีก เพราะวิทยุยังไม่มีมาตรฐานอาเซียน เราก็ต้องเลือกว่าจะเป็นดิจิทัลในมาตรฐานของอเมริกา อังกฤษ หรือจีน ซึ่งคราวนี้จะยากจริง เพราะยังไม่ค่อยมีใครทำวิทยุดิจิทัล ถ้ามีการล็อบบี้เราก็ต้องชั่งตวงวัดกันเชิงวิชาการจริงๆ ว่ามาตรฐานแบบที่ไหนจะดีกว่ากัน</p>
<p>ต่อไปมันก็จะทุกเรื่อง อย่างมาตรฐานการประมูล การออกกฎต่างๆ พวกนี้บางทีเขียนอะไรให้เอื้อนิดเดียวมันก็เอื้อไปแล้ว ต้องทำกันละเอียดมาก แต่ถ้ามันแฟร์พอแล้วไปเอื้อเราก็ต้องทำใจ แต่ไม่ใช่ไปตั้งใจจะเอื้อแต่แรก ก็ต้องดูรายละเอียดกันอีกที นี่คือความยากของการออกกฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง</p>
<p>ตรงนี้ทำให้พวกคนวงในมีความสำคัญ แต่ถ้าเราคิดในทางกลับกัน ว่าต้องทำให้ทุกอย่างโปร่งใส มันก็ไม่จำเป็นต้องมีเรื่องการเอาข้อมูลจากคนวงใน จะประชุมจะทำอะไรก็แถลงให้ชัดเจนแต่แรก เมื่อก่อนการล้วงเรื่องต่างๆ จากคนวงในมีความสำคัญเพราะมันไม่มีการแถลงอะไร ไม่มีทวิตเตอร์ ไม่มีเว็บไซต์ มันก็ต้องล้วงเพื่อรู้ก่อนว่าฝ่ายนโยบายจะมายังไง บริษัทเอกชนจะได้ไปเตรียมรับมือถูก แต่เดี๋ยวนี้มันรู้ก่อนกันอย่างมากก็ 2-3 วัน ก็ไม่ทันไปทำอะไร</p>
<p><strong>คำถาม:</strong> ทำไม 3G ในไทยถึงเรียบร้อยช้านัก</p>
<p><strong>สุภิญญา:</strong> คือถ้าเป็นระบบอุปถัมภ์อย่างเมื่อก่อน เราก็คงมีไปนานแล้ว แต่แบบนั้นมันไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็ต้องมาทำแบบทุกวันนี้ มี กทช. กสทช. มาดูแล มันก็ช้าเพราะต้องมีกระบวนการให้ครบตามกฎหมายและอาจมีคนฟ้องอีก แต่จำเป็นต้องมีกติกาที่แฟร์ก่อนการประมูล</p>
<h3>อ้างอิง</h3>
<p id="footnote-1">1 วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555 กสทช. แถลงมีมติให้ปรับบริษัท ทรูวิชันส์ จำกัด (มหาชน) วันละสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท โดยเริ่มนับจากวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ฐานขัดคำสั่งทางปกครองที่ออกมาก่อนหน้านี้ เรื่องให้บริษัทดำเนินการให้ผู้ใช้บริการได้รับชมรายการจากสถานีโทรทัศน์ภาคปรกติอย่างต่อเนื่อง</p>
<p id="footnote-2">2 Must Carry Rule คือกฎที่บังคับให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์ต่างๆ ต้องแพร่ภาพการออกอากาศของช่องฟรีทีวีอย่างไม่มีข้อจำกัด เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2555 กสทช. ได้จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป</p>
<p id="footnote-3">3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555 สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้ออกอากาศรายการ Thailand&#8217;s Got Talent (season 2) โดยในช่วงหนึ่งของรายการ ผู้เข้าแข่งขันหญิงท่านหนึ่งแสดงการใช้หน้าอกระบายสีลงไปบนภาพวาด แม้ทางสถานีจะมีการเบลอภาพในส่วนของหน้าอกของผู้เข้าแข่งขัน แต่ก็ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงความเหมาะสมของการเผยแพร่ภาพการแสดงดังกล่าว</p>
<p id="footnote-4">4 ดาวน์โหลด <a href="http://nbtc.go.th/wps/wcm/connect/c201c8804c05172abc6ebe244d875aeb/%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%AF.pdf?MOD=AJPERES&#038;CACHEID=c201c8804c05172abc6ebe244d875aeb">?ร่างประกาศหลักเกณฑ์และระยะเวลาการแจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่และเหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์</a> (สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555)</p>
<p id="footnote-5">5 อ่านรายละเอียดได้ที่ <a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000029988">?สุภิญญา? รับบริษัทสื่อสารรายใหญ่หิ้วไอโฟน 4s แจก กสทช.จริง</a> (สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555)</p>
<p>ท่านที่สนใจภาพรวมคร่าวๆ ของธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียม ลองดูต่อที่ <a href="http://www.siamintelligence.com/gmmz-analysis/">บทวิเคราะห์: GMM Z ท้าชน True Visions ชิงตำแหน่งจ้าวทีวีดาวเทียม</a></p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=GocUusIylWQ:-0n63A9RcS0:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/GocUusIylWQ" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2012/07/talking-with-supinya-2-years-later/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2012/07/talking-with-supinya-2-years-later/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=talking-with-supinya-2-years-later</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/fFTvJxZGrCA/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2012 20:46:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1341</guid>
		<description><![CDATA[การปะทะกันระหว่างความสัมพันธ์แบบ สหาย กับความสัมพันธ์แบบ บ้าน ในละคร น่าจะเป็นความความเข้มข้นที่ละครจับใจคนดูทั่วไปส่วนใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนดูมารับฟังชุดคำอธิบายทางอุดมการณ์ที่อาจชวนหงุดหงิดใจ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1352" class="wp-caption aligncenter" style="width: 543px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home-restage-533x800.jpg" alt="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" title="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" width="533" height="800" class="size-large wp-image-1352" /><p class="wp-caption-text">วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)</p></div>
<p>ในการพูดคุยประเด็นทางการเมืองครั้งหนึ่ง (ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์) เมื่อวงสนทนาเริ่มตึงเครียดและความขัดแย้งในวงได้ทวีความเข้มข้นขึ้น ผู้เข้าร่วมสนทนาหญิงได้ตั้งคำถามที่มีนัยโจมตีผู้ร่วมสนทนาอีกท่าน โดยการอิงเหตุการณ์ในอดีตบางมิติเข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เธอตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้เข้าร่วมสนทนาท่านนั้น ทั้งที่เคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตช่วง 6 ตุลา 2519 มาแล้ว ทำไมจึง <em>ไม่ลุกขึ้นมาดีเฟนด์ศพของเพื่อนๆ</em> (ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ)</p>
<p>การตั้งคำถามของเธอมีประเด็นน่าสนใจ ถ้าเราถือว่าการเมืองในความหมายกว้างๆ ทั่วไปเป็นความสัมพันธ์ระดับสาธารณะ เธอกำลังพร่าขอบเขตนี้ลงไปยังอาณาบริเวณความสัมพันธ์ระดับส่วนบุคคล (<em>การปกป้องเพื่อนพ้อง ความมีน้ำใจ การเจ็บแค้นแทนเพื่อนฝูง</em>)</p>
<p>เช่นเดียวกับในวงเสวนาครั้งหนึ่ง ในช่วงตั้งคำถาม ผู้ฟังท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อวิทยากรหญิง (ที่คนทั่วไปทราบประวัติดีว่าเธอเคยเข้าร่วมต่อสู้ในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ว่าเหตุใด ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ (ซึ่งวิทยากรท่านนั้นออกจากป่ามานานแล้ว) เธอกลับสร้างผลงานบางชิ้น ซึ่งในทรรศนะของผู้ฟังท่านนั้นเห็นว่าเป็นผลงานเพื่อเชิดชูบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของเพื่อนๆ เธอในอดีต</p>
<p>คำตอบของวิทยากรเพิ่มความน่าสนใจต่อการตั้งคำถามลักษณะนี้ยิ่งขึ้น เมื่อเธอได้เล่าถึงอดีตบางด้านในป่า (ที่เธอว่าคนทั่วไปไม่ค่อยทราบนัก) ว่าเธอเองนั่นแหละที่ต้องสูญเสียเพื่อนใกล้ชิดของเธอคนหนึ่งไป <em>เพราะ</em> ผู้นำในป่าขณะที่เธอยังร่วมต่อสู้ในขบวนการอยู่</p>
<p>คำตอบของเธอน่าจะแสดงให้เห็นความยอกย้อนของการตัดสินการกระทำโดยการอิงกับมุมมองจากความสัมพันธ์ระดับบุคคลหรือส่วนตัว โดยเฉพาะการพยายามโยงมันไปยังระดับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือการเมืองในความหมายกว้าง</p>
<p>หากเรามีตาข่ายความสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นบุญคุณความแค้น ความรักชังระหว่างผู้คน ตาข่ายนี้คงซับซ้อนอย่างมากจนอาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะนำมาใช้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องราวระดับการเมืองหรือสาธารณะ</p>
<p>ท่านที่นับถือบางท่านจึงได้ระมัดระวังอย่างยิ่งในการอภิปรายประเด็นสาธารณะ และพยายามแยกขาดกับการยกเหตุผลข้อถกเถียงที่มาจากวิธีมองจากความสัมพันธ์ระดับส่วนตัว</p>
<p><em>แต่เรื่องราวจำพวกนี้สามารถแยกขาดจากกันได้จริงๆ หรือ?</em></p>
