<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">

<channel>
	<title>Warong</title>
	
	<link>http://www.jongblog.com</link>
	<description>เขียนบล็อก 101</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2010 16:06:55 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/Warong" /><feedburner:info uri="warong" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><item>
		<title>วันแห่งความรัก</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/_kJVqAaTSnY/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/true-love/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 20:27:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=916</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องราวความรักถูกพูดถึงกันมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่พรรณาออกมาในน้ำเสียงแห่งความทุกข์ แต่ผู้คนก็ยังยินดีจะรักและพูดถึงความรักกันต่อไป ทั้งจากการวินิจฉัยอาการจากปราชญ์ของฝรั่ง หรือถ่ายทอดประสบการณ์จาก ฝ่ายไทย แต่ก็ราวกับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะอยู่กับความรักโดยไม่เจ็บปวดได้
ในทางพุทธก็มีอาจารย์พูดถึงความรักด้วยเช่นกัน ในหนังสือเล่มหนึ่งของของท่าน นัท ฮันห์ ชื่อรักแท้ การฝึกปฏิบัติเพื่อหัวใจที่เบิกบาน ได้กล่าวถึงแง่มุมความรักจากวิถึธรรมของท่าน
ในขณะที่คนทั่วๆ ไปมักเน้นถึงความรักในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ท่านนัท ฮันห์กลับย้ำไปในส่วนที่ว่าความรักคือ ความเข้าใจ และ ความสามารถ ที่จะมอบความเบิกบานและความสุขให้กับคนที่ตนรักได้ ดังนั้น ความรักจึงเป็นความสามารถ ฝึกฝนได้ และต้องมีความสุข
แต่ในส่วนความทุกข์ มีอยู่บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ชื่อบท หลักการแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสอง ท่านนัท ฮันห์กลับให้เรามองความทุกข์ในแง่มุมที่ต่างออกไป
ไม่มีการสู้รบระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ จะมีก็แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่พี่ใหญ่มอบให้แก่น้องเล็ก ในการภาวนาแบบพุทธ เราศึกษาการปฏิบัติในวิถีของการไม่แบ่งแยก ของเสียต่างๆ จากจิตสำนึกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห่งความกรุณา ความรัก และความสุขศานติได้เสมอ จิตสำนึกของเราคือสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ในตัวเรามีทั้งของเสียและดอกไม้อยู่เสมอ คนสวนที่คุ้นเคยกับการทำสวนโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มักตั้งตาคอยเก็บของเสียเป็นประจำ เพราะเขารู้วิธีแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปุ๋ย แล้วแปรเปลี่ยนปุ๋ยนั้นให้กลายเป็นดอกไม้และพืชผักต่างๆ ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณความเจ็บปวด ขอบคุณความทุกข์ของเธอ เพราะเธอต้องพึ่งพาอาศัยมัน
เธอควรเรียนรู้ศิลปะในการแปรเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้ ลองมองดูดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม และบริสุทธิ์ หากมองอย่างลึกซึ้ง เธอย่อมสามารถเห็นปุ๋ยในดอกไม้นั้น ด้วยการภาวนาเธอย่อมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เสมอ ถ้าเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาก็คงต้องคอยอีกสิบวันถึงจะสามารถเห็นเช่นนี้ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องราวความรักถูกพูดถึงกันมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่พรรณาออกมาในน้ำเสียงแห่งความทุกข์ แต่ผู้คนก็ยังยินดีจะรักและพูดถึงความรักกันต่อไป ทั้งจากการวินิจฉัยอาการจาก<a href="http://www.ipattt.com/2009/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81/">ปราชญ์ของฝรั่ง</a> หรือถ่ายทอดประสบการณ์จาก <a href="http://www.jongblog.com/seksan-on-love/">ฝ่ายไทย</a> แต่ก็ราวกับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะอยู่กับความรักโดยไม่เจ็บปวดได้</p>
<p>ในทางพุทธก็มีอาจารย์พูดถึงความรักด้วยเช่นกัน ในหนังสือเล่มหนึ่งของของท่าน นัท ฮันห์ ชื่อ<em>รักแท้ การฝึกปฏิบัติเพื่อหัวใจที่เบิกบาน</em> ได้กล่าวถึงแง่มุมความรักจากวิถึธรรมของท่าน</p>
<p>ในขณะที่คนทั่วๆ ไปมักเน้นถึงความรักในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ท่านนัท ฮันห์กลับย้ำไปในส่วนที่ว่าความรักคือ <em>ความเข้าใจ</em> และ <em>ความสามารถ</em> ที่จะมอบความเบิกบานและความสุขให้กับคนที่ตนรักได้ ดังนั้น ความรักจึงเป็นความสามารถ ฝึกฝนได้ และต้องมีความสุข</p>
<p>แต่ในส่วนความทุกข์ มีอยู่บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ชื่อบท <em>หลักการแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสอง</em> ท่านนัท ฮันห์กลับให้เรามองความทุกข์ในแง่มุมที่ต่างออกไป</p>
<blockquote><p>ไม่มีการสู้รบระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ จะมีก็แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่พี่ใหญ่มอบให้แก่น้องเล็ก ในการภาวนาแบบพุทธ เราศึกษาการปฏิบัติในวิถีของการไม่แบ่งแยก ของเสียต่างๆ จากจิตสำนึกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห่งความกรุณา ความรัก และความสุขศานติได้เสมอ จิตสำนึกของเราคือสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ในตัวเรามีทั้งของเสียและดอกไม้อยู่เสมอ คนสวนที่คุ้นเคยกับการทำสวนโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มักตั้งตาคอยเก็บของเสียเป็นประจำ เพราะเขารู้วิธีแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปุ๋ย แล้วแปรเปลี่ยนปุ๋ยนั้นให้กลายเป็นดอกไม้และพืชผักต่างๆ ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณความเจ็บปวด ขอบคุณความทุกข์ของเธอ เพราะเธอต้องพึ่งพาอาศัยมัน</p>
<p>เธอควรเรียนรู้ศิลปะในการแปรเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้ ลองมองดูดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม และบริสุทธิ์ หากมองอย่างลึกซึ้ง เธอย่อมสามารถเห็นปุ๋ยในดอกไม้นั้น ด้วยการภาวนาเธอย่อมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เสมอ ถ้าเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาก็คงต้องคอยอีกสิบวันถึงจะสามารถเห็นเช่นนี้ได้ เมื่อเธอมองกองขยะอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาของผู้ปฏิบัติภาวนา เธอจะเห็นผักกาดหอม มะเขือเทศ และดอกไม้ นี่เองคือสิ่งที่คนสวนเห็น เมื่อเขามองที่กองขยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่โยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยการฝึกฝนเพียงเล็กน้อย เธอก็สามารถแปรเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นปุ๋ย และสามารถเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้</p>
<p>เช่นเดียวกันกับจิตปรุงแต่งต่างๆ ของเรา ซึ่งมีทั้งดอกไม้อย่างความศรัทธา ความหวัง และความรัก และที่นั่นก็มีของเสียอย่างความกลัวและความเจ็บปวดอยู่ด้วย ดอกไม้กำลังกลายเป็นขยะ และขยะก็กำลังกลายเป็นดอกไม้ นี่คือหลักแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสองในพุทธศาสนา นั่นคือไม่มีอะไรที่เราต้องโยนทิ้ง หากไม่เคยเป็นทุกข์ เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้จักความสุข หากไม่เคยรู้จักความหิว เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้ถึงความเบิกบานของการรับประทานอาหารในทุกๆ วัน ดังนั้น ความเจ็บปวดและความทุกข์เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความเข้าใจและความสุขของเรา ฉะนั้น จงอย่ากล่าวเลยว่า เธอไม่อยากรู้จักความทุกข์หรือความเจ็บปวดใดๆ อย่ากล่าวว่า เธอต้องการรู้จักแต่ความสุขเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราต่างรู้ดีว่า ความทุกข์ช่วยให้เราเกิดความเข้าใจ ความทุกข์ช่วยบ่มเพราะความกรุณา ด้วยเหตุผลนี้เอง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างยิ่ง เธอจึงต้องรู้วิธีที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ เธอต้องรู้วิธีใช้ประโยชน์จากความทุกข์ เพื่อเธอจะได้เก็บเกี่ยวพลังแห่งความกรุณา ความรัก และความเข้าใจ</p></blockquote>
<p>ในวาระวันแห่งความรัก ที่มีผู้คนทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยชาจากเจ้าความรักตามแต่ประสบการณ์ที่ต่างกัน การพินิจความรู้สึกของตนตามวิธีของท่านนัท ฮันห์คงมีความน่าสนใจอยู่บ้างนะครับ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=_kJVqAaTSnY:uXIkCr1mIdg:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/_kJVqAaTSnY" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/true-love/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/true-love/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>คำประทับใจ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/D2ojqzYXtCc/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/quotes/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Dec 2009 17:23:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=898</guid>
		<description><![CDATA[On the Waterfront (1958, Elia Kazan) บทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg
Charlie: Look, kid, I &#8211; how much you weigh, son? When you weighed one hundred and sixty-eight pounds you were beautiful. You coulda been another Billy Conn, and that skunk we got you for a manager, he brought you along too fast.