<p>คำตอบในละคร <em>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</em> คงเป็นคำตอบว่า <strong>ไม่ได้</strong> อีกทั้งยังอาจทำให้เราเข้าใจได้ว่า เพราะการไม่ทิ้งการมองระดับส่วนตัวของมนุษย์กระมัง ที่ทำให้เราพอจะเข้าใจผู้คนต่างๆ ในช่วงความขัดแย้งระดับอุดมการณ์ได้</p>
<div id="attachment_1351" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home-640x428.jpg" alt="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" title="วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)" width="640" height="428" class="size-large wp-image-1351" /><p class="wp-caption-text">วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)</p></div>
<p>แม้ละคร <em>วันที่สหายพายุกลับบ้าน</em> จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่ช่วงเวลาหลังการประกาศนโยบาย 66/23 (ที่ทำให้กลุ่มผู้จับอาวุธในป่าบางส่วน <em>กลับบ้าน</em>) จนถึงบรรยากาศช่วงก่อนหน้านั้นจากการเล่าเหตุการณ์ย้อนเวลาในละคร แต่คำพูดจากปากตัวละครและความขัดแย้งต่างๆ ในละครเรื่องนี้ ดูจะไม่ได้เน้นไปที่การถกเถียงกันทางอุดมการณ์ทางการเมือง (ในความหมายของความคิดที่กำหนดกรอบในการมองโลก) เท่าไหร่นัก</p>
<p>ความเข้มข้นทางการถกเถียงแง่นี้ในละคร เห็นจะมีเพียงคำพูดจากปากตัวละครหญิงที่ชี้ให้เห็นว่าแม่ของพายุ (ตัวเอกของเรื่อง) กำลังใช้เงินจากเงินเดือนราชการ ซึ่งมีที่มาจากภาษีประชาชน</p>
<p>แต่นอกจากนั้น ดูๆ ไปแล้ว ความขัดแย้งหลักๆ ในละครมาจากการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมที่มีความแตกต่างกันไปเสียมากกว่า ระหว่างความสัมพันธ์แบบ <em>สหาย</em> (สหายคือคนที่ตายแทนกันได้) กับความสัมพันธ์ของ <em>บ้าน</em> (พ่อ แม่ พี่ น้อง)</p>
<p>การปะทะกันระหว่างความสัมพันธ์แบบ <em>สหาย</em> กับความสัมพันธ์แบบ <em>บ้าน</em> นี้เอง ที่น่าจะเป็นความความเข้มข้นที่ละครจับใจคนดูทั่วไปส่วนใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนดูมารับฟังชุดคำอธิบายทางอุดมการณ์ที่อาจชวนหงุดหงิดใจ เราจะพบคำพูดที่คนดูส่วนใหญ่คุ้นชินจากประสบการณ์ชีวิตประจำวัน จนสามารถแทนที่ตัวเองเข้าไปในความขัดแย้งที่คล้ายกับมีการเมืองเป็นพื้นหลังได้ไม่ยากนัก (<em>พวกมันทำเราก่อน</em> <em>พวกมันไม่ยอมหยุด</em> ฯลฯ)</p>
<p>และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญนักที่คนดูบางกลุ่มซึ่งคาดหวังมากกว่านี้ ก็คงมีประเด็นที่ไม่โดนใจจากละครอยู่บ้าง</p>
<p><em>และถ้าเป็นเช่นนั้น ละครเรื่องนี้เลือกจะสนับสนุนความสัมพันธ์แบบใด?</em></p>
<p>ละครเริ่มต้นด้วยเพลงแนวเพื่อชีวิต และจบลงด้วยเพลงลูกกรุง หากเราดูชื่อเรื่อง วันที่ <em>สหาย</em> พายุกลับ <em>บ้าน</em> ก็คงน่าจะพอบอกอะไรได้ บทสรุปของละคร คงไม่ใช่บทสรุปที่ชวนประหลาดใจ และแน่นอนว่าอาจไม่ถูกใจแฟนๆ หลายท่าน</p>
<p>อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ละครคงจะบอกเราได้ก็คือ เรื่องการเมือง แนวคิดอุดมการณ์ ประเด็นสาธารณะ กับเรื่องราวที่เป็นความสัมพันธ์ในแง่ส่วนบุคคลของผู้คน คงไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปสามารถแยกขาดจากกันได้ง่ายนัก และเส้นแบ่งนั้นก็เลือนลางเกินกว่าคนเราจะไม่นำมาปะปนกันในการคิดการพูด ขณะเดียวกันมันก็คงช่วยให้คนส่วนใหญ่พอจะสัมผัสหรือเข้าใจผู้คนที่ต่างอุดมการณ์กันได้บ้างในบางกรณี</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fFTvJxZGrCA:0AqPdSOv6J8:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/fFTvJxZGrCA" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2012/02/the-day-comrade-storm-comes-home/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=the-day-comrade-storm-comes-home</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ปีที่แล้ว 2554</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/UBBnQEJ6kFY/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 18:45:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1308</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้อัพบล็อกมานาน ทบทวนงานที่ทำในปีที่แล้ว 2554 ครับ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้อัพบล็อกมาหลายเดือน ปีนี้คงต้องกลับมาบันทึกอะไรเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว เพราะไปรับปากคนเค้าไว้ด้วยว่าจะหาเวลามาเขียน ก็น่าจะเริ่มต้นที่ช่วงปีใหม่นี้อ่ะนะ &#8211; -&#8221;</p>
<p>ปีที่แล้วได้ใช้เวลาในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกับต้องเข้าสำนักงานแบบคนทั่วไปในบางงานเอาเสียด้วย ส่งผลให้แย่งเวลาในการหาความบันเทิงใจส่วนตัว (แบบที่เคยใช้เวลาส่วนใหญ่ก่อนหน้าไปในทางนี้เสียมาก) ซึ่งผลจากการห่างเหินเพื่อใช้เวลาในสำนักงาน ทำให้ช่วงนึงรู้สึกว่าสภาพจิตใจตกต่ำเอาพอควรเลยทีเดียว</p>
<p>แต่ครั้นลองตรวจสอบยอดเงินในธนาคารดู ก็รู้สึกว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ปฏิเสธได้ยากนั่นแหละ อยากได้เงิน อยากจะใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ ก็คงต้องเลือกแบ่งเวลาและข้อจำกัดเอา</p>
<p>ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่รู้สึกดีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน</p>
<h2>เข้าไปช่วยในบริษัทดิจิตัลเอเยนซี่</h2>
<p>งานที่ต้องเข้าสำนักงานคืองานนี้แหละ คือ <a href='http://samyarn.com/'>บริษัทสามย่าน</a> ที่เค้าเปิดตัวในปีนี้ ถึงแม้จะเข้าไปช่วยแบบห่างๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าทีมเค้าดีนะ คนฝีมือดี เอาการเอางาน ให้ความสำคัญกับกำหนดเวลาและการวางแผนแบบมืออาชีพ</p>
<p>ถึงแม้วิธีคิดหลายๆ อย่างต้องการการทำความเข้าใจกันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นทีมที่มีศักยภาพสูงในสายงานของเค้า</p>
<p>ที่ดีมากคือทำให้มีเงินในบัญชีช่วงปลายปีแบบตกใจเล็กน้อย (เพราะปรกติไม่ค่อยมีเงินเก็บได้เท่าไหร่) ไม่น่าเล่า เพื่อนๆ ที่จบจากที่เรียนด้วยกันมา และมุ่งมั่นจะวิ่งไปในเส้นทางนี้อย่างเต็มกำลัง ถึงได้มีความมั่นคงและออกดอกออกผลในช่วงนี้กันอย่างเต็มที่</p>
<p>ถ้าไม่มีช่วงน้ำท่วมปลายปีอาจสบายกว่านี้เรื่องเงินมากเลย</p>
<h2>ช่วยงานเว็บไซต์สื่อใหม่สองเจ้า</h2>
<p>ถ้ามองว่าหลังจากจบมา ก็ทำงานด้านอินเทอร์เน็ตมาตลอด และบางช่วงก็ไปทำงานด้านไอทีให้องค์กรด้านสื่ออยู่แล้วด้วย ก็น่าจะถือได้ว่างานนี้ตรงความชอบและมีประสบการณ์อยู่พอสมควร ปีนี้ได้เข้าไปช่วยเว็บ <a href='http://www.siamintelligence.com'>สยามอินเทลลิเจนซ์</a> และ <a href='http://www.thaipublica.com'>ไทยพับลิก้า</a> ในช่วงเติบโตของเว็บแรก และช่วงเริ่มต้นตั้งตัวของเว็บหลัง</p>
<p>งานกับสยามอินเทลลิเจนซ์เป็นงานต่อเนื่องจากปีก่อนโน้น (2553) มองย้อนไปในเวลานี้ ช่วงตอนพยายามลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางด้วยกันแบบ DIY นั้น ถือเป็นช่วงน่าตื่นเต้นจริงๆ ตั้งแต่ร่วมกับทีมลองเพื่อลองผลักดันและหาแนวทางของบทความ<a href='http://www.siamintelligence.com/king-naresuan-3-review/'>แบบที่ไม่เคยทำ</a> ไปจนถึงช่วงเลือกตั้งที่<a href='http://www.siamintelligence.com/thai-general-election-2011/'>คนเข้าเว็บแบบถล่มทลายอย่างไม่คาดหมาย</a> (เพราะเวิร์ดเพรซช่วย) จนรวบยอดมาเป็น<a href='http://www.siamintelligence.com/letter-to-democrat-party/'>บทความหลังเลือกตั้ง</a>ที่ออกมาแบบถูกที่ถูกจังหวะ ส่งผลกระทบในวงกว้างกว่าที่คาดเอาไว้</p>
<p>เป็นช่วงสนุกสนานจริงๆ เวลาเห็นอะไรมันเข้าเป้า (แบบกึ่งโชคดึ่งฝีมืออ่ะนะ)</p>
<p>ส่วนของไทยพับลิก้านั้นไปช่วยด้านเทคนิคอย่างเดียว เพราะที่นี่เป็นอีกแนวทางนึง จากสายพี่นักข่าวที่มาจากสื่อมวลชนตามระบบ (สื่อสิ่งพิมพ์) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานและต้นทุนทางสังคมพรักพร้อมแล้ว ครั้นเปลี่ยนมาเป็นข่าวบนเว็บ วิธีคิด ทรัพยากร และแนวทางของเค้านั้นก็ยังชัดเจน</p>
<p>การช่วยที่ไทยพับลิก้าทำให้ได้โอกาสได้ไปดูงานที่มาเลเซียกับพี่นักข่าว และต้องยอมรับนับถือฝีมือและความกล้าของสำนักข่าวมาเลเซีย <a href='http://malaysiakini.com'>Malaysiakini</a> เค้า</p>
<div id="attachment_1314" class="wp-caption aligncenter" style="width: 550px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/253647_10150201473534499_716684498_7185554_6660176_n.jpeg" alt="คุณเปรม มาเลเซียกินี่" title="คุณเปรม มาเลเซียกินี่" width="540" height="720" class="size-full wp-image-1314" /><p class="wp-caption-text">คุณเปรม มาเลเซียกินี่</p></div>
<h2>จัดงานเสวนา</h2>
<p>เนื่องจากได้ไปแวะเวียนเยี่ยมชมตามงานเสวนาที่โน่นที่นี่หลายที่อยู่เหมือนกัน เมื่อมีโอกาสทำงานกับ<a href='http://thainetizen.org'>ไทย เน็ตติเซ่น</a>และสยามอินเทลลิเจนซ์ เลยลองเสนอจัด<a href='http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307357742'>งานเสวนา</a>ให้เค้าดูบ้าง ซึ่งแต่แรกนึกว่าแค่เสนอความคิดไปก็คงพอ ไปๆ มาๆ ต้องลงมาลุยเอง เหนื่อยดีแท้</p>
<p>แต่คิดว่างานออกมาน่าพอใจนะ คนมาร่วมฟังก็เยอะ ได้รู้ได้ฟังคนเก่งๆ หลายคนเหมือนกัน</p>
<div id="attachment_1313" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/243577_10150194431404499_716684498_7110003_7423780_o-640x480.jpg" alt="งานเสวนาที่ร้านก็องดิด" title="งานเสวนาที่ร้านก็องดิด" width="640" height="480" class="size-large wp-image-1313" /><p class="wp-caption-text">งานเสวนาที่ร้านก็องดิด</p></div>
<p>น่าเสียดายที่ช่วงต่อมา ด้วยความจำกัดด้านเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสมาสานต่อ ทั้งในแง่ความคิดหรือด้านความสัมพันธ์กับคนที่ได้รู้จักกันเพราะงานนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็น่าประทับใจ</p>
<p>ก็เป็นไปได้ตามข้อจำกัดล่ะนะ</p>
<h2>ลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับศิลปะคอร์สแรก</h2>
<p>เพราะได้เงินจากการทำงานในสำนักงานมากช่วงต้นปี (เมื่อเปรียบช่วงก่อน) ช่วงปลายปีเลยไปลงเรียน <a href='http://www.facebook.com/events/166288393450961/'>วิชาเกี่ยวกับศิลปะ</a> ดู</p>
<p>ก็เพิ่งจะรู้ว่าเค้ามีหลักวิชาทางปรัชญากันแบบเป็นระบบอ่ะนะ รู้ได้เลยว่าที่ผ่านมาซึ่งไม่เคยเรียนอะไรพวกนี้นี่เป็นการคิดแบบมั่วมางูๆ ปลาๆ ตลอดมาแน่ๆ</p>
<p>งานนี้น่าจะป็นความประทับใจสูงสุดในรอบปีเลย เวลาเรียนกับคนเก่งๆ มันช่วยอะไรได้มากกว่าการทู่ซี้อ่านเอาเองเยอะมาก คอร์สนี้ทดแทนการห่างเหินจากการหาความบันเทิงใจในช่วงต้นถึงกลางปีได้เลย หลังจากนี้ เวลาดูหนังฟังเพลง หรือได้เห็นได้ฟังสิ่งที่ผ่านหูผ่านตา จะไม่สามารถมองหรือรับรู้อะไรแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว และการเขียนถึงหนังที่ได้ดู ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เท่าไหร่แล้วเช่นกัน &#8211; -&#8221;</p>
<p>และส่งผลต่อเนื่อง อารมณ์ค้างไปถึงข้อถัดไป</p>
<h2>น้ำท่วม ไปเชียงใหม่ ตะลุยฟังเสวนา</h2>
<p>ช่วงที่คนกรุงเทพฯ ตื่นตระหนกกับข่าวน้ำท่วม และลุ้นกันอย่างถึงอารมณ์ว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม ช่วงนั้นได้โอกาสไปช่วยเค้าทำเว็บให้ร้านหนังสือ <a href='www.bookrepublic.org'>Book Re:public</a> ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านหนังสือของกลุ่มปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวกลุ่มนึงเค้ามารวมกันเปิดพื้นที่จัดงานเสวนาให้นักวิชาการท่านต่างๆ รวมทั้งจัดเป็นร้านขายหนังสือด้วย ครั้นได้ฤกษ์เปิดตัว จึงได้ไปเชียงใหม่ฟังงานเสวนาที่เขาจัด</p>
<p>แผนเดิมคืออยากจะหลบความโกลาหลและพลังด้านลบของคนกรุงเทพที่ปลดปล่อยกันออกมาอย่างสยดสยอง ยังนึกในใจว่าหากน้ำท่วมก็ถือโอกาสเที่ยวเชียงใหม่ไปด้วยในตัวก็น่าจะดี</p>
<p>แล้วบ้านก็น้ำท่วมจริงๆ ไม่ใช่ท่วมธรรมดา แต่ท่วมหนัก (แถมนานเกินกว่าคิดไว้มาก) ทุกอย่างจึงโกลาหลตามประสา</p>
<p>แต่นอกไปจากความโกลาหลจากที่บ้านแล้ว การมาอยู่เชียงใหม่ช่วงนั้นน่าประทับใจจริงๆ มีทั้งที่ทำงานแบบชิลชิล มีงานเสวนาความรู้ชวนฟัง มีร้านหมูสะเต๊ะที่น้องคนขายสวยยังกะนางฟ้า และอากาศก็ดีมากๆ</p>
<p>เมื่อถึงคราต้องกลับมากรุงเทพ ด้วยความที่อินกับบรรยากาศ และเพิ่งผ่านคอร์สเรียนแนววิธิคิดด้านศิลปะ จึงยังติดพัน พยายามไปฟังงานเสวนาที่เชียงใหม่เกือบทุกอาทิตย์ <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>คนจัดเค้าเก่งมากจริงๆ งานเสวนาที่เคยจัดเองแค่สองงานที่เล่าถึงข้างต้น เสร็จงานแล้วประทับใจแค่ไหนก็ยังเหนื่อยเกินกว่าที่จะอยากเข้าไปยุ่งหรือผลักดันงานอื่นต่อ แต่ร้านนี้เค้าจัดกันเกือบทุกสัปดาห์ ไม่ทราบว่าเอาพลังมาจากไหนเหมือนกัน</p>
<div id="attachment_1312" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2012/01/328289_10150360882404499_716684498_8383245_1745090475_o-640x359.jpg" alt="บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก" title="บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก" width="640" height="359" class="size-large wp-image-1312" /><p class="wp-caption-text">บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก</p></div>
<p>แต่แน่นอน ด้วยความชิล และเค้าก็ยุ่งกันมาก เว็บเลยไม่เสร็จซะที &#8211; -&#8221;</p>
<h2>สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน</h2>
<p>หวังว่าคงได้พบกันได้บ่อยกว่าเดิม</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=UBBnQEJ6kFY:KCOTKSDin-Y:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/UBBnQEJ6kFY" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2012/01/looking-back-2011/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=looking-back-2011</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/pBT2GBOpD9A/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Mar 2011 21:03:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1235</guid>
		<description><![CDATA[นิทรรศการไม่ได้อำพรางความหมายการเชื่อมโยงปัจจุบันและอดึตของบางเหตุการณ์ในกรุงเทพ ภาพกิจกรรมประจำวันที่ดูแสนสามัญธรรมดา อาทิภาพเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติงาน มวลชนที่มาชุมนุมกันในสนามกีฬา ผู้คนระเบิดอารมณ์ระหว่างเชียร์มวย ภาพเหล่านี้ อารมณ์เหล่านี้ ในบางจังหวะและบริบท สามารถปะทุขึ้นมาจนเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายทางการเมืองที่เราๆ ท่านๆ เคยได้อ่านหรือฟังมา นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงตัวดำรงอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ในภาพชีวิตประจำวันที่แสนปรกติคุ้นเคย]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1243" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/03/170678_188319071187041_179574168728198_590748_3372733_o-640x179.jpg" alt="A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ" title="a-ripe-volcano" width="640" height="179" class="size-large wp-image-1243" /><p class="wp-caption-text">A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</p></div>
<blockquote><p>A RIPE VOLCANO คือภาพอุปมากรุงเทพมหานคร ยามกลายเป็นสถานที่แห่งการระเบิดทางอารมณ์ ผ่านการจำลองสังเวียนแห่งการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและมโนคติ ด้วยการย้อนไปเยือนโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในบริบทซึ่งเคยเป็นสถานที่บูชายัญของอำนาจเผด็จการ และสนามมวยราชดำเนิน ในส่วนเสี้ยวเวลาของการเผชิญกับนักล่าดึกดำบรรพ์ สัตว์ป่าในร่างของมนุษย์ แววตาที่หิวกระหาย และรสหวานล้ำของโลหิตแดงฉานจากกายของผู้พลาดพลั้งใจกลากรุงเทพมหานคร จึงดูจะไม่ต่างจากป่าดงพงไพรมืดทึบของกาลเวลา มันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวที่มิเคยได้รับการเยียวยาและพลังอำนาจที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ปะทุปะทั่งความกราดเกรี้ยวเดือดดาลของมันอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p><em>คำอธิบายงาน A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ</em>
</p></blockquote>
<p>งาน <em>A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ)</em> เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของ <em>ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์</em> (วีดีโอ) และ <em>ยาสุฮิโร่ โมรินากะ</em> (เสียง) ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ งานชุดนี้จัดแสดงในห้องมืดพื้นที่กว้างขวาง ทำให้อารมณ์ขณะดูมีส่วนคล้ายคลึงการดูหนังไม่น้อย แต่การจัดฉายเป็นจอคู่แสดงภาพร้อมๆ กันไป และสถานที่จัดก็เอื้อต่องานด้านเสียงได้ดีมาก</p>