Terry: It wasn&#8217;t him, Charley, it [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>On the Waterfront (1958, Elia Kazan) บทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg</h3>
<blockquote><p><strong>Charlie:</strong> Look, kid, I &#8211; how much you weigh, son? When you weighed one hundred and sixty-eight pounds you were beautiful. You coulda been another Billy Conn, and that skunk we got you for a manager, he brought you along too fast.</p>
<p><strong>Terry:</strong> It wasn&#8217;t him, Charley, it was you. Remember that night in the Garden you came down to my dressing room and you said, &#8220;Kid, this ain&#8217;t your night. We&#8217;re going for the price on Wilson.&#8221; You remember that? &#8220;This ain&#8217;t your night&#8221;! My night! I coulda taken Wilson apart! So what happens? He gets the title shot outdoors on the ballpark and what do I get? A one-way ticket to Palooka-ville! You was my brother, Charley, you shoulda looked out for me a little bit. You shoulda taken care of me just a little bit so I wouldn&#8217;t have to take them dives for the short-end money.</p>
<p><strong>Charlie:</strong> Oh I had some bets down for you. You saw some money.</p>
<p><strong>Terry:</strong> You don&#8217;t understand. I coulda had class. I coulda been a contender. I coulda been somebody, instead of a bum, which is what I am, let&#8217;s face it. It was you, Charley.</p></blockquote>
<p>ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เคยต้องเดินตามเส้นทางที่บางครั้งเลือกเองไม่ได้ บางครั้งก็เลือกไปด้วยความอ่อนเยาว์ไร้ประสบการณ์ เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่เลือกไปนั้นมันมีคุณค่า ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบันนี้พอดู บางทีก็นึกเสียใจอยู่บ้างเหมือนกัน บทโต้ตอบข้างต้นในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงความคับแค้นใจลักษณะนั้น เทอร์รี่ มัลลอยนึกถึงโอกาสที่ครั้งหนึ่งเขาได้รับเพื่อจะขึ้นชกชิงตำแหน่ง และเขาเสียสละมันไป ฉากที่เขาพูดบทสนทนานี้คือตอนที่พี่ของเขา (ชาร์ลีย์) ได้มาขอให้เขาเลือกทำบางสิ่งบางอย่างอีกครั้ง</p>
<h3>The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น สำนวนแปลของปราบดา หยุ่น</h3>
<blockquote><p>มนุษย์ผู้ยังไม่เติบโตทางความคิดคือผู้ที่ต้องการพลีชีพอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่ออะไรสักอย่าง ในขณะที่มนุษย์ผู้เจริญแล้วคือผู้ที่ต้องการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพื่อสิ่งเดียวกันนั้น</p></blockquote>
<blockquote><p>ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังจะเผชิญกับช่วงตกต่ำอะไรสักอย่าง แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นความตกต่ำประเภทไหน&#8230;.มันอาจจะเป็นความตกต่ำประเภทที่ทำให้เธอไปนั่งอยู่ในบาร์ตอนอายุสามสิบ เกลียดชังทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยทีท่าว่าเขาเคยเล่นฟุตบอลสมัยอยู่มหาวิทยาลัย หรือไม่อย่างนั้น เธอก็อาจจะได้รับการศึกษามากพอที่จะเกลียดชังคนที่พูดว่า &#8216;มันเป็นความลับระหว่างเขากับฉัน&#8217; หรือเธออาจจะไปจบลงในออฟฟิสของธุรกิจอะไรสักอย่าง นั่งปาคลิปหนีบกระดาษใส่คนจดชวเลข ฉันไม่รู้ แต่เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกบ้างไหม</p></blockquote>
<p>อ่านแล้วเหมือนจะมองเห็นตัวเองในบางอารมณ์ ตอนนี้เราไม่น่ากราดเกรี้ยวอะไรแบบนั้นแล้วนะ ตามเรื่องในขณะนั้นตัวเอกอายุสิบหก ครูของตัวเอกในนิยายกำลังเปรยถึงอนาคตที่เป็นไปได้แบบหนึ่งของตัวเอกเมื่ออายุสามสิบ อ่านแล้วบางทีก็เยียบเย็นในใจเหมือนกันนะเนี่ย</p>
<h3>Crime and Punnishment อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์</h3>
<blockquote><p><em>ผู้ปกครอง</em> ที่แท้จริงทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำลายเมืองตูลง สังหารหมู่ในปารีส <em>ทิ้ง</em>กองทัพไว้ในอียิปต์ <em>สูญเสีย</em> ทหารครึ่งล้านในการรบที่มอสโคว์ แล้วหนีไปอยู่ที่เมืองวิลน่า พอตายลงประชาชนก็สร้างอนุสาวรีย์ให้</p></blockquote>
<p>ประโยคนี้ตัวเอกในนิยายพาดพิงถึงนโปเลียน ตอนแรกที่อ่านไม่สู้เข้าใจอารมณ์เบื้องลึกของเขานัก เวลาผ่านไปๆ นั่นแหละจึงพอจะสัมผัสได้บ้าง</p>
<p>ช่วงนี้ เหมือนได้ปะทะกับอดีตของตัวเองอย่างจัง หลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอมมาจนทุกวันนี้ ก็ยังดีที่พอเข้าใจอะไรได้บ้าง ถึงจะสายไปมากก็เถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสายเกินไปหรือเปล่า</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D2ojqzYXtCc:FEFQ6cLUTJ4:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/D2ojqzYXtCc" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/quotes/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/quotes/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>คริสต์มาสอีฟกับเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/KcaRy0H00iA/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/the-little-match-girl/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Dec 2009 07:27:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=883</guid>
		<description><![CDATA[เด็กหญิงขายไม้ขีด (ซึ่งในยุโรปยุคนั้นคือขอทานจำแลง) ซุกตัวแนบผนังตึกเพื่อหลบความหนาวเยือก และหิมะที่โปรยปรายมาไม่ขาดสาย วันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้สักมัดเดียว จึงไม่กล้ากลับบ้านที่หนาวเยือกพอๆ กัน เพราะกลัวพ่อจะตี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_889" class="wp-caption alignnone" style="width: 303px"><a href="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2009/12/the-little-match-girl-Bayes_1889.jpg"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2009/12/the-little-match-girl-Bayes_1889.jpg" alt="The Little Match Girl" title="the-little-match-girl-Bayes_1889" width="293" height="400" class="size-full wp-image-889" /></a><p class="wp-caption-text">The Little Match Girl ที่มาของภาพ:วิกิพีเดีย</p></div>
<blockquote><p>เด็กหญิงขายไม้ขีด (ซึ่งในยุโรปยุคนั้นคือขอทานจำแลง) ซุกตัวแนบผนังตึกเพื่อหลบความหนาวเยือก และหิมะที่โปรยปรายมาไม่ขาดสาย วันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้สักมัดเดียว จึงไม่กล้ากลับบ้านที่หนาวเยือกพอๆ กัน เพราะกลัวพ่อจะตี</p>
<p>ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจุดไม้ขีดไฟกับผนังตึกเพื่อรับความอุ่นจากเปลวไฟสักชั่วครู่ พลันที่แสงไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้ขีด เธอก็ได้เห็นเตาผิงทองแดงสวยงามที่แผ่ความอุ่นไปทั่วร่าง เธอยื่นมือที่เกือบแข็งออกรับไออุ่น แล้วกำลังจะยืดขาที่ปราศจากรองเท้าออกไปรับไออุ่นบ้าง พลันแสงไฟจากไม้ขีดก็ดับลงพร้อมกับภาพเตาผิงทองแดงที่หายวับไป</p>