<p>จากคำอธิบายตัวงานข้างต้น น่าจะช่วยแนะแนวทางได้บ้าง ผมจำรายละเอียดและลำดับของภาพคู่ทุกภาพไม่ได้นะครับ เท่าที่จำได้ ภาพในจอด้านขวาและด้านซ้ายจะบันทึกเหตุการณ์สถานที่เดียวกัน และหลายๆ ภาพก็น่าจะเป็นเวลาเดียวกันด้วย ส่วนบางภาพอาจจะเป็นคนละเวลา แต่ก็จะมีความเชื่อมโยงทางเหตุการณ์ในเชิงคล้ายคลึงกันอยู่ ภาพที่แสดงในจอทั้งคู่มีส่วนล้อกันทั้งระยะภาพและมุมมองไปตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<p>ผมชอบการไหลของอารมณ์และความหมายภาพในช่วงต่างๆ มากครับ จากตอนเริ่มต้นที่เป็นเพียงภาพไอจาก <em>ภูเขาไฟ</em> ค่อยๆ แปรมาเป็นภาพสถานที่ใน <em>โรงแรม</em> ที่ดูนิ่งเนิบ หากแต่มีเงาเคลื่อนแฝงอยู่ที่พื้นหลังเป็นระยะๆ</p>
<p>จากเงาเคลื่อนไหวค่อยกลายมาเป็นภาพจับต้องได้ขององคาพยพมนุษย์ และเริ่มเคลื่อนไหวแบบจะแจ้งขึ้นจนเป็นกิจกรรมของมนุษย์ ต่อเนื่องไปสู่การปะทุทางอารมณ์ใน <em>สนามมวย</em> และทวีความน่าตื่นตาขึ้นเมื่อภาพกลายไปเป็นคลื่นมหาชนใน <em>สนามกีฬา</em></p>
<p>ในท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวนี้คงอยู่ แต่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของมนุษย์อีกแล้ว แต่เปลี่ยนรูปเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะทำงานของวัตถุเครื่องมือ ภาพสุดท้ายเป็นภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ <em>บันทึกความทรงจำ</em></p>
<p>งานด้านเสียงก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ บางครั้งคล้ายเสียงธรรมชาติ แต่ส่วนมากเป็นเสียงสังเคราะห์ขึ้น</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือสถานที่ในช่วงแรกนั้น ดูจะระบุได้ไม่ยาก (อย่างน้อยก็ตามคำอธิบายนิทรรศการว่าคือ <em>โรงแรมรัตนโกสินทร์</em> และ <em>สนามมวยราชดำเนิน</em>) แต่ในภาพช่วงท้าย ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสถานที่สาธารณะที่รู้จักกันดี ซึ่งนิทรรศการก็ไม่ได้บอกไว้</p>
<p>นิทรรศการไม่ได้อำพรางความหมายการเชื่อมโยงปัจจุบันและอดึตของบางเหตุการณ์ในกรุงเทพ ภาพกิจกรรมประจำวันที่ดูแสนสามัญธรรมดา อาทิภาพเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติงาน มวลชนที่มาชุมนุมกันในสนามกีฬา ผู้คนระเบิดอารมณ์ระหว่างเชียร์มวย ภาพเหล่านี้ อารมณ์เหล่านี้ ในบางจังหวะและบริบท สามารถปะทุขึ้นมาจนเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายทางการเมืองที่เราๆ ท่านๆ เคยได้อ่านหรือฟังมา</p>
<p>นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงตัวดำรงอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ในภาพชีวิตประจำวันที่แสนปรกติคุ้นเคย</p>
<p>ในสมัยหลังจากช่วงความชุลมุนวุ่นวายทางการเมืองของกรุงเทพปีหลังๆ นี้ นิทรรศการนี้น่าสนใจมากนะครับ</p>
<blockquote><p>งาน <a href="http://www.facebook.com/ripevolcano?v=info">A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ)</a> เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของ<em>ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์</em> (วีดีโอ) และ <em>ยาสุฮิโร่ โมรินากะ</em> (เสียง) จัดแสดงตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2554 ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</p></blockquote>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=pBT2GBOpD9A:qdgFvfJiARs:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/pBT2GBOpD9A" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/03/a-ripe-volcano/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=a-ripe-volcano</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>Blue Valentine ความลวงของอารมณ์รัก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/K5twAnWRofM/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2011 13:57:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1184</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1190" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/02/Blue_Valentine_01.jpg" alt="" title="blue-valentine" width="640" height="426" class="size-full wp-image-1190" /><p class="wp-caption-text">Blue Valentine ภาพยามคู่รักยังหวานชื่น</p></div>
<p>หนังเรื่องนี้เพื่อนๆ ที่นับถือกล่าวขวัญถึงกันมาก และโด่งดังในเทศกาลหนังระดับนานาชาติเอาเลยทีเดียว แม้ความโด่งดังส่วนหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจคนดูบางกลุ่มอาจจะมาจากฉากเพศสัมพันธ์ที่โจ่งแจ้ง และประเด็นเรื่องเรทหนังที่ออกจะอื้อฉาว แต่ตัวหนังเองมีเรื่องราวน่าสนใจมากอยู่ในตัว</p>
<p>หนังเอ็กซเรย์ <em>อารมณ์รัก</em> และ <em>การดำเนินไปของความสัมพันธ์</em> ได้อย่างน่าทึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกเร้ารึงอ่อนโยนยามหวาน และความชืดชาแหนงหน่ายยามจืดจาง โดยไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยดูแคลนแม้แต่น้อย</p>
<p>ขณะที่หนังบางเรื่องที่สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ มีท่าทีสั่งสอนผู้คนหรือเย้ยหยันแกมขบขันยามคู่รักจีบกัน บ้างก็ว่าเลื่อนลอย หรือดูจอมปลอม ครั้นพอถึงช่วงชืดชาต่อกัน ก็ว่านี่แหละโฉมหน้าที่แท้จริงของความรักหรือชีวิตคู่</p>
<p>แต่ Blue Valentine กลับไม่มีท่าทีเยอะเย้ยเช่นนั้น ในตอนหวานกัน เราจะสัมผัสแง่มุมอ่อนโยนน่ารักได้ <em>จริงๆ</em> ครั้นพอชืดชา ก็ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมดชวนใจหาย <em>จริงๆ</em></p>
<p>พระเอกนางเอกไม่ได้ละเลยต่อกัน หรือเบื่อหน่ายจนคร้านที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาใจใส่ ตรงกันข้าม ทั้งคู่พยายามเต็มที่แล้วที่จะรักษาประคับประคองความสัมพันธ์ให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งการเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ สามีที่ให้เวลาและเป็นพ่อที่ดี</p>
<p>ในจุดที่เกือบเข้่าสู่วิกฤตของความสัมพันธ์ หนุ่มสาวพยามยามต่ออายุชีวิตคู่ของตนด้วยการหาเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน และไปลงเอยที่โมเต็ลแห่งหนึ่ง ทั้งสองพยายามนำเพลงที่มีความหมายครั้งก่อน ที่เคยเป็นความหลังบันดาลใจ กลับมาใช้เพื่อดึงเอาโมงยามช่วงอ่อนหวานกลับคืนมา แต่ก็ปราศจากผล ราวกับบางสิ่งบางอย่างมันสูญไปแล้ว หรือหล่นหายไประหว่างทาง ไม่ว่าทั้งคู่จะชะแง้หาความอ่อนโยนที่หายไปนั้นอย่างไร จะอาศัยของที่ระลึกจากความทรงจำแสนหวาน เงาอันสวยงามจากอดีตก็ไม่สามารถประคองความว่างเปล่าในปัจจุบันให้ผ่านไปได้ ไม่ว่าจะทางบทเพลงหรือเพศสัมพันธ์ก็แล้วแต่</p>
<p>ถ้าเช่นนั้น ปัญหาความสัมพันธ์คู่นี้มีที่มาจากไหน?</p>
<blockquote><p>How do you trust your feelings when they can just disappear like that</p></blockquote>
<p>หนังได้แย้มปูมหลังของพระเอกนางเอกว่าต่างก็มาจากครอบครัวที่มีปัญหา นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังต่างกันทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิตและสังคม แต่ปัญหาใจกลางหลัก น่าจะเป็นการสับสนและทึกทักเอาว่า <em>อารมณ์รัก</em> และ <em>ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์</em> เป็นสิ่งเดียวกัน</p>
<p>หนังตัดสลับประกอบเรื่องราวทั้งสองช่วงเวลายามแรกรักและยามปัญหา ให้ภาพเชิงเปรียบเทียบเพื่อเล่าเรื่องและนำพาอารมณ์พระเอกนางเอกมาให้เห็นแง่มุมตลอดทั้งเรื่อง ในคำพูดของตัวละครที่แย้มออกมาเป็นระยะๆ เราจะพบกับคำพูดที่น่าสนใจ เช่นของพระเอก ตอนก่อนจะได้พบนางเอก และคุยกับเพื่อนเรื่องความรัก</p>
<blockquote><p>I feel like men are more romantic than women. When we get married we marry, like, one girl, &#8217;cause we&#8217;re resistant the whole way until we meet one girl and we think I&#8217;d be an idiot if I didn&#8217;t marry this girl she&#8217;s so great. But it seems like girls get to a place where they just kinda pick the best option&#8230; &#8216;Oh he&#8217;s got a good job.&#8217; I mean they spend their whole life looking for Prince Charming and then they marry the guy who&#8217;s got a good job and is gonna stick around. </p></blockquote>
<p>ในคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าในทรรศนะของพระเอกดูมีความสับสนอยู่ในทีระหว่าง <em>ความโรแมนติค</em> <em>การแต่งงาน</em> และ <em>ชีวิตการงานดี</em></p>
<p>กับอีกตอนหนึ่งที่แสนชัดเจน ในช่วงความสัมพันธ์ของเขากับนางเอกเริ่มมีปัญหากันแล้ว</p>
<blockquote><p>I didn&#8217;t want to be somebody&#8217;s husband and I didn&#8217;t want to be somebody&#8217;s dad, that wasn&#8217;t my goal in life. But somehow it was. I work so I can do that.