<p>เธอจุดไม้ขีดก้านที่สอง แสงของมันที่กระทบกำแพงทำให้กำแพงโปร่งในเหมือนม่านบางๆ เธอมองเห็นโต๊ะอาหารที่มีห่านย่างวางอยู่บนจานกระเบื้อง มีขนมนมเนยเพียบพร้อม ห่านย่างซึ่งมีมีดและซ่อมปักอกอยู่นั้น กระโดดลงจากโต๊ะแล้วกำลังกระเสือกกระสนมาหาเธอ แต่ไฟก็ไหม้ไม้ขีดจนสิ้นก้าน แสงไฟดับลงและทุกอย่างก็หายวับไปพร้อมกัน</p>
<p>ไม้ขีดก้านที่สาม ทำให้เธอเห็นต้นคริสต์มาสใหญ่ที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงาม มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ ห้อยอยู่ตามกิ่ง เธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจับตุ๊กตาแสนสวยนั้น พลันแสงไม้ขีดก็ดับลงและความหนาวเยือกกลับมาโบยกระหน่ำตัวเธอใหม่</p>
<p>เธอจุดไม้ขีดอีกก้านหนึ่ง พลันเธอก็เห็นย่าผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนเดียวในชีวิตที่รักและเอ็นดูเธอ แต่คราวนี้ย่าแต่งกายงดงาม ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏในชีวิตจริง เด็กหญิงตัวน้อยร้องขอให้ย่าพาเธอไปด้วย แล้วจุดไม้ขีดต่อเนื่องเพราะกลัวว่าย่าจะหายไปเหมือนอะไรดีๆ ที่ได้หายไปพร้อมกับแสงไฟ ย่าอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วพาเธอล่องลอยจากไป</p>
<p>วันรุ่งขึ้น ฝูงชนมองศพเด็กหญิงขายไม้ขีดที่ซอกตึกแห่งนั้น บางคนพูดว่าเธอคงจุดไม้ขีดเพื่อสู้กับความหนาว โถน่าเวทนาเสียจริง</p></blockquote>
<p>บรรยากาศคริสต์มาสอีฟนับตั้งแต่สมัยของดิกเกนส์เป็นต้นมา คงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขดังที่เขาจินตนาการไว้ใน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/A_Christmas_Carol"><em>A Christmas Carol</em></a> นะครับ แต่คริสต์มาสในแบบอื่นๆ อย่างเช่นในนิทาน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Little_Match_Girl"><em>เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ</em></a> ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ก็คงมีอยู่ และจับใจคนทั้งโลกไม่แพ้กัน (แต่ตามเรื่องจริงๆ แล้วเหมือนจะเป็นคืนปีใหม่ ไม่ใช่คริสต์มาส)</p>
<p>ความหนาว ความยากจน กัดกินผู้คนจำนวนมหาศาลเสมอมา</p>
<p>คริสต์มาสปีนี้ในไทยไม่หนาว และเช่นเดียวกับที่คงไม่มีใครหนาวตายในเมืองไทย แต่แม้เมืองไทยจะห่างไกลจากอังกฤษและเดนมาร์ก รวมทั้งยุคสมัยแวดล้อมก็คงต่างกันมากกับเวลาของดิกเก้นส์และแอนเดอร์สัน ถึงอย่างไร ความยากจนนั้นก็คงมีอยู่จริง หากเรารำลึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่กว้างออกไปในคริสต์มาสได้ คริสต์มาสคงมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ</p>
<p>สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ</p>
<p>หมายเหตุ: <em>เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ</em> ที่นำมาแปะนี้ เป็นการนำมาเล่าใหม่โดยอ. นิธิ เอียวศรีวงศ์</p>
<p>เพลง <em>The Little Drummer Boy</em> ในคลิปนี้เพราะดีครับ</p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/dZvjPCcHI4g&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/dZvjPCcHI4g&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=KcaRy0H00iA:GdFF8WoH3SY:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/KcaRy0H00iA" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/the-little-match-girl/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/the-little-match-girl/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/ueLAQKTZ-M4/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/wana-sawat-tropical-malady/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2009 08:38:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=869</guid>
		<description><![CDATA[
ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างฤดี
ใจเราตรงกัน วิญญาณสัมพันธ์ เพราะวนาลี
เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย
ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย
พอรู้ตัว ก็รักเธอ เต็มดวงใจ
ยอดพิสมัย ยอดรักอาลัยโอ้จอมขวัญชีวี
หลายๆ ท่านอาจจะเคยฟังเพลงนี้ตั้งแต่รุ่นเก่ามากๆ ของหม่อมถนัดศรี หรือจากน้ำเสียงสุดหวานของพี่อ๊อด คีรีบูนในวงรวมดาวตอนเด็กๆ ไม่ก็จากละครหลังข่าวตอนก่อนนู้น สมัยหมิวลลิตายังสาวพริ้ง เนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ช่างหวานชวนเคลิบเคลิ้ม เปี่ยมด้วยอารมณ์ชวนฝันแบบที่คุ้นเคย อาจด้วยเหตุนี้ เพลงนี้จึงเดินทางมาตามเส้นทางรสนิยมสาธารณ์แบบไทยๆ ตลอดมา
หลายๆ ท่านอาจจะตั้งแง่กับอภิชาติพงศ์และหนังของเขา อย่างไรก็ดี อภิชาติพงศ์ก็คงเติบโตมากับรสนิยมแบบนี้กระมัง หนังของเขาจึงอุดมไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทั้งลุ่มหลงหรือเหยียดหยาม แต่มองมันด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี
ฉากร้อง วนาสวาท ในหนัง สัตว์ประหลาด! ของเขานั้น หวานชวนฝันที่สุดที่เคยฟังมา แต่ขณะเดียวกันก็ดูปลอมที่สุดจนใครๆ ก็สัมผัสได้ไม่ยาก
เขามิได้ปฏิเสธความหวาน แต่ก็มิได้ลุ่มหลงจนมองไม่เห็นความปลอม กระทั่งนำความปลอมนั้นมาให้คนดูสัมผัสไปในความหวานเอาด้วยซ้ำ เป็นส่วนผสมที่ประหลาดดีจริง
ในวาระที่หนังของเขาได้รับการยกย่องเชิดชูในช่วงผลัดทศวรรษ ร่วมรำลึกความปลอมที่แสนหวานในบรรยากาศเช่นนี้ คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว
หมายเหตุ: ข่าวหนังของอภิชาติพงศ์ในมติชน

ภาพยนตร์ไทย &#8220;แสงศตวรรษ&#8221; ได้รับเลือกเป็นหนังเยี่ยมสุดในทศวรรษ โดยศูนย์จัดฉายภาพยนตร์โตรอนโต
สื่ออเมริกัน-อังกฤษจัดภาพยนตร์แห่งทศวรรษ หนังไทยของ &#8220;อภิชาติพงศ์&#8221; ติดอันดับอีกแล้ว
หนังไทย &#8220;แสงศตวรรษ&#8221; ยังแรงไม่เลิก ล่าสุดติดภาพยนตร์เยี่ยมแห่งทศวรรษของนิตยสารมะกัน

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/s5eKIhruWGU&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/s5eKIhruWGU&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<blockquote><p>ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง<br />
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างฤดี<br />
ใจเราตรงกัน วิญญาณสัมพันธ์ เพราะวนาลี<br />
เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย</p>
<p>ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง<br />
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย<br />
พอรู้ตัว ก็รักเธอ เต็มดวงใจ<br />
ยอดพิสมัย ยอดรักอาลัยโอ้จอมขวัญชีวี</p></blockquote>
<p>หลายๆ ท่านอาจจะเคยฟังเพลงนี้ตั้งแต่รุ่นเก่ามากๆ ของหม่อมถนัดศรี หรือจากน้ำเสียงสุดหวานของพี่อ๊อด คีรีบูนในวงรวมดาวตอนเด็กๆ ไม่ก็จากละครหลังข่าวตอนก่อนนู้น สมัยหมิวลลิตายังสาวพริ้ง เนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ช่างหวานชวนเคลิบเคลิ้ม เปี่ยมด้วยอารมณ์ชวนฝันแบบที่คุ้นเคย อาจด้วยเหตุนี้ เพลงนี้จึงเดินทางมาตามเส้นทางรสนิยมสาธารณ์แบบไทยๆ ตลอดมา</p>
<p>หลายๆ ท่านอาจจะตั้งแง่กับอภิชาติพงศ์และหนังของเขา อย่างไรก็ดี อภิชาติพงศ์ก็คงเติบโตมากับรสนิยมแบบนี้กระมัง หนังของเขาจึงอุดมไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทั้งลุ่มหลงหรือเหยียดหยาม แต่มองมันด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี</p>
<p>ฉากร้อง <em>วนาสวาท</em> ในหนัง <em>สัตว์ประหลาด!</em> ของเขานั้น หวานชวนฝันที่สุดที่เคยฟังมา แต่ขณะเดียวกันก็ดูปลอมที่สุดจนใครๆ ก็สัมผัสได้ไม่ยาก</p>
<p>เขามิได้ปฏิเสธความหวาน แต่ก็มิได้ลุ่มหลงจนมองไม่เห็นความปลอม กระทั่งนำความปลอมนั้นมาให้คนดูสัมผัสไปในความหวานเอาด้วยซ้ำ เป็นส่วนผสมที่ประหลาดดีจริง</p>
<p>ในวาระที่หนังของเขาได้รับการยกย่องเชิดชูในช่วงผลัดทศวรรษ ร่วมรำลึกความปลอมที่แสนหวานในบรรยากาศเช่นนี้ คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว</p>
<p>หมายเหตุ: ข่าวหนังของอภิชาติพงศ์ในมติชน</p>
<ul>
<li><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259088106&#038;grpid=01&#038;catid=">ภาพยนตร์ไทย &#8220;แสงศตวรรษ&#8221; ได้รับเลือกเป็นหนังเยี่ยมสุดในทศวรรษ โดยศูนย์จัดฉายภาพยนตร์โตรอนโต</a></li>
<li><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259199962&#038;grpid=01&#038;catid=">สื่ออเมริกัน-อังกฤษจัดภาพยนตร์แห่งทศวรรษ หนังไทยของ &#8220;อภิชาติพงศ์&#8221; ติดอันดับอีกแล้ว</a></li>
<li><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259299274&#038;grpid=01&#038;catid=">หนังไทย &#8220;แสงศตวรรษ&#8221; ยังแรงไม่เลิก ล่าสุดติดภาพยนตร์เยี่ยมแห่งทศวรรษของนิตยสารมะกัน</a></li>
</ul>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=ueLAQKTZ-M4:cXSUExffTOs:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/ueLAQKTZ-M4" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/wana-sawat-tropical-malady/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/wana-sawat-tropical-malady/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“Some things are best left unsaid”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/CiMOT8oFy0g/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/some-things-are-best-left-unsaid/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2009 07:06:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=865</guid>
		<description><![CDATA[
I have no idea to this day what those two Italian ladies were singing about. Truth is, I don&#8217;t want to know. Some things are best left unsaid. I&#8217;d like to think they were singing about something so beautiful, it can&#8217;t be expressed in words, and makes your heart ache because of it. I tell [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/se8TM696HRY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/se8TM696HRY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<blockquote><p>I have no idea to this day what those two Italian ladies were singing about. Truth is, I don&#8217;t want to know. Some things are best left unsaid. I&#8217;d like to think they were singing about something so beautiful, it can&#8217;t be expressed in words, and makes your heart ache because of it. I tell you, those voices soared higher and farther than anybody in a gray place dares to dream. It was like some beautiful bird flapped into our drab little cage and made those walls dissolve away, and for the briefest of moments, every last man in Shawshank felt free.</p></blockquote>
<p>เคยดูครั้งแรกตอนยังเรียนอยู่เลย คิดถึงจัง</p>
<p>หมายเหตุ: เพลงในหนังคือตอนหนึ่งในอุปรากร The Marriage of Figaro ของโมซาร์ต</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=CiMOT8oFy0g:UNdVmQTWtO0:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/CiMOT8oFy0g" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/some-things-are-best-left-unsaid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/some-things-are-best-left-unsaid/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/8u937VrHsZM/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/benedict-anderson-on-the-art-of-corruption/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Oct 2009 19:15:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=850</guid>
		<description><![CDATA[อย่างไรก็ตาม การตอบ &#8220;เกินโจทย์&#8221; ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ &#8220;ผิดโจทย์&#8221; นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ &#8220;ทะลุกลางปล้อง&#8221; ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง
ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า &#8220;ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน&#8221; ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ &#8220;ลงตัว&#8221; กับจิตสำนึกของสังคม
บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน &#8220;จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน&#8221; นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง
เขาหยิบยกเอา &#8220;ความขี้เกียจ&#8221; มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_860" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://www.jongblog.com/benedict-anderson-on-the-art-of-corruption/benedict-anderson/" rel="attachment wp-att-860"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2009/10/benedict-anderson.jpg" alt="ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร." title="benedict-anderson" width="300" height="451" class="size-full wp-image-860" /></a><p class="wp-caption-text">ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.</p></div>
<blockquote><p>อย่างไรก็ตาม การตอบ &#8220;เกินโจทย์&#8221; ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ &#8220;ผิดโจทย์&#8221; นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ &#8220;ทะลุกลางปล้อง&#8221; ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า &#8220;ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน&#8221; ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ &#8220;ลงตัว&#8221; กับจิตสำนึกของสังคม</p>
<p>บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน &#8220;จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน&#8221; นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง</p>