</p></blockquote>
<p>อารมณ์รักที่พวยพุ่งและโหยหากันจนมิอาจแยกจากได้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และการเติมความหวานด้วยอารมณ์รักท่วมท้นล้นปรี่ก็สามารถช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ผ่านเรื่องราวอุปสรรคนานาในเบื้องแรกมาได้ แต่อามรณ์รักที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมมีวันเหือดหายมอดลง ในช่วงที่มันดับลงแล้ว ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์นั้นเองที่จะรับช่วงต่อเพื่อให้คู่รักดำเนินต่อไปได้</p>
<p>ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต</p>
<p>หนังเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากกว่าการพยายามเล่าเรื่องหรือการสร้างความเข้มข้นด้วยบทสนทนา และทำได้น่าตื่นเต้น ในแต่ละฉาก แต่ละตอนส่งผ่านอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วขณะทั้งสุขทั้งเศร้า แฝงไว้ทั้งความมุ่งหวังลึกๆ และความใฝ่ฝันของตัวละครได้อย่างดี</p>
<p>ลองดูฉากน่ารักที่แสดงความหวานชื่นยามแรกรักของทั้งคู่ได้ในคลิปนี้ของ youtube ครับ</p>
<p><span class='embed-youtube' style='text-align:center; display: block;'><iframe class='youtube-player' type='text/html' width='650' height='396' src='http://www.youtube.com/embed/QDZZACxB1tg?version=3&#038;rel=1&#038;fs=1&#038;showsearch=0&#038;showinfo=1&#038;iv_load_policy=1&#038;wmode=transparent' frameborder='0'></iframe></span></p>
<p>หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=K5twAnWRofM:RZtplIrJ0Do:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/K5twAnWRofM" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/02/blue-valentine/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=blue-valentine</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/nNFpP-0AJD8/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Feb 2011 14:15:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1170</guid>
		<description><![CDATA[ธรรมดาแล้วลูกชายจะเป็นผู้ฝังศพพ่อ แต่สงครามทำให้พ่อต้องฝังศพลูกชาย.. สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และทำสงครามเพื่อสันติภาพ สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม สันติภาพคือสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ คือความสงบ คือความวางใจ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยอ่านจดหมายฉบับนึงจากผู้รักวรรณกรรม เขียนเล่าความประทับใจต่อรายการโทรทัศน์ในอิตาลีที่โรแบร์โต เบนีญญีเป็นผู้ดำเนินรายการเดี่ยว ซึ่งในรายการได้พูดถึงบทกวีของดันเต้ เขียนส่งมาถึงสนามหลวง</p>
<p>ผมชอบจดหมายฉบับนี้มาก และตอนนี้ยิ่งนึกถึง คิดว่าเข้ากับบรรยากาศดีจังครับ</p>
<p><em>(ตัดแปะจากคอลัมน์ &#8220;สิงห์สนามหลวง&#8221; หลายปีก่อนครับ)</em></p>
<div id="attachment_1173" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2011/02/Henry_Holiday_-_First_Meeting_Of_Dante_and_Beatrice-640x443.jpg" alt="" title="Henry_Holiday_-_First_Meeting_Of_Dante_and_Beatrice" width="640" height="443" class="size-large wp-image-1173" /><p class="wp-caption-text">Henry Holiday - First Meeting of Dante and Beatrice (ที่มา: วิกิพีเดีย)</p></div>
<p><strong>นันธวรรณ์ : อิตาลี</strong></p>
<p><strong>ถ</strong> &#8211; จากแดนไกล ถึง สิงห์สนามหลวง </p>
<p>จดหมายฉบับนี้ไม่มีคำถาม เพียงอยากเล่าเรื่องสู่กันฟัง (สิงห์ฯอ่านนิยายเรื่อง <em>Vivir para Contarla</em> หรือ <em>อยู่เพื่อเล่า</em> ของ <em>Marquez</em> หรือยัง เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในอิตาลีตอนนี้) </p>
<p>เมื่อค่ำวานนี้ <em>RAI UNO</em> ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของรัฐบาลอิตาลีได้ถ่ายทอดรายการพิเศษ ชื่อ <em>L&#8217;ultimo del paradiso</em> หรือ<em> เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์</em> เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ที่พิเศษคือรายการนี้ดำเนินรายการ (หรือจะเรียกว่า &#8216;ฉายเดี่ยว&#8217; ก็ได้ ) โดย <em>Roberto Benigni</em> นักแสดงตลกผู้สร้างและแสดงหนังเรื่อง <em>La vita e bella (Life is beautiful)</em> และ <em>Pinocchio</em> รายการ เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์ นี้กินเวลาสองชั่วโมงเต็ม และที่สำคัญ <em>ไม่มีโฆษณา</em> </p>
<p>ในรายการ เบนีญญีจะมาพูดถึงตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของกวีนิพนธ์<em> La divina commedia</em> หรือ <em>The Divine Comedy</em> ของ <em>Dante Alighieri</em> ( Firenze 1265-Ravenna 1321) กวีเอกชาวฟลอเรนซ์และบิดาแห่งภาษาอิตาลี ด้วยว่าภาพลักษณ์ของเบนีญญีคือนักแสดงตลก ไม่ใช่กวี บรรยากาศของรายการจึงแตกต่างจากงานอ่านบทกวีโดยทั่วไป เปิดฉากด้วยวงออร์เคสตราบรรเลงเพลงมาร์ชครึกครื้น เบนีญญีสืบเท้าตามจังหวะเพลงออกมาหน้าเวที กล่าวทักทายและขอบคุณผู้ชม มีความตอนหนึ่งว่า </p>
<blockquote><p>วันนี้จะได้อ่านสิ่งที่สวยงามที่สุดที่เคยรู้จัก เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์ผู้หนึ่งได้ให้เรามาเป็นของขวัญ ควรที่เราจะรักกวีผู้นี้ กวีสอนให้เรารัก สอนให้เราพูด สอนให้เราแสดงความรู้สึก ทำให้โลกไม่เหมือนโลกใบเดิม กวีมองโลกเช่นชายหนุ่มมองหญิงสาว.. กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะมีความหมายหรือว่างเปล่า.. หากว่านักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น.. </p></blockquote>
<p>ครึ่งชั่วโมงแรกของรายการเป็นการหยอกล้อนักการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมุมมองของมุขตลกอันหลักแหลม เบนีญญีเรียกเสียงฮา เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือได้อย่างเกรียวกราว </p>
<p>หลังจากคั่นรายการด้วยการร้องเพลงร่วมกับเด็กๆ ประกอบดนตรีที่บรรเลงสดโดยวงออร์เคสตรา ซึ่งตั้งวงบนเวที เบนีญญีจะเริ่มอ่านบทกวีของดันเต แต่แล้วเขาก็วกเข้าเรื่องสงคราม และได้กล่าวความตอนหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ </p>
<blockquote><p>สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก ประการแรก ธรรมดาแล้วลูกชายจะเป็นผู้ฝังศพพ่อ แต่สงครามทำให้พ่อต้องฝังศพลูกชาย.. สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และทำสงครามเพื่อสันติภาพ สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม สันติภาพคือสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ คือความสงบ คือความวางใจ..</p></blockquote>
<p>เริ่มเข้าสู่ตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของ <em>La divina commedia</em> ซึ่งเป็นตอนที่ดันเตได้พบพระเจ้า เบนีญญีก็เกริ่นว่า </p>
<blockquote><p>การพูดถึงพระเจ้าคือการเป็นพระเจ้า ดันเตพูดถึงพระเจ้า เพราะฉะนั้นดันเตคือพระเจ้า เมื่อสิ่งที่ดันเตพูดนั้นสัมผัสและกระทบหัวใจของเรา เราก็คือพระเจ้า พระเจ้าคือเรา.. ความงามของบทกวีไม่ได้อยู่ในตัวผู้ประพันธ์ แต่อยู่ในตัวเราผู้ได้ยิน ฉะนั้นพระเจ้าจึงอยู่ในตัวเรา และเราคือกวี..
</p></blockquote>
<p>เบนีญญีอ่านและตีความ <em>La divina commedia</em> อย่างดื่มด่ำ ทั้งที่งานประพันธ์ชิ้นนี้เขียนด้วยภาษาโบราณ ยากยิ่งนักที่เราๆ ท่านๆ โดยทั่วไปจะอ่านแล้วเข้าใจ สุดท้ายเมื่อตีความให้ผู้ชมฟังจนเสร็จสิ้น เขาก็ร่ายปากเปล่าทั้งหมดอย่างเคลิบเคลิ้ม ที่เคยได้ยินมาว่าโรแบร์โต เบนีญญีจำ <em>La divina commedia</em> ได้จนขึ้นใจนั้น ได้เห็นของจริงก็คราวนี้เอง ผู้คนในห้องส่งลุกขึ้นปรบมือดังสนั่น แต่เขาดูจะอิ่มเอิบกับบทกวีมากกว่ากับเสียงปรบมือ เขาเชิญ Maestro ผู้ประพันธ์ดนตรีสำหรับงานนี้ขึ้นมาเล่นเปียโนให้เขาร้องเพลงคลอ เป็นบทเพลงรักที่ลึกซึ้งกินใจ วรรคสุดท้ายของบทเพลงกล่าวว่า </p>
<blockquote><p>Nell&#8217;amor le parole non contano, conta la musica.. </p>
<p>สำหรับความรัก คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือดนตรี..
</p></blockquote>
<p>ช่างเป็นการจบที่ประทับและตรึงใจนัก </p>
<p><strong>ต</strong> &#8211; ลัดคิวเอาจดหมายของคุณลงก่อน เพราะมีคำกล่าวของเบนิญญีเนื่องในวาระปีใหม่ น่าจะเตือนสติไปถึงมันผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาใด ที่ชอบเห็นว่า สงครามเป็นเรื่องสวยงาม ผมเห็นด้วยกับคำเตือนสติของเบนิญญี และมนุษยชาติทั้งปวงก็คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของเขาที่บอกว่า &#8216;สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก&#8217; &#8216;สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำสงครามเพื่อสันติภาพ&#8217; &#8216;สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม&#8217; ถ้อยคำเหล่านี้ตรงใจและถูกใจผมมาก นักแสดงตลกก็สามารถมีอะไรมากกว่าการเป็น &#8216;นักแสดงตลก&#8217; ได้เสมอ &#8211; ถ้าหากเขามีกึ๊นส์พอ ตัวอย่างแบบนี้ ชาลี แชปปลินเคยทำมาก่อน และภาพลักษณ์ของเบนิญญีก็น่าจะเป็นทำนองนั้น แม้ผมจะไม่ค่อยถึงใจกับหนังเรื่อง <em>Life is beautiful</em> ของเขานัก แต่เขาก็คงจะเป็นขวัญใจของคนอิตาลีอย่างที่คุณว่ามาจริงๆ ดังนั้น ผมจึงอยากเห็น โน้ต อุดม เป็นได้ถึงเช่นนั้นเข้าสักวัน ส่วนการเป็นตลกแบบของ แอ๊ด คาราบาว นั้น ผมรู้สึกว่าพอแล้ว! </p>
<p>โปสการ์ดภาพจิตรกรรมชื่อ <em>The Meeting of Dante with Beatrice</em> ที่ส่งมาให้ดูนั้น ผมเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่จำไม่ได้ว่าจิตรกรผู้วาดเป็นใคร ดูภาพสีน้ำมันภาพนี้แล้วทำให้นึกจินตนาการไปถึงวันที่ Dante กวีหนุ่มได้พบรักอมตะกับสาวงามนาม Beatrice และ ณ ตรงนั้นกระมังที่ &#8216;บทกวี&#8217; ได้บังเกิดเกิดขึ้น เป็นถ้อย เป็นคำ เป็นมนตรา เป็นยาวิเศษทางจิตวิญญาณที่สอนมนุษย์ให้รู้จักอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักมองโลกด้วยสายตาที่เห็นว่าสวยงาม และคำว่า &#8216;ความงาม&#8217; นั้น เป็นเรื่องตรงข้ามกับคำว่า &#8216;สงคราม&#8217; อย่างสิ้นเชิง </p>
<p>ดังนั้น ที่เบนิญญีกล่าวไว้จึงเป็นจริง </p>