<p>เขาหยิบยกเอา &#8220;ความขี้เกียจ&#8221; มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก ต้องมีทัศนะเชิดชูความขยันเสียก่อน ความคิดเรื่องคอร์รัปชันหรือการต่อต้านคอร์รัปชันจึงจะเกิดขึ้นได้ จากพงศาวดารในอินโดนีเซีย ซึ่งแอนเดอร์สันอ้่างว่าไม่มีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ขยันหรือแม้แต่ซื่อตรง เขาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงว่า ในสังคมศักดินา ราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์เอง การคอร์รัปชันหรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของตนเองจึงเป็นไปไม่ได้ และในเมื่อบุญบารมีต่างหากที่ทำให้คนก้าวขึ้นสู่สถานภาพและความเจริญทางสังคม กษัตริย์จึงไม่จำเป็นต้อง &#8220;มืิออาชีพ&#8221; หรือมีความเชี่ยวชาญอย่างพิเศษในการทำงาน ไม่จำเป็นต้อง &#8220;ทรงงาน&#8221; ด้วยซ้ำไป ด้วยลีลาแบบกระโดดข้ามไปมาทั้งทวีป ศตวรรษ และรากฐานการผลิต แอนเดอร์สันกวาดเอาตัวอย่างต่างๆ จากทั้งในอังกฤษยุควิกตอเรียและเอเชียในยุคศักดินา ทั้งนี้เพื่อเสนอต่อไปว่า คอร์รัปชันจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เฉพาะในสังคมที่มี &#8220;พื้นที่สาธารณะ&#8221; ซึ่งหมายถึงทั้งเวทีการเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถถูกจับมา &#8220;ส่องมอง&#8221; หรือตรวจสอบได้ และในวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเท่านั้นที่จะมีพื้นที่แบบนี้</p>
<p>เมื่อมาถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันก็ชี้ว่า กำเนิดของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในยุโรปตรงกันกับกำเนิดของการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ เช่นผลงานคลาสสิคของ Daumier จากฝรั่งเศสและ Grosz จากเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในเรื่องคอร์รัปชัน วัฒนธรรมศักดินาไม่มีความคิดเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะ กษัตริย์ซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะ ไม่เคยต้องตกอยู่ภายใต้สายตาหรือการตรวจสอบของใคร ตราบจนในยุควิคตอเรีย เมื่อวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเริ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเสียก่อน สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษจึงเริ่มถูกวิจารณ์ว่า &#8220;ขี้เกียจ&#8221; การถูกจับตามองนั้น อาจจะสำคัญกว่าการควบคุมด้วยกฎหมายเสียอีก เพราะเมื่อหันมายกตัวอย่างจากปัจจุบัน แอนเดอร์สันเห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ถูกลดสถานะลงทางกฎหมาย แต่แม้จะทรงอยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนได้</p>
<p>จะเห็นได้ว่า ในแง่หนึ่ง แอนเดอร์สันมองการคอร์รัปชันเป็นอาการ &#8220;เช้าชามเย็นชาม&#8221; เขามุ่งวิจารณ์สื่งที่เรียกกันว่า bureaucracy และพิจารณาเฉพาะความแตกต่างระหว่างคอร์รัปชันในสังคมสองยุค แต่ที่สำคัญคือทัศนะของเขาเป็นมุมมองแบบมุมกว้าง การก้าวออกจากยุคศักดินา เข้าสู่ทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ และกรอบของจริยธรรมแบบนายทุนกระฎุมพีนั้น หลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดคอร์รัปชัน พูดง่ายๆ ว่าคอร์รัปชันเป็นเพียง &#8220;ราคา&#8221; ของความเป็นสมัยใหม่ และหากยังนับถือความขยัน หรือการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริยธรรมขั้นสูง คอร์รัปชันก็จะอยู่กับเราต่อไป และต้องยอมรับว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร &#8211; We&#8217;re in this together.</p></blockquote>
<p>ในดีไซน์ คัลเจอร์เล่ม 2 ตอนนึงกล่าวถึงนิทรรศการ <em><a href="http://www.okmd.or.th/th/news_detail.asp?id=297">ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน The Art of Corruption</a></em> ที่จัดขึ้นโดย <a href="http://www.okmd.or.th/">สำนักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้ (สบร.)</a> คุณประชาได้เก็บความปาฐกถาของอ. เบน แอนเดอร์สันในงานนี้มาอย่างน่าสนใจ</p>
<p>ในเมืองไทย เราเน้นคำว่าคอร์รัปชันเป็นด้านตรงข้ามของ &#8220;ความซื่อสัตย์&#8221; เราจึงได้ยินคำโฆษณาอย่าง &#8220;ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน&#8221; จนหูชา</p>
<p>ผมชอบเนื้อหาในดีไซน์ คัลเจอร์ส่วนนี้มาก เพราะอย่างน้อย ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ที่รักการตั้งคำถามอยู่สักหน่อย คงจะมีบ้างที่ตะหงิดใจกับการลดทอนคุณค่าและจริยธรรมให้แคบชันจนเหลือเพียงคำขวัญอย่าง &#8220;ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน&#8221; และหากจริยธรรมแบบ ขยัน-ขี้เกียจสามารถเป็นกรอบจริยธรรมของคอร์รัปชันได้เช่นกัน บางทีเราอาจจะเปิดมุมมองคอร์รัปชันได้กว้างขึ้นก็เป็นได้</p>
<blockquote><p>คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน</p></blockquote>
<p>ในระยะนี้ อาจเพราะความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดและแลเห็นเจ้า &#8220;คอร์รััปชัน&#8221; แบบนี้ในระยะประชิดที่สุด และได้ตระหนักอย่างเห็นจริงเห็นจังว่ามันทำร้ายและกัดกินผู้คนได้อย่างน่าตระหนกและแอบแฝงแค่ไหน จริงอยู่ว่าในโลกธุรกิจ ระบบคุณค่าก็คือมูลค่าของผลตอบแทน แต่หากเรามีโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานเลยล่ะ?</p>
<p>เราคงร้องโวยวายเสียงดังเมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อต่อเรา แต่หากเมื่อจับพลัดจับผลู เราได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เราได้ประโยชน์นั้นแล้ว คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้านทานความเย้ายวนใจของการได้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เราจะสามารถคงสายตามองเห็นโครงสร้างแบบนี้ได้ต่อไปหรือไม่?</p>
<p>สังคมแบบนี้แบบนี้น่ากลัวทีเดียว</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=8u937VrHsZM:p5WYjpvG-vY:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/8u937VrHsZM" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/benedict-anderson-on-the-art-of-corruption/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/benedict-anderson-on-the-art-of-corruption/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>“ความเจ็บปวดเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม”</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/lsvD0PoGf8c/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/dhamma-seksan/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Oct 2009 13:13:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=510</guid>
		<description><![CDATA[วิถีทางธรรมที่ผมเข้าใจ คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกระทำต้องมีความตระหนักก่อนว่าตัวเองถูกกระทำ เข้าใจตรงนั้นแล้ว จะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมากระทำ
ทีนี้ถามว่า ถ้าทำไม่ได้จะทำยังไง ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ ก็อาจจะต้องตกเป็นเหยื่ออีกสักพักใหญ่ๆ ถ้าคุณโชคดีไม่ฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นไปก่อน วันหนึ่งคุณอาจจะสรุปได้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาว ทำผิดทำถูกมายาวนานมาก ชีวิตผมทำบาปมามหาศาล&#8230;เพราะฉะนั้นบางทีคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน อาจจะต้องสะสมความเข้าใจ ความเจ็บปวด ซึ่งท่านเชอเกียม ตรุงปะบอกว่า ‘เป็นปุ๋ยอย่างดี’ สำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม
ชีวิตทางโลกไม่ได้มีด้านมืดไปซะทั้งหมด วันหนึ่ง ถ้าเรานึกออก มันอยู่ในตัวเรา จริงๆ แทบไม่ต้องให้ใครมาสอน ที่ผมต้องค้นคว้ามากหน่อยก็เพื่อมาพูดกับท่าน เวลาพูดกับตัวเองมันไม่ต้องค้นคว้า มันจะค่อยๆ นึกออกทีละเรื่อง เพราะว่าจริงๆ ก็อย่างที่พระท่านสอนมา จิตเดิมของเรามันสะอาด มันบริสุทธิ์ มันไม่ทำร้ายตัวเองอย่างที่เรากำลังทำอยู่
เวลาผมจะพูดเรื่องธรรมะธัมโม ผมมักจะต้องคิดหนักอยู่สักหน่อย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยจะรับกับใบหน้าแล้ว พุทธธรรมในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับคำสอนยอดฮิตอื่นๆ คือถูกอ้างกันจนเฝือ จนกระทั่งเกือบๆ จะปราศจากความหมายที่พอจะคุยกันให้รู้เรื่องแลกเปลี่ยนได้ การอ้างบางครั้งก็อ้างกับแค่บางเรื่อง จนมึนกับเส้นแบ่งระหว่างพุทธธรรมกับพวกสุขนิยมอยู่เหมือนกัน และในการพาดพิงบางครั้ง ยังชวนให้สงสัยในเจตนาของผู้อ้างอยู่ไม่น้อย
โดยส่วนตัวคิดว่าหลักพุทธธรรมถือได้ว่าเป็นหลักที่วิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคน เพราะพุทธธรรมปฏิเสธการทึกทักว่ามีอยู่ของ ทุกๆ สิ่ง อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมักพบเห็นหลายๆ ท่านเอาคำอย่าง &#8220;พุทธ&#8221; มาเป็นกระสุนสาดใส่แนวคิดที่อื่นๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยราวกับเครื่องยิงอัตโนมัติทันสมัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>วิถีทางธรรมที่ผมเข้าใจ คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกระทำต้องมีความตระหนักก่อนว่าตัวเองถูกกระทำ เข้าใจตรงนั้นแล้ว จะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมากระทำ</p>
<p>ทีนี้ถามว่า ถ้าทำไม่ได้จะทำยังไง ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ ก็อาจจะต้องตกเป็นเหยื่ออีกสักพักใหญ่ๆ ถ้าคุณโชคดีไม่ฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นไปก่อน วันหนึ่งคุณอาจจะสรุปได้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาว ทำผิดทำถูกมายาวนานมาก ชีวิตผมทำบาปมามหาศาล&#8230;เพราะฉะนั้นบางทีคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน อาจจะต้องสะสมความเข้าใจ ความเจ็บปวด ซึ่งท่านเชอเกียม ตรุงปะบอกว่า ‘เป็นปุ๋ยอย่างดี’ สำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม</p>
<p>ชีวิตทางโลกไม่ได้มีด้านมืดไปซะทั้งหมด วันหนึ่ง ถ้าเรานึกออก มันอยู่ในตัวเรา จริงๆ แทบไม่ต้องให้ใครมาสอน ที่ผมต้องค้นคว้ามากหน่อยก็เพื่อมาพูดกับท่าน เวลาพูดกับตัวเองมันไม่ต้องค้นคว้า มันจะค่อยๆ นึกออกทีละเรื่อง เพราะว่าจริงๆ ก็อย่างที่พระท่านสอนมา จิตเดิมของเรามันสะอาด มันบริสุทธิ์ มันไม่ทำร้ายตัวเองอย่างที่เรากำลังทำอยู่</p></blockquote>
<p>เวลาผมจะพูดเรื่องธรรมะธัมโม ผมมักจะต้องคิดหนักอยู่สักหน่อย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยจะรับกับใบหน้าแล้ว พุทธธรรมในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับคำสอนยอดฮิตอื่นๆ คือถูกอ้างกันจนเฝือ จนกระทั่งเกือบๆ จะปราศจากความหมายที่พอจะคุยกันให้รู้เรื่องแลกเปลี่ยนได้ การอ้างบางครั้งก็อ้างกับแค่บางเรื่อง จนมึนกับเส้นแบ่งระหว่างพุทธธรรมกับพวกสุขนิยมอยู่เหมือนกัน และในการพาดพิงบางครั้ง ยังชวนให้สงสัยในเจตนาของผู้อ้างอยู่ไม่น้อย</p>
<p>โดยส่วนตัวคิดว่าหลักพุทธธรรมถือได้ว่าเป็นหลักที่วิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคน เพราะพุทธธรรมปฏิเสธการทึกทักว่ามีอยู่ของ <em>ทุกๆ สิ่ง</em> อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมักพบเห็นหลายๆ ท่านเอาคำอย่าง &#8220;พุทธ&#8221; มาเป็นกระสุนสาดใส่แนวคิดที่อื่นๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยราวกับเครื่องยิงอัตโนมัติทันสมัย แต่เมื่อเปลี่ยนหัวข้ออภิปรายถกเถียงไปเป็นเรื่องที่ท่านนั้นผู้ชูธงสนับสนุน จากศาสนิกผู้ศรัทธาก็กลายร่างไปเป็นนักรบผู้พร้อมจะหลั่งเลือดทาแผ่นดิน</p>
<p>ยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากที่น่าจะคุุ้นกันดี: ผู้อาวุโสพร่ำเทศนา ด้วยคำพูดศัพท์แสงทางพุทธน่าเชื่อถือ คำสอนนั้นให้ประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่มที่รู้จักใช้ประโยชน์ และเรียกหาความเสียสละกับผู้ที่ปราศจากโอกาสจะใช้ประโยชน์นั้น</p>
<p>ภายใต้ฉากหน้าเป็นการสอนเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี เบื้องหลังนั้นคือความเลือดเย็นและแห้งแล้งน้ำใจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาของผู้อื่น ปัญหาทางธรรมที่แท้จริงคงอยู่ที่ภายในของแต่ละคน และก็คงมีเส้นทางต่างกันไปแล้วแต่วาสนา เมื่อลองดูจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว คิดว่าสัมผัสกับเส้นทางคำสอนของอาจารย์ที่เป็นบรรพชิตได้ยากกว่าทางฝ่ายฆราวาส อาจเป็นได้ว่าพระอาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มีวาสนากับพุทธธรรมอยู่แล้ว จึงก้าวข้ามได้โดยง่าย ก็คงเหมือนคนหัวดีเรียนเก่งในชั้นเรียนหรืออัจฉริยะในสาขาต่างๆ นั่นแหละ ที่ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อยก็เข้าสู้เส้นทางได้ คนทั่วๆ ไปก็ได้แต่ตาค้างเวลาฟังการบรรยายถึงเรื่องราวที่ลึกซึ้งเหล่านั้น</p>
<p>แต่กับบางท่านเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น บางท่านต้องแบกรับความทุกข์ เผชิญความเย้ายวน การยึดติด การตั้งคำถามกับตนเอง และการเคี่ยวกรำอย่างยาวนาน กว่าจะเข้าสู่เส้นทางธรรมได้ สำหรับคนที่ไม่ได้มีวาสนาทางธรรมมากนัก เมื่อได้รับรู้ประสบการณ์เหล่านี้ จึงรู้สึกสัมผัสได้ไม่ยากนัก และอาจารย์ที่แบ่งปันเรื่องราวเล่านี้ที่ประทับใจที่สุดก็คืออ. เสกสรรค์ ประเสิร์ฐกุล</p>
<p>คำอ้างที่ยกมาในล้อมกรอบข้างต้นผ่านเรียบเรียงโดยบรรณาธิการสักคนหนึ่ง เป็นคำตอบต่อคำถามถามที่ผมเคยถามอ. เสกสรรค์เมื่อครั้งอ. บรรยายที่เสมสิกขาลัย ผมถามด้วยความสงสัยว่า ดูเหมือนเราจะเข้าใจในธรรมคำสอนได้ไม่ยาก แต่เวลาปฏิบัติ เหตุใดช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=lsvD0PoGf8c:7WeaDbOus6A:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/lsvD0PoGf8c" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/dhamma-seksan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/dhamma-seksan/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2552</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/D703LX_Ltw0/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/bangkok-international-film-festival-2009/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Oct 2009 10:42:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=774</guid>
		<description><![CDATA[จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า
ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่
ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook
หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น The Search (2009, Pema Tseden) นะครับ
อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี
Shirin (2008, Abbas Kiarostami)
ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้
ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น
ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี
The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)
ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ
แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า</p>
<blockquote><p>ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่</p></blockquote>
<div id="attachment_779" class="wp-caption aligncenter" style="width: 490px"><a href="http://www.jongblog.com/bangkok-international-film-festival-2009/claire-dennis-in-bangkok/" rel="attachment wp-att-779"><img src="http://www.jongblog.com/wp-content/uploads/2009/10/claire-dennis-in-bangkok.jpg" alt="แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)" title="claire-dennis-in-bangkok" width="480" height="640" class="size-full wp-image-779" /></a><p class="wp-caption-text">แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)</p></div>
<p>ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook</p>
<blockquote><p>หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น <strong>The Search (2009, Pema Tseden)</strong> นะครับ</p>
<p>อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี</p>
<h3>Shirin (2008, Abbas Kiarostami)</h3>
<p>ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้</p>
<p>ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น</p>
<p>ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี</p>
<h3>The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)</h3>
<p>ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ</p>
<p>แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง อาจรู้สึกไม่ต่างจากหนังสงครามทั่วๆ ไปนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ผู้คนแก่ตัวลงและภาวะสงครามก็ยังไม่จบสิ้นเสียที สภาพปรกติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นภาวะสงครามกลับกลายเป็นภาวะปรกติ อารมณ์เซอร์ๆ หรือดูแปลกๆ ในช่วงท้ายของหนังอาจจะมาจากความแปลกเช่นที่ว่านี้ </p></blockquote>
<p>หากมีโอกาสคงได้ปันประสบการณ์เรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=D703LX_Ltw0:a5_KuQsMdNg:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/D703LX_Ltw0" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/bangkok-international-film-festival-2009/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/bangkok-international-film-festival-2009/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>รวมฮิตทวีตเตอร์: ศิโรตม์มองประเด็นเขาพระวิหาร</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/dPhPhnN5uNs/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/sirote-on-the-clash/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Sep 2009 16:47:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=770</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องเขาพระวิหารมี 3-4 ประเด็นที่น่าพูด

ลัทธิคลั่งชาติอันตราย เป็นผีที่ปลุกเมื่อไรก็เอาลงไม่ได้ นอกจากได้กินเลือดคนจริงๆ
ผู้ปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติไม่เคยเจ็บหรือตาย แต่ผู้สมาทานตายหรือเจ็บได้ตลอดเวลา
คนไทยฆ่าและทำร้ายกันได้ ไม่มียีนพิเศษในสายเลือดคนไทย
ไม่แน่เสมอไปว่านิทานเรื่องคนพุทธรักสงบรักสันติกว่าศาสนิกอื่นจะเป็นจริง คนที่ฆ่าและตีกันในเรื่องนี้มีศาสนาเดียวกัน

บทเรียนที่ควรได้คืออย่าเล่นลัทธิคลั่งชาติ อย่าเชื่อนักโวหาร อย่าคิดว่าคนไทยพิเศษกว่าชาติอื่น อย่ามีมายาว่าศาสนาอื่นว่าสอนให้คนใช้ความรุนแรง
น่าละอายที่พันธมิตรบอกว่าไม่เกี่ยวกับการปะทะที่พระวิหาร คนที่บุกไปที่นั่นคือมวลชนที่เป็นผลของลัทธิคลั่งชาติที่พันธมิตรปลุกปั่นมาเป็นปีๆ การปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้คือการปล่อยเกาะมวลชนที่เสพวาทกรรมพันธมิตรจนเชื่อว่าจริง การบุกพระวิหารเป็นปัญหา และการปลุกปั่นก่อนนั้นคือต้นตอ
หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าทวีตเตอร์เป็นเพียงที่ระบายอารมณ์และพูดคุยไร้สาระ อย่างไรก็ดี หากเราเลือก follow ก็มีคนมีความรู้สูงและสนใจแสดงความเห็นจริงจังในทวีตเตอร์เช่นกันนะครับ เช่นศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (@sirotek) ข้อความข้างบนนี้ ผมรวบรวมมาจากทวีตบางส่วนของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ศรีสะเกษ สนใจลอง follow ดูนะครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>เรื่องเขาพระวิหารมี 3-4 ประเด็นที่น่าพูด</p>
<ol>
<li>ลัทธิคลั่งชาติอันตราย เป็นผีที่ปลุกเมื่อไรก็เอาลงไม่ได้ นอกจากได้กินเลือดคนจริงๆ</li>
<li>ผู้ปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติไม่เคยเจ็บหรือตาย แต่ผู้สมาทานตายหรือเจ็บได้ตลอดเวลา</li>
<li>คนไทยฆ่าและทำร้ายกันได้ ไม่มียีนพิเศษในสายเลือดคนไทย</li>
<li>ไม่แน่เสมอไปว่านิทานเรื่องคนพุทธรักสงบรักสันติกว่าศาสนิกอื่นจะเป็นจริง คนที่ฆ่าและตีกันในเรื่องนี้มีศาสนาเดียวกัน</li>
</ol>
<p>บทเรียนที่ควรได้คืออย่าเล่นลัทธิคลั่งชาติ อย่าเชื่อนักโวหาร อย่าคิดว่าคนไทยพิเศษกว่าชาติอื่น อย่ามีมายาว่าศาสนาอื่นว่าสอนให้คนใช้ความรุนแรง</p>
<p>น่าละอายที่พันธมิตรบอกว่าไม่เกี่ยวกับการปะทะที่พระวิหาร คนที่บุกไปที่นั่นคือมวลชนที่เป็นผลของลัทธิคลั่งชาติที่พันธมิตรปลุกปั่นมาเป็นปีๆ การปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้คือการปล่อยเกาะมวลชนที่เสพวาทกรรมพันธมิตรจนเชื่อว่าจริง การบุกพระวิหารเป็นปัญหา และการปลุกปั่นก่อนนั้นคือต้นตอ</p></blockquote>
<p>หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าทวีตเตอร์เป็นเพียงที่ระบายอารมณ์และพูดคุยไร้สาระ อย่างไรก็ดี หากเราเลือก follow ก็มีคนมีความรู้สูงและสนใจแสดงความเห็นจริงจังในทวีตเตอร์เช่นกันนะครับ เช่นศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (<a href="http://twitter.com/sirotek">@sirotek</a>) ข้อความข้างบนนี้ ผมรวบรวมมาจากทวีตบางส่วนของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ศรีสะเกษ สนใจลอง follow ดูนะครับ</p>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dPhPhnN5uNs:1-cK-c1yG6s:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/dPhPhnN5uNs" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/sirote-on-the-clash/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/sirote-on-the-clash/</feedburner:origLink></item>
		<item>
		<title>ความรักของเสกสรรค์</title>
		<link>http://feedproxy.google.com/~r/Warong/~3/dbB5qqZtYl0/</link>
		<comments>http://www.jongblog.com/seksan-on-love/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Aug 2009 18:12:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Warong</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jongblog.com/?p=766</guid>
		<description><![CDATA[มีคนฝากถามมา อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องความรักน่ะครับ
เสกสรรค์: ความรักที่ขยายมาจากอัตตา ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าระหว่างชายหญิง ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงหรือระหว่างใครก็ตาม มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด แต่ละฝ่ายจะต้องตอบสนองความคาดหวังของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าแลกเปลี่ยนลงตัวก็อาจพออยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเสียสมดุลเมื่อไหร่ก็อาจแตกร้าวสิ้นสุดโดยง่าย ความรักแบบนี้นอกจากไม่ยั่งยืนแล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ โดยเฉพาะความรักระหว่างชายหญิงนี่ ตราบใดที่มันยังล้อมรอบอัตตาแล้วมุ่งเอาอีกฝ่ายหนึ่งมาสนองความพอใจ มันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะทั้งคู่จะแข่งกันดูดซับพลังของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงจุดทนไม่ไหว รู้สึกถูกจับเป็นตัวประกันทางอารมณ์ สูญเสียอิสรภาพ และต้องเสียค่าไถ่ถอนตัวเองอย่างไม่รู้จบ สุดท้ายมันจึงลงเอยด้วยความแตกแยกกระทั่งแตกหักอย่างรุนแรง
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าความรักที่เป็นแรงปรารถนาทางอารมณ์ล้วนๆ อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้มันเปี่ยมสุขและยั่งยืน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการนำคนสองคนมาพบกันได้ แต่ก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรักคนอื่นกับรักตัวเอง ถ้าจะให้ยกระดับเป็นรักแท้และพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะแบบสองศูนย์อำนาจ ก็คงจะต้องแปรเป็นความรักทางจิตวิญญาณหรือกึ่งจิตวิญญาณให้ได้ ก่อนจะสายเกินไป
ความรักทางจิตวิญญาณหมายถึงความรักที่เลิกยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ถือคนที่เรารักเป็นตัวตั้งโดยเราไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่มีความต้องการจะใช้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวัตถุรองรับความรัก เราเป็นหนึ่งเดียวกับเขาในแง่นี้ เราไม่แยกตัวเป็นความปรารถนาอีกชุดหนึ่งจากภายนอก หากอนุญาตให้ความรักแผ่รังสีมาจากความสงบในใจเรา เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี เมตตากรุณา ปราศจากเงื่อนไข ความรักในขั้นจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ต้องเพียรพยายามปฏิบัติ จึงจะเข้าใจและเกิดผล มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางธรรม ซึ่งแม้ทำไม่ได้ถึงที่สุด มีสติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมหันหน้ามาทิศนี้เลย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>มีคนฝากถามมา อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องความรักน่ะครับ</p>
<p><strong>เสกสรรค์:</strong> ความรักที่ขยายมาจากอัตตา ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าระหว่างชายหญิง ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงหรือระหว่างใครก็ตาม มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด แต่ละฝ่ายจะต้องตอบสนองความคาดหวังของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าแลกเปลี่ยนลงตัวก็อาจพออยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเสียสมดุลเมื่อไหร่ก็อาจแตกร้าวสิ้นสุดโดยง่าย ความรักแบบนี้นอกจากไม่ยั่งยืนแล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ โดยเฉพาะความรักระหว่างชายหญิงนี่ ตราบใดที่มันยังล้อมรอบอัตตาแล้วมุ่งเอาอีกฝ่ายหนึ่งมาสนองความพอใจ มันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะทั้งคู่จะแข่งกันดูดซับพลังของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงจุดทนไม่ไหว รู้สึกถูกจับเป็นตัวประกันทางอารมณ์ สูญเสียอิสรภาพ และต้องเสียค่าไถ่ถอนตัวเองอย่างไม่รู้จบ สุดท้ายมันจึงลงเอยด้วยความแตกแยกกระทั่งแตกหักอย่างรุนแรง</p>
<p>ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าความรักที่เป็นแรงปรารถนาทางอารมณ์ล้วนๆ อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้มันเปี่ยมสุขและยั่งยืน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการนำคนสองคนมาพบกันได้ แต่ก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรักคนอื่นกับรักตัวเอง ถ้าจะให้ยกระดับเป็นรักแท้และพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะแบบสองศูนย์อำนาจ ก็คงจะต้องแปรเป็นความรักทางจิตวิญญาณหรือกึ่งจิตวิญญาณให้ได้ ก่อนจะสายเกินไป</p>
<p>ความรักทางจิตวิญญาณหมายถึงความรักที่เลิกยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ถือคนที่เรารักเป็นตัวตั้งโดยเราไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่มีความต้องการจะใช้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวัตถุรองรับความรัก เราเป็นหนึ่งเดียวกับเขาในแง่นี้ เราไม่แยกตัวเป็นความปรารถนาอีกชุดหนึ่งจากภายนอก หากอนุญาตให้ความรักแผ่รังสีมาจากความสงบในใจเรา เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี เมตตากรุณา ปราศจากเงื่อนไข ความรักในขั้นจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ต้องเพียรพยายามปฏิบัติ จึงจะเข้าใจและเกิดผล มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางธรรม ซึ่งแม้ทำไม่ได้ถึงที่สุด มีสติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมหันหน้ามาทิศนี้เลย</p></blockquote>
<div class="feedflare">
<a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:yIl2AUoC8zA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=yIl2AUoC8zA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:D7DqB2pKExk"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:D7DqB2pKExk" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:7Q72WNTAKBA"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?d=7Q72WNTAKBA" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:V_sGLiPBpWU"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:V_sGLiPBpWU" border="0"></img></a> <a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?a=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:gIN9vFwOqvQ"><img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/Warong?i=dbB5qqZtYl0:nwUpw6tgoTY:gIN9vFwOqvQ" border="0"></img></a>
</div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/Warong/~4/dbB5qqZtYl0" height="1" width="1"/>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jongblog.com/seksan-on-love/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		<feedburner:origLink>http://www.jongblog.com/seksan-on-love/</feedburner:origLink></item>
	</channel>
</rss>