<blockquote><p>..กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี </p>
<p>ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า </p>
<p>ไม่ว่าจะดีหรือร้าย.. </p>
<p>หากนักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น..</p></blockquote>
<p>นักการเมืองไทยอ่านบทกวีกันบ้างหรือเปล่า เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูล และไม่เคยมีใครทำโพลล์! </p>
<p>นวนิยายเรื่องใหม่ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เก๊ซ ที่ให้ชื่อมานั้น ผมยังไม่เคยเห็น ไม่ทราบว่ามีแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง </p>
<p>เมื่อจบจดหมายฉบับนี้ ผมภาวนาขอให้โลกใบเดียวของเรายังอยู่รอดปลอดภัย แม้เมืองฟลอเร้นซ์ กับทุ่งรังสิตจะห่างไกลกัน แต่ผมก็ขอให้พระเจ้าจงอยู่ในตัวเราทุกคน และให้เราทุกคนเป็นกวี เพื่อจะได้ยินเสียงกระทบใจที่ดังอยู่ภายในพร้อมๆ กัน </p>
<blockquote><p>คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ </p>
<p>สิ่งสำคัญคือดนตรี</p></blockquote>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=nNFpP-0AJD8:OzhrLoP5X-w:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/nNFpP-0AJD8" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2011/02/war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=war-is-the-most-unnatural-thing-in-the-world</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูตภาค 1</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/wwyiVCRcteI/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 13:25:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1127</guid>
		<description><![CDATA[หนังแฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อนเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายโดยแบ่งเป็นสองภาค แต่ละฉาก แต่ละซีนในหนัง ทั้งสวยเนียนและละเอียดประณีต เหนือชั้นกว่ามาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดทั่วไปมาก ภาพที่ออกมาดูจางๆ เสริมอารมณ์ค่อนไปทางนิ่งเนิบของตัวเรื่องในหนังสือได้ดี แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายที่เดินทางไปสู่ความเติบโต เป็นความสำเร็จของหนังสือและของหนังจริงๆ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1137" class="wp-caption alignnone" style="width: 434px"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-book-cover.jpg" alt="" title="harry-potter-and-the-deathly-hallows-book-cover" width="424" height="640" class="size-full wp-image-1137" /><p class="wp-caption-text">ปกหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูต</p></div>
<p>หนังแฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อนเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว โดยหนังตอนสุดท้ายนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค ผมไม่ได้ติดตามข่าวบันเทิงใกล้ชิดนัก เมื่อแรกที่ทราบว่าหนังตอนสุดท้ายปรากฏออกมาในรูปแบบนี้ ก็คิดไปในทางลบไว้ก่อนว่าสงสัยจะเพื่อเพิ่มพลังทางการขายของ แต่เมื่อดูหนังจบไปแล้ว คิดว่าผู้สร้างตัดสินใจถูกจริงๆ ที่เลือกแนวทางนี้</p>
<p>ในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคผ่านๆ มา เมื่อได้ดูทีไร จะรู้สึกว่าหนังดูประดักประเดิดชอบกล อาจเพราะในหนังสือเอง มีทั้งส่วนประกอบของเรื่องเล่าที่ร้อยเรียงออกมาสลับซับซ้อน แต่รอบคอบถ้วนถี่ ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนจินตนาการของเวทย์มนตร์คาถา พ่อมด แม่มด และสัตว์ประหลาดตามปรัมปราคติฝรั่ง ผสมผสานไปกับวิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในยุคสมัยใหม่ อันเป็นจุดขายที่หนังสือจะเปิดโอกาสให้หนังได้สำแดงพลังทางภาพและเสียงออกมาอย่างเต็มที่</p>
<p>แต่เมื่อต้องสร้างเป็นหนังภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด และมีสิ่งที่ต้องแสดงออกมามากมาย ทำให้ดูแล้วรู้สึกว่าหนังภาคก่อนๆ เร่งจนเกินไป และตกหล่นรายละเอียดด้านอารมณ์บางอย่างในหนังสือ จนขาดความประทับใจไปมาก</p>
<p>ในหนังสือแฮร์รี่ภาค 7 อันเป็นภาคสุดท้ายนี้ มีความแตกต่างจากภาคก่อนๆ มากทีเดียว แฮร์รี่และเพื่อนๆ ไม่ได้ผจญภัยและกินนอนในโรงเรียนฮอกวอตส์อันเป็นฉากเด่นในทุกๆ ภาคก่อนหน้า แต่กลับพเนจรไปในสถานที่ต่างๆ ภายนอก เต็มด้วยฉากธรรมชาติกว้างใหญ่หลากหลาย ทั้งภูเขา ต้นไม้ ทะเลสาบ ไปจนถึงชายทะเล และหิมะ ที่คุณ <a href="http://laughable-loves.blogspot.com/2007/07/j-k-rowlings-harry-potter-and-deathly.html">รักชวนหัวตั้งข้อสังเกต</a> ไว้ว่า คุณโรวลิงเธอคงชอบใช้องค์ประกอบหิมะขาวโพลนในหนังสือของเธอ เพราะเขียนตอนแบบนี้ออกมาทีไร น่าประทับใจจริงๆ</p>
<p>ซึ่งที่จริงแล้ว ในภาค 6 ก็เริ่มมีแนวโน้มเช่นที่ว่ามานี้ แฮร์รี่จะเหินห่างจากชีวิตในโรงเรียนมากขึ้น มีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับดัมเบิลดอร์ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพรักมากขึ้น และแว่บไปในสถานที่ห่างไกลมากขึ้น จะเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ก็สุดจะเดา แต่หนังแฮร์รี่ภาค 6 เป็นภาคแรกที่ผมประทับใจในตัวหนังชุดนี้เลยทีเดียว</p>
<p>เมื่อเรื่องราวในหนังสือออกไปในทางเนิบช้า และให้ความสำคัญกับบรรยากาศและอารมณ์ที่ตัวละครสัมพันธ์กับฉากที่นิ่งสงัด เมื่อหนังได้อิสระทางความยาว จึงส่งผลดีอย่างมหาศาล ทั้งด้วยไม่ต้องพะวงกับการเล่าเรื่อง หนังจึงเดินไปอย่างช้าๆ ค่อยๆ เก็บรายละเอียดทางอารมณ์สะท้อนผ่านทางภาพออกมาได้งดงามจริงๆ</p>
<div id="attachment_1142" class="wp-caption alignnone" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene.png"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene.png" alt="" title="harry-potter-and-the-deathly-hallows-scene" width="640" height="272" class="size-full wp-image-1142" /></a><p class="wp-caption-text">Harry Potter and the Deathly Hollows ฉากเดินทางในป่า</p></div>
<p>ผมไม่ทราบว่าผู้กำกับคนนี้เป็นใคร แต่ผมประทับใจเขามากในภาค 6 ดูเค้าให้ความสำคัญกับการสร้างความตื่นเต้นหรือจากการเร้าอารมณ์จากตัวเรื่องน้อยลง และพยายามให้ภาพนำพาอารมณ์จากข้างในมากขึ้น แต่ละฉาก แต่ละซีนในหนัง ทั้งสวยเนียนและละเอียดประณีต เหนือชั้นกว่ามาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป ภาพที่ออกมาดูจางๆ เสริมอารมณ์ค่อนไปทางนิ่งเนิบของตัวเรื่องในหนังสือได้ดี การเลือกสถานที่ต่างๆ การใช้สีของภาพ การใช้เสียงที่เปิดทางให้ความเงียบ ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากที่มีงานสร้างก็ไปไกลกว่าแค่ทำให้คนดูตื่นตะลึง แต่ทั้งสวยงาม ทั้งนำความรู้สึกประทับใจลึกๆ (เช่นฉากในกระทรวงเวทย์มนตร์) นับเป็นภาคที่ลงตัวจริงๆ</p>
<p>แม้หนังจะเคร่งครัดกับรายละเอียดในหนังสือ แต่ก็มีจุดต่างอยู่บ้างเล็กน้อย ในหนังสือจะพบความผิดพลาดของตัวแฮร์รี่เอง ที่นำไปสู่สถานการณ์ลำบากบ่อยครั้ง แต่ในหนังกลับเกลื่อนให้เป็นความบังเอิญสุดวิสัยจากปัจจัยอื่น ถ้าจะว่าเอาตามความรู้สึกที่อ่านจากหนังสือ ผมเสียดายอยู่บ้าง เพราะคิดว่าภาคนี้ใช้การเดินทาง การเปลี่ยนสถานที่ เปรียบเปรยกับการเติบโตทางจิตใจของตัวละคร ทั้งของแฮร์รี่ ของเพื่อนๆ และยังเปรียบเปรยอีกชั้นไปกับดัมเบิลดอร์ในวัยเยาว์ด้วย</p>
<p>ยิ่งเดินทางไปเรื่อย ผิดพลั้งไปเรื่อย ตัวละครก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในตอนสุดท้าย จะรู้สึกได้ไม่ยากว่าตัวละครโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสงบภายใน เป็นคนละคนกับที่รู้จักตอนแรกยามเด็กหรือวัยรุ่น</p>
<p>ผมได้ดูหนังในโรง iMax จอขนาดยักษ์ ทำให้ประทับใจหนังและสัมผัสอารมณ์ทางภาพได้อย่างเต็มที่ เอ็มม่า วัตสันในภาคนี้ราวกับนางฟ้า ฉากที่แฮร์รี่ปลอบโยนเฮอร์ไมโอนี่ด้วยการจูงมือเธอมาเต้นรำด้วยกัน เป็นฉากที่อบอุ่นอ่อนโยน คงประทับใจแฟนๆ ได้ไม่ยาก</p>
<p>แนะนำแฟนๆ ที่ประทับใจหรืออินกับบรรยากาศในหนังสือนะครับ ว่าหากมีโอกาสดูในโรง iMax ได้เลย เพราะภาพเค้าสวยจริงๆ</p>
<p>อย่างไรก็ดี มีคำวิจารณ์ไม่น้อยว่าหนังน่าเบื่อ นี่อาจจะเป็นจุดด้อยที่พอจะพูดได้จุดหนึ่ง คือหนังอาจละเลยความสำคัญของเรื่องเล่าในบางจุด ทำให้คนที่ไม่ได้อินกับหนังสือหรือไม่ได้อ่านมาก่อน อาจจะไม่ทันตระหนักว่าเหตุใด พระเอกและเพื่อนจึงต้องออกเดินทางตามลำพัง เหินห่างจากผู้คนและเพื่อนๆ ในโรงเรียน</p>
<p>โดยส่วนตัว คิดว่าอารมณ์ที่สำคัญในแฮร์รี่ภาคนี้ ก็คือความโดดเดี่ยวลำพังและความรู้สึกประหนึ่งไร้ทิศทางเช่นนี้แหละ ตามท้องเรื่องก็คงมาจากการกระจัดกระจายพลัดพรากไปของมิตรสหายและความสุข อันเนื่องมาจากถูกจอมมาร ความชั่วร้ายคุกคาม</p>
<p>แต่ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้ก็คือคุณลักษณะของการเติบโต และสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยเด็ก แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายที่เดินทางไปสู่ความเติบโต เป็นความสำเร็จของหนังสือและของหนังจริงๆ</p>
<p>หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=wwyiVCRcteI:siZI3erN_r4:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/wwyiVCRcteI" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/11/harry-potter-and-the-deathly-hallows/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=harry-potter-and-the-deathly-hallows</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>The 8th World Film Festival of Bangkok</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/u6EvG5x9dJU/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Nov 2010 20:59:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1087</guid>
		<description><![CDATA[เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพเริ่มแล้วนะครับ หนังเหล่านี้ ไม่ได้ดูก็คงไม่ตาย และดูไปแล้วก็อาจไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผลอะไร แต่หากคุณอยากจะรู้ว่าหนังในโลกนี้นำคุณไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดได้บ้าง เทศกาลเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับคุณเสมอครับ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1091" class="wp-caption alignnone" style="width: 524px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/8th-world-film-festival-of-bangkok-poster.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/8th-world-film-festival-of-bangkok-poster.jpg" alt="" title="8th-world-film-festival-of-bangkok-poster" width="514" height="720" class="size-full wp-image-1091" /></a><p class="wp-caption-text">เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพครั้งที่ 8</p></div>
<p><a href="http://www.worldfilmbkk.com/">เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ</a> เริ่มแล้วนะครับ ปีนี้จัดกันสองที่คือ <a href="http://www.majorcineplex.com/paragoncineplex/">พารากอน ซีนีเพล็กซ์</a> และ <a href="http://www.majorcineplex.com/">เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เอกมัย</a> สถานที่หลังนี้ คาดเดาว่ามาแทนที่ <a href="http://www.sfcinemacity.com/index.php/th/cinema/location/SFW">เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัล เวิร์ลด์</a> อันเป็นสถานที่จัดเดิมคู่กันกับ สยามพารากอน แต่มาประสบภัยเอาในปีนี้</p>
<p>ในวันนี้มีงานเปิดเทศกาลและฉายหนังเปิดเทศกาลเรื่อง <em>ที่รัก (2553, ศิวโรจณ์ คงสกุล)</em> ที่สยามพารากอน ความเป็นไปได้ของการเลือกดูแบบเต็มเวลาคือประมาณ 45 เรื่องหนังความยาวปรกติ แต่หนังมีฉายในเทศกาลนี้มีประมาณ <a href="http://www.worldfilmbkk.com/theprograms_sections.php">150 เรื่อง</a> นำมาซึ่งความปวดเศียรเวียนเกล้าของคนดูหนังที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>เทศกาลภาพยนตร์ในเมืองไทยคงจะมีมานานพอดูแล้ว แต่การจัดที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมและสื่อมวลชนมากพอ จนกลายมาเป็นงานอีเวนต์มีพลังเพียงพอจนจัดเป็นประจำได้ทุกๆ ปีนั้น เห็นทีจะมีไม่เกิน 15 ปี</p>
<p>ผมรู้จักเทศกาลหนังในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้น ผมยังจำได้ถึงความเห็นจากคนดูหนังนักวิจารณ์สมัยนั้นถึงความเป็นห่วงเป็นใย รวมทั้งประสบการณ์ฝันร้ายซึ่งก็คือความทรงจำต่อเทศกาลหนังที่จัดแล้วล้มเหลวที่ผ่านมา จนหลายท่านนึกขยาดล่วงหน้าแทนผู้จัดงานเอาด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่จะด้วยเหตุผลหรือเหตุประจวบเหมาะอะไรก็ตามแต่ ดูเหมือนเทศกาลหนังในเมืองไทยกลับสามารถดำรงคงอยู่ได้ และหาตำแหน่งแห่งที่ของตนจนเป็นงานทางวัฒนธรรมอันมีผู้คนจำนวนมาก ต่างติดตามข่าวสารให้ความสนใจเรื่อยมา และผมก็โชคดีพอที่จะได้เข้าร่วมและพบเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเทศกาลหนังเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น</p>
<blockquote><p>ตั้งแต่ยุคสมัยที่เทศกาลหนังในเมืองไทย แต่มีคนดูฝรั่งอยู่เกินครึ่ง จนผมยังนึกประหลาดใจอยู่ว่าชื่อเทศกาลซึ่งมีคำ <em>ประเทศไทย</em> หรือ <em>กรุงเทพ</em> ห้อยท้ายอยู่นั้น ช่างดูแปลกพิกล</p>
<p>ช่วงเริ่มแรก เราสามารถดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้สบายๆ หากเรายินดีให้เวลากับมันมากพอ </p>
<p>การที่หนังทุกเรื่องมีแต่คำบรรยายภาษาอังกฤษ และการเรียกร้องให้มี <em>คำบรรยายไทย</em> จากคนดูนั้น พิสดารราวกับเป็นเรื่องเหนือจริง</p>
<p>และสถานที่จัดงานถูกจัดอยู่ในโรงภาพยนตร์ของห้างสรรพสินค้า <em>เอ็มโพเรียม</em> ในยุคสมัยซึ่งยังไม่มีการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นการบอกอย่างนัยๆ รวมทั้งคำอธิบายว่าเหตุใดคนมาดูหนังในเทศกาลจึงมีแต่ฝรั่ง!</p></blockquote>
<p>แต่ในวันนี้ เราจะได้พบกับเทศกาลหนังที่มีคนไทยจำนวนมากแวะเวียนมาชม และถ้าคุณมาบ่อยสักหน่อย คุณจะพบเพื่อนคนไทยผู้ยินดีแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องหนังได้อย่างออกรส นอกจากนั้นยังมีบางเทศกาลที่จัดฉายหนังโดยทุกเรื่องมีคำบรรยายภาษาไทย อีกทั้งคนดูที่ช่างเลือกสรรจะต้องปวดหัวกับการวางแผนล่วงหน้า เพราะไม่มีทางดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้!!</p>
<p>และ <em>บรรยากาศเคลิบเคลิ้มชวนฝัน</em> หลังเสร็จจากการดูหนังในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมืองอย่าง <em>สยามพารากอน</em> แล้วเดินครุ่นคิดถึงหนังที่เพิ่งดูจบไป เลียบทางเดินลอยฟ้า เพื่อไปยังโรงภาพยนตร์อีกแห่งในศูนย์การค้า <em>เซ็นทรัลเวิร์ลด์</em> ซึ่งก็อุทิศโรงเพื่อร่วมจัดฉายหนังในเทศกาลเดียวกัน</p>
<p>กระทั่งบางเทศกาล ก็ไปจัดในสถานที่อย่าง <a href="http://dsiff.tumblr.com/">ดอยสะเก็ด</a></p>
<div id="attachment_1096" class="wp-caption alignnone" style="width: 490px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/IMG_0013.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/11/IMG_0013.jpg" alt="" title="ceylan" width="480" height="640" class="size-full wp-image-1096" /></a><p class="wp-caption-text">ผู้กำกับ Ceylan ที่ได้รางสัลปีนี้</p></div>
<p>เรียกได้ว่าตอนนี้ งานเทศกาลหนังในเมืองไทยเติบโตก้าวไกลไปแล้วมากมาย คำถามว่าเมืองไทยจะมีเทศกาลหนังได้หรือไม่นั้นคงเป็นคำถามที่ล้าสมัยไปแล้ว</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจ กลับน่าจะเป็นคำถามง่ายๆ สำหรับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการหนัง ไม่ใช่นักวิจารณ์ ไม่ใช่คนในวิชาชีพ ซึ่งก็คือ</p>
<blockquote><p>ทำไมต้องไปดูหนังในเทศกาลเหล่านี้? ที่ฉายกันอยู่ในโรงตอนนี้ไม่พออีกหรือ?</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าคำตอบที่ผมชอบ คือคำพูดของคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ผู้เคยบอกว่า</p>
<blockquote><p>ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่</p></blockquote>
<p>หนังเป็นอะไรได้มากกว่าความบันเทิง หากคุณอยากทราบว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่เพียงไร ความเป็นไปได้ของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นั้น มีได้มากแค่ไหน</p>
<p>คุณจะมีโอกาสได้พบกับคนและวัฒนธรรมอีกโฉมหน้าหนึ่งของบางประเทศ ซึ่งเดิมทีคุณอาจจะรู้จักได้เพียงการเป็นนักท่องเที่ยว หรืออ่านตามหนังสือคู่มือเดินทาง</p>
<p>ยังไม่รวมไปถึงบางประเทศที่แม้แต่ฝันที่วิตถารที่สุดของคุณยังอาจจินตนาการไปไม่ถึงว่า มันมีอยู่ในโลกนี้ (อย่าว่าแต่คุณอยากจะนึกไปเยี่ยมเยียนเลย)</p>
<p>ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ นานาเหล่านี้ มีบางเส้นทางที่เปิดกว้างกว่า บางประตูที่เชื้อเชิญให้คุณมาทำความรู้จักมากกว่า บางห้วงขณะที่คุณสัมผัสกับมันได้มากกว่าหนังที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าทั่วไป</p>
<p>แน่นอนทีเดียวว่าหนังเหล่านี้ ไม่ได้ดูก็คงไม่ตาย และดูไปแล้วก็อาจไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผลอะไร</p>
<p>แต่หากคุณอยากจะรู้ว่าหนังในโลกนี้นำคุณไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดได้บ้าง</p>
<p>เทศกาลเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับคุณเสมอครับ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=u6EvG5x9dJU:Uaqquo6afvk:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/u6EvG5x9dJU" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/11/the-8th-world-film-festival-of-bangkok/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=the-8th-world-film-festival-of-bangkok</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/iDnlW1tLANQ/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Oct 2010 08:38:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=1078</guid>
		<description><![CDATA[ใครว่า Facebook ทำให้เราละเลยคนรอบข้าง โดยส่วนตัวผมว่าหลงประเด็นนะ ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้ ความสัมพันธ์กันในนี้ ผมว่ามันเอื้อให้เรารักษาระยะห่างได้อย่างที่เราพอใจ และผมว่าการคุมระยะที่ว่าไม่ได้ มันเป็นปัญหาของความสัมพันธ์แบบ Face to Face เลยแหละ จากความเห็นของเพื่อนที่นับถือท่านหนึ่งใน Facebook หลังๆ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีเดียว พบความเห็นน่าสนใจ คงพอใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เหมือนกันแฮะ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ใครว่า Facebook ทำให้เราละเลยคนรอบข้าง โดยส่วนตัวผมว่าหลงประเด็นนะ ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้</p>
<p>ความสัมพันธ์กันในนี้ ผมว่ามันเอื้อให้เรารักษาระยะห่างได้อย่างที่เราพอใจ และผมว่าการคุมระยะที่ว่าไม่ได้ มันเป็นปัญหาของความสัมพันธ์แบบ Face to Face เลยแหละ</p>
<p><em>จากความเห็นของเพื่อนที่นับถือท่านหนึ่งใน Facebook</em></p></blockquote>
<p>หลังๆ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีเดียว พบความเห็นน่าสนใจ คงพอใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เหมือนกันแฮะ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=iDnlW1tLANQ:wvvXEUx4tns:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/iDnlW1tLANQ" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/10/on-relationship/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=on-relationship</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/fZBJ9XbFbmM/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Jun 2010 13:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[กสทช.]]></category>
		<category><![CDATA[สุภิญญา กลางณรงค์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=981</guid>
		<description><![CDATA[ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง หนัง และ หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ @supinya ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_993" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong.jpg"><img class="size-full wp-image-993" title="supinya-klangnarong" src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong.jpg" alt="สุภิญญา กลางณรงค์" width="640" height="480" /></a><p class="wp-caption-text">สุภิญญา กลางณรงค์</p></div>
<p>ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ <a href="http://thainetizen.org/">เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network)</a> ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง <a href="http://www.media4democracy.com/th/index.php">คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ)</a> ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง <a href="http://www.extravirginco.com/the-truth-be-told-the-cases-against-supinya-klangnarong/13.html">หนัง</a> และ <a href="http://www.extravirginco.com/the-truth-be-told-the-cases-against-supinya-klangnarong/13.html">หนังสือ</a> ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา</p>
<p>แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ <a href="http://twitter.com/supinya">@supinya</a> ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด <img src='http://www.jongblog.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ</p>
<p>โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้<a href="http://www.ipattt.com/2010/3g-thai-problem/">เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง</a> (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ</p>
<p><strong>ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน</strong></p>
<p>ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. (ปี 2) และสืบเนื่องต่อมาถึงเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 (ปี 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองเหล่านี้คงจะช่วยบ่มเพาะความคิดและทำให้สนใจทางข่าวคราวด้านการเมือง และทำกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นชนชั้นกลางต่อต้านทหารมาก บรรยากาศช่วงนั้นที่มีการเสนอข่าวด้านเดียวของทหาร ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารจึงเป็นเจ้าของวิทยุและโทรทัศน์?</p>
<p>หลังเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานใน <a href="http://www.payai.com/payai/main/main/main.php">บริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น</a> ทำรายการสารคดี <em>ริมระเบียง</em> ที่บางจากเป็นสปอนเซอร์ เป็นคนเขียนบท และ Producer ซึ่งทำให้รู้จักปัญหาสังคมกว้างขึ้น เช่นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านปากมูล แต่แม้รายการจะประสบความสำเร็จได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เมื่อปรับผังรายการ รายการกลับถูกปรับออก </p>
<p>ต่อมาบริษัท ป่าใหญ่ มาได้เวลาจากช่องสาม ก็ตามไปทำรายการ <em>เช้าวันหนึ่ง</em> ที่ช่องสามด้วย แต่ก็ทำได้แค่สามเดือน รายการก็ถูกปลดออกจากผังอีกครั้ง</p>
<p>ตอนนั้นไฟแรงมาก อยากทำรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาหนัก แต่เมื่อถูกปลดออกจากผังรายการติดๆ กันก็เสียใจ จึงไม่ได้สนใจทำรายการโทรทัศน์ต่อ</p>
<p><strong>สู่แวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน</strong></p>
<p>ในช่วงนั้นมีกระแสปฏิรูปการเมือง (ราวปี 2538-2539) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เรื่มมีพลังทางสังคมไทยมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็สนใจเข้ามาทดลองทำงานใน NGOs เริ่มต้นที่ <em>มูลนิธิอาสาสมัครเพืิ่อสังคม</em> ก็ได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ เช่น <em>พิภพ ธงไชย</em> <em>สุริยะใส กตศิลา</em> ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่ NGOs มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น</p>
<p>การปฏิรูปการเมือง นำไปสู่รัฐรรมนูญฉบับปี 2540 อันมีมาตรา 40 ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ด้วยความสนใจอยู่แล้ว จึงได้ร่วมก่อตั้ง <em>คณะทำงานติดตามมาตรา 40</em> ซึ่งได้กลายมาเป็น <em>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)</em> เรียกได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหว (Activists) และเริ่มมีบทบาททางการวิจารณ์การเมือง</p>
<p>ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ขึ้น จากการร่วมติดตาม เมื่อเห็นปัญหาด้านการสรรหา <em>คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)</em> จึงได้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนพี่พิทยา ว่องกุลฟ้องศาลปกครองกรณีการคัดสรร กสช. จนทำให้การจัดตั้งกสช. ที่มีปัญหาครั้งนั้นล้มไป ซึ่งการจัดตั้งกสช. นี้เองที่มีปัญหามาตลอด แม้จนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายก การจัดตั้ง กสช.ก็ยังไม่สำเร็จเสียที</p>
<p>ระหว่างนี้เอง ได้โอกาสไปเรียนต่อเรื่องนโยบายเกี่ยวกับโทรคมนาคมที่อังกฤษ กลับมาก็ร้อนวิชา  เขียนบทความวิจารณ์กลุ่มชิน คอร์ปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ <em>ไทยโพสต์</em> ได้คัดบางส่วนไปลงพิมพ์และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม</p>
<p>น่าจะถือว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ เลยที่เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้านกิจการโทรคมนาคมของคุณทักษิณ ทำให้เกิดปฏิกริยาจากกลุ่มชิน ได้ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นคดีความทั้งแพ่งและทางอาญา ในปี 2546</p>
<p>คดีแพ่งนั้นเรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ดังที่เป็นข่าวในช่วงนั้น</p>
<div id="attachment_1014" class="wp-caption aligncenter" style="width: 650px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong-1.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2010/06/supinya-klangnarong-1.jpg" alt="" title="supinya-klangnarong-1" width="640" height="480" class="size-full wp-image-1014" /></a><p class="wp-caption-text">ตอนนั้นมันกระทบทั้งเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัว</p></div>
<p><strong>จุดสนใจในความขัดแย้ง</strong></p>
<p>เวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีการแบ่งสีเป็นเหลืองเป็นแดงอย่างทุกวันนั้น รัฐมักจะมองว่า NGOs เป็นภัยต่อความมั่นคง ตอนที่รณรงค์ช่วงนั้นจะมีสันติบาลติดตามอยู่ตลอด แต่ก็ได้สะสม profile ของตัวเองเอาไว้ ครั้นเกิดคดีนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นข่าวโด่งดัง มันก็กระทบกับชีวิตค่อนข้างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนที่คบอยู่ด้วย เพราะบางครั้งเราควบคุมอารมณ์รับกับสถานการณ์ได้ไม่ตลอด ทางบ้านก็เป็นห่วงมาก</p>
<p>แต่ในแง่ความรับรู้จากสังคมภายนอก ลักษณะจะออกไปทางดราม่านะ แบบผู้หญิงที่ถูกรังแก ช่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักมากทั้งในและต่างประเทศ ได้ไปต่างประเทศบ่อย มีคนขอความเห็น คำวิจารณ์ของเราไปลง ประกอบกับช่วงต่อมาก็มีกระแสต่อต้านคุณทักษิณขึ้น ความเห็นในสังคมมันเริ่มเข้าข้างเรา</p>
<p>ในปี 2549 ศาลยกฟ้องคดีอาญา คำตัดสินว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ส่วนคดีแพ่งนั้น กลุ่มชินได้ถอนฟ้องไปเอง กระแสต่อต้านคุณทักษิณยิ่งแรงขึ้น ตอนนั้นก็ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร จนต่อมาเกิดรัฐประหาร ก.ย. 2549</p>
<p><strong>ห่างการเมือง สู่พลเมืองเน็ท</strong></p>
<p>หลังเกิดรัฐประหารก็ผิดหวังมาก เพราะเราคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ และเริ่มมีการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นฝักฝ่ายกันอย่างรุนแรง และมีการเหวี่ยง ทำให้บางครั้งเราเองก็จะห่างๆ กับเพื่อนๆ บางคนไป และก็จะถูกวิจารณ์แรงๆ มากขึ้น บางครั้งก็จากกลุ่ม NGOs ด้วยกันที่ถือว่าอยู่คนละขั้ว</p>
<p>ช่วงนั้นเองจะเริ่มเว้นว่างทางกระแสการเมือง มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่พักนึง สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกับการเมือง ที่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมก็ในช่วงนี้ด้วย เป็นสำนักวิปัสสนาโกเอ็นก้า </p>
<p>ครั้นสอนหนังสือเป็นพนักงานของรัฐได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเรา</p>
<p>ก็ลาออกมา เลยว่างอยู่พักนึง จนประมาณปี 51 ได้มีการก่อตั้ง <em>กลุ่มพลเมืองเน็ท</em> ขึ้น พอมีคนชวนมาร่วมงานด้วย เลยได้มาทำงานกับคนในอินเทอร์เน็ท</p>
<p>กลุ่ม Thai Netizen แปลกไปจาก เพื่อนๆ NGOs เพราะคนที่ Netizen อาจจะดูชิล ไม่ค่อยแสดงตนเป็นการรวมกลุ่มระดมกำลัง แบบ NGOs ที่เวลาเคลื่อนไหวจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่นมีการลงชื่อเป็นกลุ่มก้อน เป็นจำนวน (เช่น 129 นักวิชาการ 30 องค์กร) อาจเพราะในอินเทอร์เน็ทมันมีความเป็น &#8220;ปัจเจก&#8221; อยู่มากกว่า</p>
<p>แล้วก็มีคนมาสอนเล่น Facebook และ Twitter ก็ในช่วงนี้</p>
<p><strong>ความคิดฝัน</strong></p>
<p>ที่เราอยากทำ อยากตั้งสถาบันสื่อเป็น Think Tank คอยตรวจสอบกสทช. (องค์กรอิสระที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง) ผลักดันนโยบายด้านสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม กระจายการเข้าถึงเพื่อสิทธิเสรีภาพ</p>
<p>ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์&#8230;ตอนนี้ก็มีความรู้สึกดีดีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องใช้เวลา อยากรักได้แบบไม่มีเงื่อนไข อยากให้เปล่าแต่ก็แอบคาดหวังบ้าง ก็หวังว่าเค้าคงจะเปิดใจ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=fZBJ9XbFbmM:vzN5qjbfVWc:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/fZBJ9XbFbmM" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/2010/06/talking-with-supinya-klangnarong/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=talking-with-supinya-klangnarong</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>
